11.บทที่ 7.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์84 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 7 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ความผาสุกทางจิตวิญญาณ และความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง เป็นการวิจัยคุณภาพเชิงประจักษ์ 30 คน วิธีการวิจัย จากการบอกต่อแบบลูกโซ่ หรือ สโนว์ บอล ( Chain 0r Snowball Sampling) และวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 50 คน สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ( Descriptive statistics ) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ เป็นร้อยละ และข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนด้านสุขภาพและความผาสุกทางจิตวิญญาณ ด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ เป็นร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้สถิติเชิงวิเคราะห์ ( Analysis statistics) มาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์การปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง สรุปผลการวิจัย สรุปผลได้เป็น 4 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาของการเกิดโรคระยะเวลาของการผ่าตัดทวารเทียมหน้าท้อง ชนิดของทวารเทียม ใช้สิทธิ์อะไรเบิกถุงรองรับทวารเทียม แบบถุงรองรับทวารเทียม ส่วนของลำไส้ที่ทำการผ่าตัด ความกว้างของแผลมีผลต่อความรู้สึก และการศึกษาส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง 50 คน พบว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นชาย ร้อยละ 56.0 มีอายุอยู่ในช่วง 61-70 ปี ร้อยละ 38.0 รองลงมา

อ่านต่อ

ช่วงอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 30.0 ทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 34.0 รองลงมา มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่าหรือเทียบเท่า 5,000 บาท ร้อยละ 36.0 รองลงมา 15,001-30,000 บาท ร้อยละ 28.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสแล้ว ร้อยละ 60.0 รองมาสถานภาพโสด ร้อยละ 14.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการแบ่งการแพร่กระจายของโรคในระดับมะเร็งผ่านทุกชั้นของผนังลำไส้ใหญ่แต่ยังไม่ลุกลามต่อมน้ำเหลือร้อยละ 32.0 รองลงมามะเร็งผ่านเยื่อบุแต่ยังไม่ทะลุลำไส้ ร้อยละ 26.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการผ่าตัดทวารเทียมมายาวนานมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 40.0 รองลงมาคือมากกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี ร้อยละ 34.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์ในการเบิกถุงทวารเทียมหน้าท้องด้วยบัตรทอง ร้อยละ 52.0 รองลงมาใช้บัตรข้าราชการ ร้อยละ 20.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ทวารเทียมชนิดถาวร ร้อยละ 80.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ถุงทวารเทียมแบบปกติทั่วไป มี ร้อยละ 98.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ผ่าตัดส่วนลำไส้ด้านซ้าย ร้อยละ 70.0 รองลงมาผ่าตัดลำไส้ส่วนปลาย ร้อยละ 26.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีช่องเปิดหน้าท้องซึ่งไม่มีผลต่อความรู้สึก ร้อยละ 92.0 ตอนที่ 2 การปฏิบัติตนด้านสุขภาพ 6 ด้าน ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ กิจกรรมทางด้านร่างกาย การรับประทานอาหาร การมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคล การจัดการกับความเครียด และการพัฒนาทางปัญญา สรุปผลปฏิบัติตนด้านสุขภาพด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ผู้วิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนา ( D escriptive S tatistics) ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อสุขภาพในด้านทำความสะอาดถุงรองรับทวารเทียมด้วยตนเอง อยู่ในระดับสูงที่สม่ำเสมอ ร้อยละ 90.0 ค่าเฉลี่ย 3.88 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.38 รองลงมา ดูแลตนเองและช่วยเหลือตนเองเท่าที่ทำได้ สม่ำเสมอ ร้อยละ 90.0 ค่าเฉลี่ย 3.90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.30 และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายสม่ำเสมอ ร้อยละ 80.0 ค่าเฉลี่ย 3.76 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.32 เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สรุปผลการปฏิบัติตนด้านสุขภาพด้านกิจกรรมทางด้านร่างกาย ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ผู้วิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนา ( D escriptive S tatistics) ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ให้เห็นว่าออกกำลังกาย เช่น เดินแกว่งแขน เดินทน รำจีน ขี่จักรยาน หรืออื่น ๆ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอร้อยละ 42.0 ค่าเฉลี่ย 3.04 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.94 ทำกายบริหารประมาณ วันละ 30 นาที อยู่ในระดับปานกลาง สม่ำเสมอ ร้อยละ 36.0 ค่าเฉลี่ย 2.84 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.03 ทำงานบ้าน ทำงานบ้านที่ไม่หนักได้เป็นปกติ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 64.0 ค่าเฉลี่ย 3.42 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.85 รองลงมา ปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ หรือเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นนั่ง ยืน เดินสม่ำเสมอ ร้อยละ 60.0 ค่าเฉลี่ย 3.52 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องส่วนใหญ่นั้น หลังจากการผ่าตัดมีทวารเทียมหน้าท้องแล้ว ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการขับเคลื่อนตัว หรือแสดงอากัปกิริยาต่าง ๆ หรือท่าทางที่เหมาะสมเพราะมีผลต่อทวารเทียมใหม่ และส่วนใหญ่ผู้ป่วยอยู่ในวัย 61-70 ปี ร้อยละ 38 เป็นวัยที่ต้องระมัดระวังดูแลเอาใจใส่ ซึ่งการออกกำลังกายทำให้มีร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความกระฉับกระเฉง ไม่เซื่องซึม สรุปผลปฏิบัติตนด้านสุขภาพด้านการรับประทานอาหาร ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ผู้วิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนา ( D escriptive S tatistics) ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็น การงดเว้นของมึนเมา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่าง ๆ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอร้อยละ 70.0 ค่าเฉลี่ย 3.44 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.90 รองลงมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสม่ำเสมอ ร้อยละ 60.0 ค่าเฉลี่ย 3.50 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 ส่วนในระดับปานกลาง พยายาม ลด ละ เลิกรับประทานเนื้อสัตว์เช่นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อปู หอยเป็นบางครั้งร้อยละ 34.0 ค่าเฉลี่ย 2.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.96 และ ลด ละ เลิก การรับประทานอาหารปรุงรสจัด เช่นเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ต่าง ๆ สม่ำเสมอ ร้อยละ 28.0 ค่าเฉลี่ย 2.74 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.98 สรุปผลปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ด้านพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็น มีเวลาว่าง ๆ จะหาอะไรทำอยู่เสมอ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 72 ค่าเฉลี่ย 3.68 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55 รองลงมาเป็นคนที่คิด พูด ทำ ที่เข้าใจง่าย และรู้หน้าที่ตนเองอยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 64.0 ค่าเฉลี่ย 1.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 ชอบช่วยเหลือผู้อื่น คนอื่นจะพึ่งพาตนได้ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 60.0 ค่าเฉลี่ย 3.48 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.73 สรุปผลการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ด้านพัฒนาทางปัญญาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็น ทำดีไปเรื่อย ๆ เพราะเชื่อในความดี อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 68.0 ค่าเฉลี่ย 3.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 รองลงมาพากเพียรปฏิบัติในศีลธรรมอะไรไม่ดีก็พยายาม ลด ละ เลิกสม่ำเสมอ ร้อยละ 54.0 ค่าเฉลี่ย 3.40 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.72 ส่วนในระดับปานกลางไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เช่น เล่นหวย เล่นหุ้น เล่นพนันต่าง ๆ สม่ำเสมอ ร้อยละ 38.0 ค่าเฉลี่ย 2.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.02 และ สวดมนต์และนั่งสมาธิทำให้ใจสบายและผ่อนคลายความทุกข์ สม่ำเสมอ ร้อยละ 36.0 ค่าเฉลี่ย 2.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.96 สรุปผลปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ด้านการจัดการความเครียดของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็น จะเป็นคนให้อภัยคน อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 56.0 ค่าเฉลี่ย 3.44 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.70 รองลงมา เมื่อไม่สบายใจหรือเครียด จะคลายลงได้ด้วยการฟังเพลงดูหนังดูละคร เล่นดนตรี อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 54.0 ค่าเฉลี่ย 3.36 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.82 เมื่อทุกข์ เครียด วิตก กังวล รู้จักนำหลักธรรมะมาพิจารณาให้เกิดปัญญา อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 50.0 ค่าเฉลี่ย 3.40 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.69 ตอนที่ 3 ความผาสุกทางจิตวิญญาณ 2 ด้าน ได้แก่ ความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนา และ ความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ สรุปผลความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนพระศาสดา จะดำรงชีวิตอย่างผาสุก อยู่ในระดับสูง เห็นด้วย ร้อยละ 92.0 ค่าเฉลี่ย 3.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.27 รองลงมาคำ สอนของพระศาสดาจะสอนให้คนรักสงบและสันติเห็นด้วย ร้อยละ 90.0 ค่าเฉลี่ย 3.74 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.44 สรุปผลความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ว่าถ้ามีน้อยก็ต้องอดออมถ้ามีเหลือใช้ แล้วค่อยแบ่งปัน อยู่ในระดับสูง เห็นด้วย ร้อยละ 92.0 ค่าเฉลี่ย 3.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.27 รองลงมา มีความผาสุกที่ใช้หลักเมตตากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ในระดับสูง เห็นด้วย ร้อยละ 90.0 ค่าเฉลี่ย 3.90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.30 ตอนที่ 4 สรุปผลความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ความสัมพันธ์ ด้านการรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางร่างกาย ด้านการรับประทานอาหาร ด้านพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ด้านพัฒนาทางปัญญา ด้านการจัดการความเครียด 6 ด้าน กับด้านความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระศาสนา และด้านความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ 2 ด้าน 1. การรับประทานอาหารกับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าการรับประทานอาหารมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .317, p-valve = 0.025 ) การรับประทานอาหารกับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าการรับประทานอาหารมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .363, p-valve = 0.010 ) 2. ด้านพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระศาสนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .422, p-valve = 0.002 ) พัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .656, p-valve = 0.000 ) 3. ด้านพัฒนาทางปัญญา กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าพัฒนาทางปัญญา มีความสัมพันธ์กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระศาสนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .649, p-valve = 0.000 ) พัฒนาทางปัญญากับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าพัฒนาทางปัญญา มีความสัมพันธ์กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .519, p-valve = 0.001 ) 4. ด้านการจัดการความเครียด กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่า การจัดการความเครียดมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .481, p-valve = 0.000 ) การจัดการความเครียด กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่า การจัดการความเครียดมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .472, p-valve = 0.001 ) 5. ด้านการรับผิดชอบต่อสุขภาพ กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่า รับผิดชอบต่อสุขภาพ ไม่มีความสัมพันธ์กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระศาสนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .089, p-valve = 0.539 ) การรับผิดชอบต่อสุขภาพ กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่าการรับผิดชอบต่อสุขภาพ ไม่มีความสัมพันธ์กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .066, p-valve = 0.649 ) 6. ด้านกิจกรรมทางร่างกาย กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่า กิจกรรมทางร่างกายไม่มีความสัมพันธ์กับความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .172, p-valve = 0.232 ) กิจกรรมทางร่างกายกับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง พบว่า กิจกรรมทางร่างกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ( r= .246, p-valve = 0.085 ) อภิปรายผลการวิจัย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาลักษณะข้อมูลทั่วไปและการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 1 . จากการศึกษาข้อมูลทั่วไปพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชายเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมีอายุช่วงประมาณ 61-70 ปี ร้อยละ 38 จากสถิติในอดีต พบว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในเพศชาย พบเป็นอันดับ 2 ( ร้อยละ 16.2) ของโรคมะเร็งที่พบบ่อย 15 อันดับแรก ช่วงอายุที่พบมาก ที่สุดคือ 55-65 ปี จะสังเกตเห็นว่า ปัจจุบันโลกเราเข้าสู่ยุคของผู้สูงอายุดังนั้นคนจะมีอายุยืนยาวขึ้นจึงต้องมีการเตรียมการในด้านสุขภาพให้เหมาะสม อีกทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนเพราะประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ 95% และจะมีการศึกษาระดับประถมศึกษาถึง 34% ส่วนเรื่องรายได้นั้นอยู่ในช่วงต่ำกว่าหรือเทียบเท่า 5,000 บาท ถึง 30% และมีสถานภาพสมรสแล้ว 60% ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องนั้นเป็นโรคในช่วง เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ลุกลามผ่านทุกชั้นของผนังเซลล์แต่ยังไม่เข้าต่อมน้ำเหลือง 32% จะเห็นว่าอัตราความเสี่ยงของโรคไม่สูงเพราะยังไม่ลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง หลังจากทำการผ่าตัดแล้วผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวต่อมามากเกินกว่า 10 ปี มีมากถึง 40% และรองลงมาคือมากกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี มีอีก 12% ซึ่งผลการวิจัยจะพบอีกว่าผู้ป่วยมีอายุยืนยาวถึง 20 ปีขึ้นไป มีถึง 8 คน มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุและความผาสุกทางจิตวิญญาณ ของ ลอร์ลอว์คาร์และอิล ลี ออต ( Lawler-Row KA., and Elliott J.2009 : 43-52 ) ที่พบว่าอายุมีสัมพันธ์ต่อจิตวิญญาณและกิจกรรมทางศาสนา เป็นส่วนที่สามารถนำมาพิจารณาได้ ถึงการปฏิบัติตนที่ดีย่อมมีอายุที่ยืนนาน ต่อมาจากการวิจัยส่วนใหญ่นั้นจะทำการผ่าตัดลำไส้ด้านซ้ายของผู้ป่วยถึง 70% ที่จะต่อสู่ลำไส้ส่วนปลาย อันเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 2, 3 และช่องเปิดลำไส้ทางหน้าท้องนั้นไม่มีเส้นประสาท ที่จะรับรู้ความรู้สึกแต่ถ้าโดนกระแทกก็อาจมีเลือดออกได้จึงต้องระมัดระวัง ส่วนเรื่องการใช้สิทธิ์ของผู้ป่วยในการเบิกถุงรองรับทวารเทียมจะเป็นบัตรทองหรือ 30 บาทถึง 52 % เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่มีรายได้หลัก เงินส่วนใหญ่ได้จากเงินช่วยสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากทางรัฐบาล และจากลูกหลานให้ไว้ใช้จ่าย จึงนิยมใช้สิทธิ์ในการเบิกถุงรองรับทวารเทียม ด้วยบัตรทอง ( 30 บาท) มากกว่าการใช้สิทธิ์ในบัตรประเภทอื่นๆ โดยที่รัฐบาลส่วนใหญ่จะมีงบประมาณเดือนละ 750 บาทต่อเดือนและอาจมีส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มบ้าง และต้องเดินทางมาเบิกทุกเดือน การเบิกถุงรองรับทวารเทียมนี้สถานพยาบาลหลายแห่งมีรับบริจาคสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วไปแต่ก็มีไม่มาก ได้จากการบริจาคจากผู้ที่มีสิทธิ์เบิกแต่ไม่ได้ใช้และนำส่วนนี้มาบริจาค โดยตนเองไปซื้อสินค้าที่มีราคาที่สูงและมีคุณภาพดีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่า ลักษณะของถุงนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่พึงพอใจที่จะใช้ถุงรองรับแบบปกติที่นิยมใช้อยู่ตามท้องตลาด จะสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำการผ่าตัดแล้วมีอายุยืนยาวเลย 10 ปี ดังนั้นการผ่าตัดใส่ถุงรองรับทวารเทียมจึงใช้แบบถาวร 80% คือต้องขับถ่ายออกทางถุงรองรับทวารเทียม ซึ่งต่างจากถุงรองรับทวารเทียมแบบชั่วคราวที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยใหม่เพิ่งได้รับการผ่าตัดจะอยู่ในช่วง 6 เดือนขึ้นไปที่อาจกลับมาถ่ายอุจจาระได้ทางปกติได้ 2. เรื่องการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องได้พบว่า 2.1 การปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อสุขภาพในด้านทำความ สะอาดถุงรองรับทวารเทียมด้วยตนเอง อยู่ในระดับสูงที่สม่ำเสมอ ร้อยละ 90.0 ค่าเฉลี่ย 3.88 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.38 รองลงมา ดูแลตนเองและช่วยเหลือตนเองเท่าที่ทำได้ สม่ำเสมอ ร้อยละ 90.0 ค่าเฉลี่ย 3.90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.30 และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายสม่ำเสมอ ร้อยละ 80.0 ค่าเฉลี่ย 3.76 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.32 เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีงานวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและอำนาจทำนายความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับทวารเทียมของผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารเทียมทางหน้าท้อง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.1 มีความสามารถในการดูแลตนเองระดับปานกลาง ( ค่าเฉลี่ย = 20.98, S . D . = 7.11) ร้อยละ 93.3 มีภาวะพึ่งพิงผู้อื่นน้อย ( ค่าเฉลี่ย = 16.22,S . D . = 2.74) ซึ่งการศึกษาความสัมพันธ์ของความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับทวารเทียม ภาวะพึ่งพิง ความวิตกกังวล และการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตพบว่า ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับทวารเทียมและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิต ส่วนภาวะพึงพิงและความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( เกศิณี ธีรทองดีและคณะ . 2557 : 73) สอดคล้องกับการศึกษาของ พงษ์ สิทธิ์ พงษ์ ประดิษฐ์ ( 2554 : 92 ) ได้ทำการศึกษาเรื่องปัจจัยคัดสรรที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมและได้รับยาเคมีบำบัดเสริมพบว่า ความรับผิดชอบต่อสุขภาพโดยสนใจรับรู้ถึงภาวะสุขภาพตนเอง ส่งเสริมพฤติกรรมที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อันตรายเช่น สังเกตร่างกายของตนเอง ดูแลรับผิดชอบตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้บุคคลมีสุขภาพที่สมบูรณ์โดยจะแสวงหาความรู้หรือปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 20, 90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.10) กลุ่มตัวอย่างสามารถปฏิบัติสุขวิทยาส่วนบุคคล สนใจ สังเกต แสวงหาในการดูแลสุขภาพตน 2.2 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางด้านร่างกาย ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าออกกำลังกาย เช่น เดินแกว่งแขน เดินทน รำจีน ขี่จักรยาน หรืออื่น ๆ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอร้อยละ 42.0 ค่าเฉลี่ย 3.04 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.94 ทำกายบริหารประมาณวันละ 30 นาที อยู่ในระดับปานกลาง สม่ำเสมอ ร้อยละ 36.0 ค่าเฉลี่ย 2.84 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.03 ทำงานบ้าน ทำงานบ้านที่ไม่หนักได้เป็นปกติ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 64.0 ค่าเฉลี่ย 3.42 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.85 รองลงมา ปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ หรือเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นนั่ง ยืน เดินสม่ำเสมอ ร้อยละ 60.0 ค่าเฉลี่ย 3.52 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องส่วนใหญ่นั้น หลังจากการผ่าตัดมีทวารเทียมหน้าท้องแล้ว ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการขับเคลื่อนตัว หรือแสดงอากัปกิริยาต่าง ๆ หรือท่าทางที่เหมาะสมเพราะมีผลต่อทวารเทียมใหม่ และส่วนใหญ่ผู้ป่วยอยู่ในวัย 61-70 ปี ร้อยละ 38 เป็นวัยที่ต้องระมัดระวังดูแลเอาใจใส่ ซึ่งการออกกำลังกายทำให้มีร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความกระฉับกระเฉง ไม่เซื่องซึม ได้มีการศึกษาของกิจจา ถนอมสิงหะ( 2554: 62 ) ว่าผลของการเดินเร็วที่มีต่อสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนและองค์ประกอบของร่างกายผู้สูงอายุ ช่วงในเวลา 12 สัปดาห์จะพบว่าการเดินเร็วมีผลต่อสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้นและมวลไขมันของร่างกายลดลง สอดคล้องกับยามาชิ และคณะ( Yamauchi et al., 2005 )ศึกษาการออกกำลังกายที่บ้านที่มีต่อสุข สมรร ถะของผู้สูงอายุโดยการเดิน ที่ความหนัก 70 – 80 % ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเป็นเวลา 12 สัปดาห์พบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเพิ่มขึ้น จากการทดสอบลุกนั่งเก้าอี้ 30 วินาที 2.3 ผลการปฏิบัติตนด้านสุขภาพการรับประทานอาหาร ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็น การงดเว้นของมึนเมา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่าง ๆ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอร้อยละ 70.0 ค่าเฉลี่ย 3.44 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.90 รองลงมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสม่ำเสมอ ร้อยละ 60.0 ค่าเฉลี่ย 3.50 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 ส่วนในระดับปานกลาง พยายาม ลด ละ เลิกรับประทานเนื้อสัตว์เช่นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อปู หอยเป็นบางครั้งร้อยละ 34.0 ค่าเฉลี่ย 2.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.96 และ ลด ละ เลิก การรับประทานอาหารปรุงรสจัด เช่นเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ต่าง ๆ สม่ำเสมอ ร้อยละ 28.0 ค่าเฉลี่ย 2.74 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.98 สอดคล้องกับงานวิจัยของ นันทลักษ์ศันส ยะวิชัย ( 2544 : 54-58 ) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เรื่องอาหารกับมะเร็งและการบริโภคนิสัยของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่คือผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระดับความรู้เกี่ยวกับมะเร็งอยู่ในเกณฑ์ดีส่วนใหญ่ ร้อยละ 53% เคยได้รับรู้เรื่องมะเร็งจากแพทย์และพยาบาล และร้อยละ 43.3 และจากวิทยุ โทรทัศน์ ร้อยละ 13.3 % ทำให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจในเรื่องการรับประทานอาหาร ซึ่งในหมวดของเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ การงดหรือลดดื่ม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ( p 0.05) การดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์เป็นประจำในระยะเวลาที่ยาวนาน ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและ แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเลวลง ส่วนในหมวดของเนื้อสัตว์ การบริโภคเนื้อสัตว์มีความสัมพันธ์กับความรู้เรื่องอาหารกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ( p 0.05) ในเนื้อสัตว์ที่ปรุงแต่งรส ต่าง ๆ เนื้อสัตว์ที่นำไปทอด ทำให้มีปริมาณไขมันที่สูงขึ้น อาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ อาหารที่เจือปนสารพิษเช่น กุนเชียง หมูยอ ลูกชิ้น เนื้อสวรรค์และอาหารหมักดอง ในหมวดพืชผัก ผลไม้ การบริโภคอาหารประเภทพืช ผัก ผลไม้มีการรับประทานอาหารที่ถูกต้องอย่างมีนัยที่สำคัญ ระดับ 0.05 2.4 ผลการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ การพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็น มีเวลาว่าง ๆ จะหาอะไรทำอยู่เสมอ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 72 ค่าเฉลี่ย 3.68 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55 รองลงมาเป็น คนที่คิด พูด ทำ ที่เข้าใจง่าย และรู้หน้าที่ตนเองอยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 64.0 ค่าเฉลี่ย 1.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 ชอบช่วยเหลือผู้อื่น คนอื่นจะพึ่งพาตนได้ อยู่ในระดับสูง สม่ำเสมอ ร้อยละ 60.0 ค่าเฉลี่ย 3.48 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.73 สอดคล้องกับจินตนา ยูนิพันธ์ ( 2534 : 42) มีแนวคิดงานวิจัยด้านสุขภาพจิตของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ในด้านการจัดการบริหารเวลาว่างอย่างมีประสิทธิภาพ ( Time M anagemen

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563