สวดอภิธรรมส่งท้ายปีเก่าให้เข้าถึงนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สวดอภิธรรมส่งท้ายปีเก่าให้เข้าถึงนิพพาน พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ปีเก่ากำลังจะผ่านไป โลกก็สมมุติขึ้นมาเก่าๆใหม่ๆมีคู่ สิ่งใดเกิดมามี 2 ถ้ามันไม่มีจิตวิญญาณมันก็ไม่รู้เรื่อง ดินน้ำไฟลม พลังงานสสารมันก็ต้องมีสองที่ร่วมกันสังเคราะห์สังขารกันไปด้วยกันมาด้วยกัน แยกกันรวมกัน แยกกันกับรวมกันก็เป็นสองเหมือนกัน ก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาลนาน ในโลกที่มีจิตวิญญาณขึ้นมาก็จะรู้ ไอ้ตัวที่มันเป็นสสารพลังงานมันไม่รู้ พลังงานมาเป็นบวกเป็นลบ คนก็เข้าใจมีจิตวิญญาณมาเรียนรู้ ดินน้ำลมไฟ มารวมกันเกาะตัวกัน ออกซิเจนเกาะตัวกันกับไฮโดรเจน เป็นธาตุน้ำ วิทยาศาสตร์ก็รู้ มันเป็นอากาศแท้ๆมารวมกันมันก็เป็นหยดน้ำ อาโปธาตุ อะไรต่ออะไรก็มารวมกลุ่มกัน แต่ทีนี้มันกลายเป็นชีวะแล้ว อย่างเช่นพืชพวกนี้ ดอกไม้มันกลายเป็นชีวะ มันก็เลยไม่เหมือนดิน เพราะมันมีสังขารตัวมันเอง มันก็เลยเป็นพืช พลังงานก็มีอะไรเป็นตัวธาตุอะไรผสมกัน กะหล่ำปลีมีธาตุอะไรผสมกันเป็นกะหล่ำปลี ดอกกุหลาบสีแดงๆเอามา 999 ดอก เขาร้องเพลงกัน มันก็มี มันก็รู้ของมัน มันก็เอาแต่ธาตุมาสังเคราะห์ตัวมันเองเป็นดอกกุหลาบอยู่อย่างนี้ ตามเชื้อของมัน กะหล่ำปลีก็เหมือนกัน พอเกิดมาเป็นคนมีจิตวิญญาณมีธาตุรู้ ก็กำหนดรู้และเอามาใช้ ดีไม่ดีก็เอามาทำลาย ทำลายก็ยังไม่เท่าไหร่ เอามาทำร้ายทำเลว มันก็มีอย่างนี้ ภาษาสื่อเป็นภาษาไทยให้รู้สภาพที่คนมีกรรมกิริยา กระทำอย่างนั้นๆ มันควรหรือไม่ควร มันดีหรือมันชั่ว ถ้าคนไม่มาศึกษามาสำเหนียกสำนึกบ้างเลย มันก็ทำไป อยากทำอะไรตามกิเลส อยากทำอย่างนี้ ชั่วดีไม่รู้ กูก็ทำ กรรมกิริยานี้ดี กรรมกิริยานี้ก็ไม่รู้ อยากทำชั่วเท่าไหร่ก็ทำทำเลวเท่าไหร่ก็ทำ ทำร้ายเท่าไหร่ก็ทำ มันก็เป็นคนที่ไม่เอ
อ่านต่อ
าไหนเลย เกิดมาไม่รู้จักกรรมวิบาก ทำแต่กรรมชั่วตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น คนก็สอนกันมาแนะนำกัน พ่อแม่ก็สอนลูก พี่น้องสอนกันเพื่อนฝูงสอนกัน ครูบาอาจารย์สอนลูกศิษย์ไป เพื่อจะนำพากันไปสู่ที่เจริญ คนที่นำพาคนอื่นไปสู่ที่เจริญได้ เรียกว่าเป็นครู ภาษาไทย ซึ่งก็เอามาจากภาษาบาลี ว่า คุรุ เรียกว่าเป็น ปุโรหิต เป็นผู้สอน เป็นผู้ให้ความรู้ต่อ จะได้พัฒนาขึ้นมา คนก็มีการก้าวหน้าพัฒนาขึ้นมา รักษาสภาพที่จะเป็นคนดี ทำดีไม่ทำชั่ว ทำดีไม่ทำชั่ว แต่เขาไม่ได้เรียนรู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน ศาสนาเทวนิยมก็รู้แต่ดีกับชั่วเป็นโลกียะ ทำแต่ดีไม่ทำชั่ว มันก็ดีระดับหนึ่งโลกียะ เทวนิยมทั้งหลายแหล่ก็รู้กันแค่นี้ เพราะไม่สามารถหยั่งเข้าไปรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของการเคลื่อนไหว ของจิตของวิญญาณ จิตใจของคนของตัวเอง ไม่รู้จักการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวไปอย่างนั้นอย่างนี้ เคลื่อนไหวก็มีอาการอย่างนั้นอย่างนี้ เด็กๆฟังรู้เรื่องไหม ใจของเรามันมีอาการ มันเป็นอาการร้ายๆ อาการดีๆ อาการแรงๆ อาการเบาๆ อาการดีเป็นอย่างไร อาการชั่วหรืออาการเลวอาการร้ายเป็นอย่างไร รู้ตัวไหมเด็กๆรู้ตัวไหม อ่านออกไหมจิตใจ ...ออก ออกบ้างไม่ออกบ้าง ซึ่งก็รู้ทุกตัวไม่ได้หรอกมันไม่ทัน เพราะฉะนั้นเรารู้ตัวทัน อ่านอาการจิตของเรารู้ตัวทัน อาการตอนนี้เป็นอาการไม่ดีนะ อาการมันชั่ว อาการเลวๆ เอ๊..อย่างนี้มันไม่ดีนะ นี่แหละคือปรมัตถ์หรืออภิธรรมของพระพุทธเจ้า ไอ้ที่เขาสวดพระอภิธรรมกันยันรุ่งอะไรก็แล้วแต่ เขาก็ได้แต่สวดตัวหนังสือ เขาไม่ได้เข้ามาเรียนรู้ความจริงรู้ใจเราเองว่ามีอาการอย่างไร เราอ่านใจเราว่าอาการมันเป็นอย่างนี้ อาการมันเปลี่ยนไป เปลี่ยนได้ไหม.. บางทีมันไม่ยอมเปลี่ยน มันจะทำอย่างนี้แม้ว่ามันชั่วนะ รู้ว่ามันชั่วมันไม่ดี แต่มันไม่ยอมเปลี่ยน มันจะเอาให้ได้จะทำอย่างนี้แหละ ไอ้นี่ก็ดื้อดึงดันมาก เป็นคนดื้อดึงดันมาก แก้ยาก แต่ถ้าคนธรรมดาสามัญไม่ดื้อดึงดันขนาดนั้นถ้ารู้ว่ามันชั่ว ก็จะไม่ทำ อย่าทำ อันนี้แหละคือสุดยอดอภิธรรม สุดยอดปรมัตถ์การศึกษาธรรมะ นี่แหละเรียนรู้ตรงนี้ ฟังดูชัดเจนไหมเข้าใจไหม ใครฟังแล้วไม่เข้าใจผู้ใหญ่ด้วยเด็กด้วย ยกมือ นี่แหละคือความจริงอภิธรรมแท้เลย.. แล้วแก้ไขปรับปรุง มันมีความจำ มันมีความติดยึด เรียกด้วยศัพท์วิชาการว่าอุปาทาน มันมีความจำอย่างนี้ จำจนกระทั่งไม่ต้องจำมันติดเลย ติดตัวเองเลยเป็นอุปาทาน ยึดอยู่อย่างนั้น มันก็ทำเป็นอัตโนมัติเลยนะ ก็ต้องรู้ให้ทันว่า อาการของใจเราเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้อยู่เรื่อยเลยเป็นอัตโนมัติ รู้ให้ทัน ว่า เอ็งทำชั่วนะ อาการอย่างนี้ของตนเองเป็นอาการชั่ว จิตใจเราเอง ผู้ที่ 1 อ่านอาการอย่างนี้ของตนเองได้เรียกว่าเป็นผู้รู้ สักกะและแยกออกว่าอาการอย่างนี้คืออาการชั่วไม่ใช่อาการดีเรียกว่ารู้กาย ผู้ที่รู้อาการของตัวเองเกิดปั๊บแล้วก็แยกออกว่ามันดีหรือชั่ว ผู้นั้นรู้ สักกายะ พระพุทธเจ้าสอนสังโยชน์ข้อที่ 1 ให้พ้น สักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น มีภาษาวิชาการอีกคำหนึ่งคือ ปัสสติ ซึ่งแปลว่าเห็นความเห็น ปัสสติ ไม่ใช่ความเห็นไม่ใช่นามธรรม แต่เป็นตัวคำนามเลย ปัสสติเป็นตัวสำเร็จรูปของตากระทบรูป หูกระทบเสียง ภาษาเรียกว่าเห็น ปัสสติ คือการได้ยินเสียง ปัสสติ คือตากระทบรูป ปัสสติ คือหูกระทบเสียง ปัสสติ คือ จมูกได้รับกลิ่น ปัสสติ คือลิ้นแตะรับรส โผฏฐัพพะ เย็นร้อนอ่อนแข็งสัมผัสทั่วสรรพางค์กายกระทบกันแล้วเกิดสภาพรับรู้ ผู้ที่เข้าใจเรียกว่าพ้นสักกายทิฏฐิ ที่อาตมาอธิบายขยายความเรียกว่า อุเทส ให้ฟังว่าอาการอย่างนี้มีลักษณะต่างกันเรียกว่า ลิงคะ แล้วคุณก็กำหนดอาการนั้น กำหนดเครื่องหมายอาการของจิตนั้นซึ่งมันเป็นนามธรรม กำหนดเป็นนิมิต นิมิตมันตัวนี้หมายถึงอย่างนี้ เราสามารถเห็นจริงไม่รู้สึกสามารถสัมผัสอาการนั้นเรียกว่า ปัสสติ ฟังที่อาตมาเข้าใจเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่เข้าใจยังไม่รู้ก็เรียกว่ามิจฉาชีพ รู้ก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ รู้เฉยๆ ทิฏฐิ แต่ไม่ได้สัมผัสจริงไม่ได้อ่านจริงไม่ได้รู้สึกจริงไม่ได้กระทบจริงไม่ได้มีเหตุปัจจัยของรูปนาม แล้วเห็นเป็นปัสสติจริงๆได้ยินจริงๆได้กลิ่นจริงๆได้รสจริงๆ กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็งจริงๆ ถ้ายังไม่เกิดยังไม่มี ปัสสติ เกิดแล้วก็มี ปัสสติ นี่เป็นรายละเอียดของอภิธรรม ทุกวันนี้เรียนรู้กันแต่ภาษา พวกหนึ่งเรียนรู้ภาษาอภิธรรมเยอะแยะ แล้วเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งไม่เรียนแล้ว อภิธรรม นั่งหลับตาตะพึด นั่งหลับตาไป หลับตาแล้วจะไปนิพพานหลับตาแล้วก็จะดับ มันก็ดับสัญญา ดับเวทนา ดับความรับรู้ ภาษาไทยก็คือ ความรับรู้ความรู้สึก เวทนาความรู้สึก กำหนดรับรู้คือสัญญา แต่ไปดับสัญญา ดับเวทนา ดับอาการนั้นในจิตของตนเอง มันก็ทำให้ตัวเองโง่ลงๆ หรือโง่ขึ้นๆ โง่หนักก็แล้วกัน มันโง่หนักขึ้น มากเข้าทุกที นี่เขาก็ทำอยู่อย่างนี้อย่างงมงายน่าสงสาร ศึกษาธรรมะกันทุกวันนี้ พวกนั่งหลับตาเป็นโมฆะทั้งนั้น แหม.. วันนี้วันสิ้นปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไม่ละเว้นเลยนะนี่ว่าเขา การตำหนิมันละเว้นไม่ได้หรอก การตำหนิมันเป็นเรื่องเจริญ ถ้าไม่มีการตำหนิหรือคนไม่มีปัญญาจะตำหนิเขา ที่นั่นที่ใดไม่มีผู้มีปัญญาที่จะตำหนิคนได้ ที่นั่นไม่ใช่ที่เจริญ ที่ที่มีคนตำหนิคนได้และตำหนิได้ถูกต้องตามสิ่งที่ควรตำหนิด้วย ที่นั่นเจริญ รู้ไหมว่าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ไหน ...ที่อโศก!(เสียงตอบจากญาติธรรม) โอ้ ทำไมฉลาดจังรู้ความจริงตามความเป็นจริง อ้าว เรื่องจริงนะ พวกชาวอโศกเราอาตมาเป็นผู้นำพาเอาโลกุตระธรรม เอาปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้า มาอธิบายมาอุเทศ หรือนิเทศบ้าง อธิบายขยายความอย่างสั้นอย่างยาวไปเรื่อยๆ แล้วพวกเราก็ได้รับฟัง ขยายเป็นภาษาไทยเรียกว่าเป็นภาษาถิ่น ภาษาปากภาษาพ่อภาษาแม่ Mother tongue ภาษาพ่อภาษาแม่ภาษาฝรั่งเรียกว่า mother tongue อย่าง ด.ญ.น้ำตาล(น้ำธารธรรม) ก็ต้องรู้ภาษาฝรั่งมาก่อน แม่เป็นคนไทย แต่ก่อนมาอยู่ที่นี่ไม่รู้ภาษาไทยเลยนะ เพราะอยู่ที่ต่างประเทศแม่ก็พูดแต่ภาษาฝรั่งก็เลยไม่รู้ พอมาอยู่ที่นี่ก็รู้ ได้อีก 2 ภาษานอกจากภาษาไทยแล้วได้ภาษาลาว(อีสาน)อีกนะ คนเราก็ใช้อาศัยภาษานี้สื่อ สัตว์เดรัจฉานมันมีภาษาเหมือนกันแต่ภาษามันน้อยไม่เหมือนคน มันก็ส่งเสียงกันรู้กันนิดๆหน่อยๆที่มันรู้ อย่างนั้นอย่างนี้มันก็รู้กันมันก็เข้าใจกัน ตามประสา ประสา คำนี้ก็คือภาษานั่นแหละมันก่อนและเพี้ยนมาจากคำว่าภาษา ตามประสา ตามที่สื่อภาษา แล้วก็รู้ตามสิ่งที่สื่อตามประสา ตามภาษาตามประสา แล้วเราก็เข้าใจกันได้ อาตมาเกิดมาชาตินี้ได้ภาษาที่จะสื่อมาเป็นภาษาไทยกับภาษาอีสาน อย่างเก่งนะได้ตั้ง 2 ภาษา ลาวที่อีสานพูด เหมือนกับที่ประเทศลาวพูดจริงๆ อาจจะมีบางคำที่ไม่เหมือนกันสำเนียงไม่เหมือนกันนิดหน่อย นอกนั้นก็สื่อเหมือนกันหมด เพราะดินแดนเดียวกันแบ่งเขตกันไปแบ่งเขตกันมา 641231_พ่อครูเทศน์ ทำวัตรเช้า ส่งท้ายปีเก่า งาน ว.บบบ เพื่อฟ้าดิน สวดอภิธรรมส่งท้ายปีเก่าให้เข้าถึงนิพพาน