16 ภาคผนวก จ คู่มือลดน้ำหนักตามหลักการแพทย์.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.13 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

3815255 -930166 ภาคผนวก จ คู่มือลดน้ำหนักตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 536028 124219 คู่มือ ลดน้ำหนัก ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม 0 0 คู่มือ ลดน้ำหนัก ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม 4886077 -910424 เอกสารประกอบการจัดโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม ต่อ ภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ใน ค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จัดทำโดย นางสาว ดินแสงธรรม กล้าจน โทร.086 458 1830 นักศึกษาปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ คำนำ 5495925 -1163320 0 0 การลดน้ำหนักถือว่าเป็นการเดินทาง Journey ) อย่างหนึ่งเท่านั้น การลดน้ำหนักได้ทันทีก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ( Destination ) ของเรา แต่ตลอดช่วงของการเดินทางไปสู่เป้าหมาย ย่อมเจออุปสรรค ดังนั้น การก้าวข้ามอุปสรรคจึงเป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้ เพี่อที่จะปรับเปลี่ยน ค้นหาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด และการไม่บรรลุเป้าหมายก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ประเด็นหลักที่แท้จริง คือ เราเองรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมาย และการได้รู้ว่ามีวิธีการใดที่จะแก้ไขสาเหตุนั้นได้ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การเรียนรู้ว่า สังคมหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวใดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกินโดยไม่ได้ตั้งใจหรือกินโดยไม่ได้วางแผนไว้ ยกตัวอย่างเช่น รู้ตัวเสมอว่าเรามัก จะ เผลอกินมากเมื่อเวลาดูโทรทัศน์ หรือกินเมื่อเข้าไปที่ห้องกาแฟ หรือเมื่อเจอเพื่อนฝูง เมื่อพบพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์แล้วก็ควรปรับเปลี่ยน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ต้องทำให้กินน้อยลง และการออกกำลังกายต้องทำให้มากขึ้น โดยไ

อ่านต่อ

ม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ ต้องอาศัยการฝึกเทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญและเบิกบานแจ่มใสด้วย ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนในหมู่มิตรดีสหายดีและสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือลดน้ำหนักเล่มนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การลดน้ำหนักของท่านประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ผู้จัดทำ ดินแสงธรรม กล้าจน 20 กันยา ยน 2560 การวินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ค่าดัชนีมวลกาย ( Body mass index ) คือ ค่าดัชนีความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูง และน้ำหนักตัว โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกกำลังสอง) ดัชนีมวลกาย ( BMI ) = น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) ส่วนสูง ( เมตร ) 2 องค์การอนามัยโลกได้มีการแบ่งเกณฑ์ค่าระดับดัชนีมวลกาย เพื่อใช้เป็นแบบคัดกรองภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนไว้หลายกลุ่ม ในกลุ่มประชากรเอเชียจะมีความแตกต่างกับกลุ่มยุโรปและอเมริกา โดยมีข้อเสนอจุดตัดในการแบ่งกลุ่ม ดังนี้ ตารางที่ 23 ระดับดัชนีมวลกาย ตามองค์การอนามัยโลกและจุดตัดของเอเชีย ภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน องค์การอนามัยโลก ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เอเชีย ตั้งแต่ 23 ขึ้นไป ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป ตารางที่ 24 ระดับดัชนีมวลการตาม ค่าจุดตัดของประชากรเอเชีย สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย (กก./ ม . 2 ) โรคผอม ระดับ 3 < 16.0 0 ระดับ 2 16.0 0 - 16.9 9 ระดับ 1 17.0 0 - 18.4 9 ปกติ 18.5 0 - 22.9 9 น้ำหนักเกิน 23.0 0 - 24.9 9 โรคอ้วน ระดับ 1 a 25.0 0 - 29.9 9 ระดับ 1 b 30.0 0 - 34. 9 9 ระดับ 2 35.0 0 - 39.9 9 ระดับ 3 ≥ 40.0 0 ตัวอย่างการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ถ้าน้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม มีความสูง 158 เซนติเมตร หรือเท่ากับ 1.58 เมตร แทนค่าในสูตร ดัชนีมวลกาย ( BMI ) = 65 ( 1 . 58×1 . 58 ) = 65 2 . 4964 = 26.03749 ดังนั้น ดัชนีมวลกาย 26.04 หมายความว่า อ้วนระดับ 1 a หมายเหตุ : การศึกษาในประเทศทางเอเชีย จัดให้ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 . 00 -29.99 เป็นโรคอ้วนระดับ 1 a (จากตารางที่ 1 ) และให้ทุกคนเริ่มตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพระยะแรกเมื่อมีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 23.0 0 ขึ้นไป (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : - 2 ) การวัดเส้นรอบเอว ( Waist C ircumference ) ตำแหน่งที่วัดเส้นรอบเอว คือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงและขอบบนของกระดูกเชิงกราน ให้วัดในท่ายืนตรง ขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร โดยพันสายวัดแนบกับลำตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และสายวัด ขนานกับพื้น โดยรอบเอวเกินเกณฑ์ คือ ในผู้ชาย รอบเอว ≥ 9 0 เซนติเมตร และ ในผู้หญิง ≥ 8 0 เซนติเมตร ภาวะแทรกซ้อนที่พบในโรคอ้วน ผลของโรคอ้วนทำให้เกิดโรค ภาวะแทรกซ้อนหลายโรค เป็นปัญหาสาธารณสุขของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งโรคที่พบคือ @ เบาหวานชนิดไม่พึ่งพาอินซูลิน @ ความดันโลหิตสูง @ คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง @ โรคหัวใจ @ โรคทางเดินหายใจ @ โรคของถุงน้ำดี @ โรคข้อเสื่อม ( Osteoarthritis ) @ มะเร็งบางชนิด นอกจากปัญหาทางด้านร่างกายแล้ว คนอ้วนบางคนยังมีปัญหาทางด้านจิตใจด้วย คนอ้วนบางคนอารมณ์ดี แต่บางคนจะสูญเสียความภาคภูมิใจในรูปร่างของตนเอง บางครั้งก็อาจทำให้ ขาดความมั่นใจในตนเองได้ (รุสมีนา นิมะ , ขวัญตา บาลทิพย์ และ พงค์เทพ สุธีรวุฒิ . 25 58 : 3 ) การรักษาโรคอ้วน การรักษาโรคอ้วนมีหลายวิธีเพราะไม่มีวิธีใดที่ได้ผลเต็มร้อย ต้องใช้หลาย ๆ วิธีช่วยเสริมกัน โดยมุ่งหวังให้น้ำหนักตัวลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่พึงประสงค์ และให้คงอยู่ต่อไปไม่หวนกลับมาอีก เช่น การจัดการอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยา และการผ่าตัด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ท่านสามารถลองฝึกด้วยตนเองได้คือ โปรแกรมสุขภาพวิถีธรรม ที่เน้นความประหยัด เรียบง่าย ใกล้ตัว ทำเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลักและมีความยั่งยืน การลดน้ำหนักด้วยโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม 1. การรับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล 2. การรับประทานอาหารปรับสมดุล @ อาหารย่ำยีมาร พลังพุทธ สูตร 1 และ อาหารย่ำยีมาร สูตร 2 น้องพุทธ @ รับประทานอาหารตามลำดับ @ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดจนเป็นน้ำก่อนกลืน 3 . การเดินเร็ว และการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ว 4. การสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง 5 . การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และ ลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพ ขณะลดน้ำหนัก 6 . การรู้เพียรรู้พักที่พอดี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. การรับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ วิธีทำ คือ ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านางเขียว 5 - 20 ใบ ใบเตย 1 - 3 ใบ บัวบก ครึ่ง - 1 กำมือ หญ้าปักกิ่ง 1 - 5 ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง - 1 กำมือ ผักบุ้ง ครึ่ง- 1 กำมือ ใบเสลดพังพอนครึ่ง - 1 กำมือ หยวกกล้วย ครึ่ง - 1 คืบ และว่านกาบหอย 3 - 5 ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ โขลกให้ละเอียดหรือขยี้หรือปั่น ผสมกับน้ำเปล่า 1 - 3 แก้ว กรองผ่านกระชอน นำ น้ำ ที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง - 1 แก้ว วันละ 1 - 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือดื่มแทนน้ำตอนที่รู้สึกกระหายน้ำ ปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพรอาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง กรณีมีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ให้กดน้ำร้อนใส่น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือนำไปต้มให้เดือดก่อนดื่ม หรืออาจนำสมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาผสมก่อนดื่มก็ได้ เช่น นำน้ำต้มขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพรา โหระพา กระเทียม กระชาย มะตูม เป็นต้น กรณีมีภาวะเย็นเกิน ดื่มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ปริมาณสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่เหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 1 - 3 ข้อนิ้วมือ อาจปรับปริมาณมาก หรือน้อยกว่านี้ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลังของแต่ละคน 2. การรับประทาน อาหารปรับสมดุล การรับประทานอาหารปรับสมดุล มีเทคนิคการกินอาหารให้ได้ประโยชน์มากกว่าการกินอาหารทั่วไป คือ 2 .1 ถูกสมดุลร้อนเย็นและไม่ปรุงหรือปรุงน้อย 2 .2 เคี้ยวให้ละเอียด 2 .3 ยินดีในการกินเอาประโยชน์ กินกันตาย กินกันหิว กินเป็นยา กินฆ่ากิเลส อย่างไม่ชอบไม่ชังในรสอาหาร 2 .4 กินในปริมาณพอดี อิ่มสบาย ไม่แน่นท้อง พลังเต็ม 2 .5 คบมิตรดี อาหารย่ำยีมารพลังพุทธ สูตร 1 อาหารย่ำยีมารพลังพุทธสูตร 1 ( 1 ) อาหารย่ำยีมารพลังพุทธสูตร 1 คือ การฝึกทานอาหารสุขภาพแบบเข้มข้น ( โดย ไม่ทำเป็นกับข้าว มีน้ำสมุนไพร ผลไม้ ผักสด ผักลวก ข้าว ถั่วต้ม น้ำต้มผักและเกลือเล็กน้อย) เป็นอาหารที่ ไม่ปรุงเลย และกินแยกทีละอย่าง แม้แต่ผักก็กินทีละชนิดไป เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของ จิตวิญญาณและทำให้หายโรคเร็ว เมื่อฝึกจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งได้แล้วชีวิตจะสบายมาก เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน มีแค่ข้าวเปล่าก็กินได้แล้ว หรือบางทีข้าวกับผักกับเกลือ แค่นี้ก็ชื่นใจมากแล้ว ชีวิตจะเรียบง่าย จะไม่กลัว ไม่หวั่นไหว ไปไหนจะมั่นคงมั่นใจ ต่อให้ต้องไปกินกับข้าวปรุงก็ สบาย (แต่ถ้า ที่ผ่านมา ฝึกกิน อาหาร ปรุง มาก ๆ อาหารรสจัด ๆ ไว้ พอจะมากินพลังพุทธสูตร 1 มากิน อาหาร แยก ชนิด จะหืดขึ้นคอ จะกินยากมาก) โดย การ รับประทานอาหารยำยี่มารพลังพุทธสูต ร 1 ตามลำดับ มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล 2. กินผลไม้ มะละกอสดหรือห่าม ในคนที่ถูกกัน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ไม่ถูกกั น บางท่าน บางคราวก็ไม่ต้องทาน 3. ผักสด 4. ผักลวก 5. ข้าว 6. ต้มถั่ว ธัญพืช 7. แกงจืด หรือน้ำอุ่น หรือน้ำเปล่า ผสมเกลือประมาณ 1 ช้อนชา อาหารย่ำยีมารพลังพุทธสูตร 1 ( 2 ) อาหารย่ำยีมารพลังพุทธ สูตร 1 มี 4 แบบ 1. ถ้ามีภาวะร้อนเกิน กินอาหารกลุ่มฤทธิ์เย็น แยกทีละชนิด จะรู้สึกเบา สบายและมีพลัง 2. ถ้ามีภาวะเย็นเกิน กินอาหารกลุ่มฤทธิ์ร้อน แยกทีละชนิด จะรู้สึกเบา สบาย และมีพลัง 3. ถ้ามีภาวะร้อนเย็นพันกัน ให้ ใช้ ทั้งร้อนและเย็นผสมกันในคำเดียวกัน จะรู้สึกเบาสบาย และมีพลัง เช่น การรับประทานผลไม้ ให้กินผลไม้ทั้งร้อนทั้งเย็นผสมกันใน 1 คำ หรือผลไม้ฤทธิ์เย็นผ่านไฟ เป็นต้น การรับประทานผักสด ผักลวก อาจจะต้องผสมเกลือ พริก ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ เมล็ดธัญพืชมัน ๆ หรือบางทีอาจจะต้องผสมข้าว หรือการรับประทานข้าวอาจจะต้องผสมผักสด ผักลวก เป็นต้น เพราะบางครั้งกินชนิดเดียว แล้วรู้สึกไม่สบาย 4. ถ้าเจ็บป่วย หรือเป็นไข้สันนิบาต คือ สภาพร่างกายรวน เป็นความเจ็บป่วยแบบร้อนเย็นพันกันแปรปรวนในช่วงเวลาสั้น ๆ บางคำจะต้องกินแบบแยก บางคำจะต้องกินแบบรวม ๆ ปน ๆ ไม่แน่ไม่นอน ให้ สังเกต ดูว่าแบบไหนที่เรารู้สึกสบาย และมีพลังที่สุด อาหารย่ำยีมารสูตร 2 น้องพุทธ อาหารย่ำยีมารสูตร 2 น้องพุทธ อาหารย่ำยีมารสูตร 2 น้องพุทธ เป็นอาหารที่นำผักและสมุนไพรมาปรุงรวมกันเป็นกับข้าว เมนูต่าง ๆ เช่น แกงส้ม แกงอ่อม แกงเขียวหวาน ผัดผักรวม ส้มตำ สลัด เป็นต้น ซึ่งอาหารที่ รับประทานในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญมีพลังงานเฉลี่ย 1 , 010.88 กิโลแคลอรี่ต่อวัน โดย ค าร์โบไฮเดรต เฉลี่ย 187 . 13 กรัมต่อวัน โปรตีนเฉลี่ย 32.97 กรัมต่อวันและไขมันเฉลี่ย 7.48 กรัมต่อวัน (ตามตารางที่ 23) และ มีหลักในการปรุง (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : 16) ดังนี้ 1. ควรปรุงรสอยู่ในระดับประมาณ 10 - 30 % ของที่เคยปรุงโดยทั่วไป คือ รับประทานเกลือประมาณ 1 ช้อนชาต่อคนต่อวัน , น้ำตาลไม่เกิน 5 ช้อนชาต่อคนต่อวัน , พริก (พริกชี้ฟ้า) ไม่เกิน 1 - 3 เม็ดต่อคนต่อวัน และน้ำมันพืช 1 - 4 ช้อนชาต่อคนต่อสัปดาห์ โดยสามารถปรับลดหรือเพิ่ม ตามสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากาย มีกำลัง 2 . ใช้เกลือปรุงอาหารเป็นหลักดีที่สุด ถ้าต้องการใส่เครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น ซีอิ ๊ ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ำปลา ปลาร้า เป็นต้น ควรใส่เพียงเล็กน้อย 3 . กรณีชีวิตมีภาวะร้อนเกินและอากาศร้อน ควรใช้ไฟกลาง ๆ นานแค่พอสุก ไม่ควรอุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ในการปรุงอาหารหรือหุงต้มข้าวหรือถั่ว ส่วนกรณีชีวิตมีภาวะเย็นเกินและอากาศหนาวเย็น ควรใช้ไฟแรง ตั้งไฟนาน อุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ในการปรุงอาหารหรือหุงต้มข้าวหรือถั่ว เพราะความแรงของไฟมีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร ใช้ไฟแรงมากขึ้น อาหารก็มีฤทธิ์ร้อนมากขึ้นไปตามลำดับ ควรปรับใช้ความแรงของไฟในสัดส่วนที่ผู้รับประทานรู้สึกสุขสบายเบากาย มีกำลัง 4 . กินอาหารตามลำดับเหมือน สู ต ร 1 โดยเริ่มจาก 4 .1 ดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล 4. 2 ผลไม้ 4. 3 ผักสดและส้มตำ หรืออื่น ๆ ที่ทำให้กินผักสดได้ 4. 4 กินข้าวพร้อมกับที่ปรุงรสไม่จัด คือ ปรุงรสประมาณ 5-30 เปอร์เซ็นต์ 4. 5 ต้มถั่ว ธัญพืช 4. 6 แกงจืด หรือน้ำอุ่น หรือน้ำเปล่า (น้ำเปล่าให้อมไว้ในปาก 10-20 วินาทีแล้วค่อยกลืน) ตารางที่ 25 การคำนวณพลังงานและสารอาหารเมนูพลังพุทธสูตร 2 น้องพุทธ จำนวน 9 วัน รวมค่าสารอาหารทั้งหมดที่รับประทานในโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 9 วัน คาร์โบ คลอเลส วันที่ พลังงาน ไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เตอรอล น้ำตาล ( kcal ) ( g ) ( g ) ( g ) ( mg ) ( g ) 1 1,075 . 31 220 . 47 4 . 08 24 . 65 - 36 . 74 2 939 . 00 118 . 84 3 . 58 18 . 49 - 36 . 79 3 796 . 03 152 . 58 3 . 39 24 . 20 - 33 . 19 4 1,071 . 25 207 . 49 5 . 77 29 . 25 - 27 . 04 5 1,058 . 25 157 . 10 3 . 59 18 . 18 - 28 . 26 6 1,053 . 68 195 . 30 5 . 19 24 . 90 - 18 . 74 7 1,048 . 06 207 . 18 6 . 04 25 . 21 - 44 . 49 8 1,012 . 64 197 . 51 31 . 20 109 . 22 - 381 . 47 9 1,043 . 72 227 . 70 4 . 44 22 . 67 - 47 . 70 รวม ค่าสารอาหาร ทั้งหมด 9,097 . 95 1,684 . 17 67 . 30 296 . 76 - 654 . 42 เฉลี่ย ค่าสารอาหาร วันต่อคน 1,010 . 88 187 . 13 7 . 48 32 . 97 - 72 . 71 การรับประทานอาหารแบบย่ำยีมาร การรับประทานอาหารแบบย่ำยีมาร หมายถึง การรับประทานอาหารปรับสมดุลตามลำดับ แต่เพิ่มหัวใจหลักเรื่องการเคี้ยวให้ละเอียดเป็นน้ำก่อนกลืน ซึ่งตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เรียกว่า “การเคี้ยวแบบย่ำยีมาร” จะทำให้คุณค่าของการรับประทานอาหารปรับสมดุลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเคี้ยวแบบย่ำยีมาร การเคี้ยวแบบย่ำยีมาร คือ การเคี้ยวอาหารที่ทำให้เรารับประทานอาหารในปริมาณ ที่น้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รายละเอียดของการเคี้ยวแบบย่ำยีมาร คือ 1. เรียนรู้คุณค่าของการเคี้ยวและให้เวลากับการเคี้ยวมากขึ้น ในค่ายสุขภาพวิถีธรรมจะฝึกเคี้ยวอาหารมื้อเที่ยงร่วมกันประมาณ 3 ชั่วโมง 2. เทคนิคการเคี้ยวละเอียด คือ ทำคำข้าวให้พอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินไปไม่เล็กเกินไป 3. เคี้ยวให้ละเอียดอย่างน้อย 30 ครั้งต่อคำ ขึ้นไป เมื่อน้ำย่อยออกมาทำให้อยากกลืน จะพยายามไม่กลืน ใช้เพดานและลิ้นกั๊กไว้แล้วตลบออกมาเคี้ยวต่อไป เมื่ออยากกลืนจะพยายาม ไม่กลืน ใช้เพดานและลิ้นกั๊กไว้แล้วตลบออกมาเคี้ยวๆๆต่อไปให้ละเอียด ทำอย่างนี้จนละเอียดดีแล้ว โดยใช้ลิ้นตรวจดูว่าละเอียดที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว เท่าที่เป็นไปได้ ณ เวลานั้นแล้ว จากนั้นให้ตรวจใจไปจนถึงความไม่ชอบไม่ชังแล้วค่อยกลืน ถ้ามีความชอบชังให้ใช้วิธีการทำใจล้างความชอบความชังให้หมดแล้วค่อยกลืน คือ ตรวจดูว่าเคี้ยวไปจนทำใจได้ว่าไม่กลืนก็ไม่ทุกข์ ทำใจได้เลยว่าไม่กลืนก็สบายดี ทำใจได้เลยว่าไม่กลืนก็ไม่ทุกข์อะไร ทำใจได้เลยว่าไม่กลืนก็ไม่ลำบากอะไร นี้แปลว่าไม่มีความชอบแล้วล้างความชอบได้แล้ว จากนั้นมาตรวจดูความชังเมื่อเคี้ยวละเอียดมากที่สุดแล้วกลืนลงไปก็สบายดี กลืนก็ไม่ทุกข์อะไร กลืนก็ไม่ลำบากอะไร นี่แปลว่าไม่มีความชังแล้วล้างความชังได้แล้ว สรุปว่า ต้องทำใจให้ได้ว่ากลืนก็สบายดีไม่กลืนก็สบายดี ไม่มีทุกข์อะไร นี่คือ การกินอาหารที่ล้างความชอบชังในทุกคำข้าว นี้เรียกว่าบรรลุธรรมทุกคำข้าว สิ่งที่ได้จากการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด คือ ยิ่งเคี้ยวละเอียดเท่าไหร่จะได้ประโยชน์ จากอาหารมากเท่านั้น ๆ 1 . ได้พลังปร า มณูจากอาหารที่เคี้ยวละเอียด เพราะวัตถุที่เล็กที่สุดเกาะเกี่ยวกันด้วยพลังที่แรงที่สุด จะได้พลังที่แรงที่สุด 2 . ทำลายความชอบความชังได้ จะได้พลังชีวิตกลับมาทำให้สุขภาพแข็งแรง และที่สำคัญ หากทำร่วมกับหมู่มิตรดีสหายดี จะทำให้เกิดการเหนี่ยวนำกัน ทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในการพากเพียรทำสิ่งที่ทำได้ยากให้ประสบความสำเร็จ 3 . การเดินเร็ว และการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย การเดินเร็ว ปัจจุบันประชากรไทยมีระดับกิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ยังไม่เพียงพอ และมีวิถีชีวิตที่ใช้พลังงานน้อยเพิ่มขึ้น เช่น การชมโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ และใช้ยานพาหนะ ฯลฯ การออกกำลัง กาย ที่เป็นประโยชน์ควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 -50 นาที ในคนอ้วนควรจะออกกำลังกายแบบแอโรบิค และคนที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปเหมาะกับการเดินเร็วมากกว่าการวิ่ง (ใจเพชร กล้าจน. 2560 , พฤษภาคม 20) การออกกำลังกายแบบแอโร บิค ไม่ได้หมายถึงการเต้นแอโรบิคเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง การออกกำลังกายรูปแบบใดก็ได้ที่มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานและ/หรือความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน การออกกำลังกายประเภทนี้ ได้แก่ การเดินเร็ว การวิ่ง การเต้นแอโรบิค การว่ายนํ้า การปั่นจักรยาน เป็นต้น การเดินเร็ว (ทางราบ บนลู่กล) ควรฝึกให้ได้วันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 วัน วิธีการเดินเร็ว คือ ต้องเคลื่อนไหวให้เร็วกว่าปกติ โดยทำท่าคล้าย ๆ วิ่งแต่ไม่วิ่ง ในขีดที่ เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าที่สุด นานเท่าที่เราเริ่มทนได้ยากได้ลำบากแล้วผ่อนลง การเดินเร็วขาข้างหนึ่งจะอยู่ที่พื้น ส่วนอีกข้างหนึ่งจะลอยเหนือพื้นสลับกัน และการเดินเร็วจะมีแรงต้านเยอะเพราะเคลื่อนช้ากว่าการวิ่ง จะต้องใช้กำลัง เยอะกว่า ร่างกายจะใช้พลังงานมากกว่าทำให้ร่างกายสร้างพลังชีวิตได้มากกว่า ข้อแตกต่างระหว่างการเดินเร็วและการ วิ่ง คือ ถ้าใช้เวลาเท่ากัน การเดินเร็วจะได้พลังมากกว่า ได้ความแข็งแรงมากกว่า และบาดเจ็บน้อยกว่า จริงอยู่ว่าการวิ่งเร็วกว่าการเดิน แต่จะได้กำลังน้อย เพราะการวิ่งจะเป็นการกระโดด ขา 2 ข้างจะลอยจากพื้นพร้อมกันทั้งสองข้าง การวิ่งจะลดแรงต้าน มีพลังส่งมากกว่าจะใช้กำลังน้อยกว่า แต่จะบาดเจ็บได้ง่ายจากการกระโดดลอยแล้วลงมาจะกระแทก การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทำงานโดยปกติ ที่ต้องออกแรงกายอย่างหนักหรือปานกลาง การเดินทางในชีวิตประจำวัน การปั่นจักรยาน และกิจกรรมยามว่าง อื่น ๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง แต่ ก็ อย่าให้กิลมถะเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค) คือ ลำบากแต่ อย่าให้ทรมานเกินไป ซึ่ง ในการออกกำลังกายจะทำอย่างประมาณ คือ ให้เหนื่อยแต่ อย่าให้ทรมานเกินไป แต่ละคนจะเคลื่อน ไหวร่างกาย ได้ไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ย 10-45 นาที แต่การเดินกับหมู่ไปพร้อม ๆ กันจะมีพลัง พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนดีมาทำความดีร่วมกันจะทำให้แข็งแรง อายุยืน เพราะจะมีพลังเติมให้แก่กันและกัน 4 . การสวนล้างลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ( Colon Enema ) ด้วยตัวเอง (ดีท็อกซ์ลำไส้) การสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์ลำไส้) ด้วยตนเอง เป็นกลไกการทำให้สุขภาพดี ก็คือใส่น้ำเข้าไปที่ลำไส้ใหญ่ ชีวิตจะได้น้ำส่วนเกิน จากนั้นกลไกลของร่างกายก็จะดันน้ำนั้นออกทางลำไส้ใหญ่ พร้อมกับอุจจาระที่ตกค้าง (ถ้ามีอุจจาระตกค้าง) เมื่อกลไกของร่างกายรู้ว่าจะมีน้ำถูกดันออกทางลำไส้ใหญ่ กลไกของร่างกายก็จะฝากพิษร้อนเย็นไม่สมดุลที่ยังตกค้างในจุดต่าง ๆ ของร่างกายมาระบายออกที่ลำไส้ใหญ่ พิษจะถูกขับออกมาพร้อมกับน้ำและอุจจาระที่ตกค้าง (ถ้ามีอุจจาระตกค้าง) เราจึงมักรู้สึกเบาสบายทั้งตัว และทำให้ไม่หิว ลดความหิวได้ ลดความเพลียล้าได้ ลดพิษทั่วตัว ลดอาการไม่สบายทั่วตัว และสร้างพลังให้ชีวิต ทำให้มีแรงมากขึ้น จึงไม่ใช่แค่รู้สึกเบาสบายบริเวณท้องอย่างเดียว เพราะเป็นกลไกที่กระตุ้นให้ร่างกายฝากพิษร้อนเย็น ไม่สมดุลที่ยังตกค้างในจุดต่าง ๆ ของร่างกายมาระบายออกที่ลำไส้ใหญ่ (ถ้าไม่มีอุจจาระตกค้าง ก็จะมีสารและพลังงานที่เป็นพิษและน้ำที่ใส่เข้าไปถูกขับออกมา โดยไม่มีเนื้ออุจจาระ และถ้าชีวิตต้องการน้ำ สารและพลังงานที่ใส่เข้าไปทางลำไส้ใหญ่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับสมดุลร้อนเย็น กลไกของร่างกายหรือชีวิตก็ดูดผ่านทางลำไส้ใหญ่ไปใช้ประโยชน์ เมื่อขับถ่ายออกก็จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่า ที่ใส่เข้าไป) ยิ่งถ้าใส่สมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต กลไกของร่างกายจะดูดดึงสารและพลังงานของสมุนไพรดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้ชีวิตมีพลังมากขึ้นจากการที่ สารและพลังของสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยง ชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังขับพิษที่ดับได้แล้ว เมื่อชีวิตมีพลังมากขึ้น กลไกของร่างกายจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่ สมดุล ที่ยังตกค้างอยู่ออกจาก ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น กลไกทั้งหมดอันเกิดจากการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรร้อนเย็นที่สมดุลร้อนเย็น ก็จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน วิธีการทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ด้วยตนเอง 1. เลือกสมุนไพรที่เหมาะสม คือ สมุนไพรที่เลือกใช้ทำดีท็อกซ์แล้วรู้สึกสดชื่นโปร่งโล่งเบาสบาย ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย โดยนำสมุนไพรต้มในน้ำเปล่า เดือดประมาณ 5 - 10 นาที แล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่น หรือใช้ใบสมุนไพรสด ขยี้กับน้ำเปล่า กรองผ่านกระชอน 2. นำน้ำที่ได้ ไปใส่ขวดหรือถุงที่เป็นชุดสวนล้างลำไส้ โดยทั่วไปใช้น้ำสมุนไพร 500 - 1,500 ซีซี 3. เปิดน้ำให้วิ่งตามสายเพื่อไล่อากาศออกจากสาย แล้วขันให้แน่นไว้ 4. นำเจล หรือวาสลีน หรือน้ำมันพืช หรือว่านหางจระเข้ทาที่ปลายสายสวน ประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อหล่อลื่น หรืออาจใช้ปลายสายสวนจุ่มในน้ำก็ได้ 5. ค่อย ๆ สอดปลายสายสวนเข้าไปที่รูทวาร หนัก สอดให้ลึกเข้าไป ประมาณเท่านิ้วมือเรา (ประมาณ 3 - 5 นิ้วฟุต) 6. ยกหรือแขวนขวดสมุนไพรสูงจากทวารประมาณ 2 ศอก 7. ค่อย ๆ ปล่อยน้ำสมุนไพรให้ไหลเข้าไปในลำไส้ใหญ่ของเรา ใส่ปริมาณน้ำเท่าที่ร่างกายเรารู้สึกทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเกินไป แล้วใช้มือนวดคลึงที่ท้อง กลั้นไว้ประมาณ 10 - 20 นาที หรืออาจไม่ถึงก็ได้ คือเมื่อทนได้ยากได้ลำบาก ก็ไประบายถ่ายออก สำหรับผู้ ที่ต้องการลดน้ำหนักอาจทำสวนล้างลำไส้วันละ 1 ครั้ง แต่ในผู้ ป่วยที่อาการหนัก อาจทำดีท็อกซ์วันละ 1 - 2 ครั้งอาจมากหรือน้อยกว่า ตามสภาพของร่างกาย คือ ทำเท่าที่รู้สึกสุขสบาย ส่วนคนทั่วไปทำดีท็อกซ์เฉลี่ย สัปดาห์ละ 1 - 3 ครั้ง หรือตามสภาพร่างกาย คือ ทำเท่าที่รู้สึกสุขสบาย 5. การ ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อ ผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และ ลดละเลิก การบริโภค สิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพ ขณะลดน้ำหนัก เพื่อการต่อสู้กับสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบแล้วทำให้รู้สึกยากในการอดทนต่อความหิว ความเครียด ความเบื่อในการลดน้ำหนักให้ได้ผล สิ่งที่ท่านต้องตระหนัก คือ การเรียนรู้ ฝึกฝนเทคนิคการลด ละ เลิกการติดในสิ่งที่เป็นพิษ และการเข้าถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วยจิตที่เป็นสุขตามหลัก การแพทย์วิถีธรรม ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เกิดจากพฤติกรรม (การกระทำทางกาย วาจาใจ ที่ไม่สมดุลกับชีวิต รวมทั้งวิบากกรรมร้ายที่เกิด จากการทำบาปเบียดเบียนสัตว์ (การทำให้ตนเอง คนอื่น หรือสัตว์อื่น ให้ ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบายบาดเจ็บ หรือล้มตา ย) ด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทำให้ เสียสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักไม่ได้ พยายามลดน้ำหนักแต่ทำอย่างไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีวิบากร้ายขัดขวางอยู่ ว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563