สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาให้ถึงวิมุติญาณทัสนะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาให้ถึงวิมุติญาณทัสนะ เราเองเรามีเทศน์ทุกหกโมงเย็น บรรยายธรรมะที่ราชธานีอโศก ก็ใคร่จะเชิญชวน สาธุชนทั้งหลาย ทั่วโลก บินมาก็ได้ แต่ไม่ค่อยมีนะอาตมาพาทำงานศาสนาไม่มีจารีตประเพณีแบบวัดต่างๆ วัดต่างๆ ที่เขาทำกัน คนไปไม่ต้องพูดถึงว่ามีลิเกละครมาเล่นในวัดมีงานวัด งานอย่างนั้นอย่างนี้ ฉลองอย่างนั้นอย่างนี้ มีงานทอดกฐินสนุกสนานเฮฮา มีงานทอดผ้าป่า สนุกสนาน หรือไม่เขาก็มีวิธีหาทางมาบูชาเคารพ กราบไหว้ มีรูปปั้น มีอะไรต่างๆนานาที่จะสร้างไว้ให้ดึงดูดให้คนมา ให้มากราบคารวะ มาอธิษฐาน อยากได้อะไรก็มาขอ แล้วก็พยายามสร้างค่านิยม ให้เขาเห็นว่า วัดนี้มีอะไรเป็นความขลัง อย่างน้อยก็มีต้นตะเคียน มาขัดอาจจะได้เลขไปนะ สารพัดจะหาเรื่อง ทุกวันนี้วัดต่างๆ พุทธศาสนิกชนที่ไปวัด จึงไม่ได้ไปฟังธรรม น้อยมาก ส่วนมากก็ไปทำพิธีการแล้วก็สวดมนต์ ถวายอาหารเสร็จแล้วก็สวดมนต์กันไปเอาหลายสูตรมาสวดให้ฟังจบ แล้วก็สาธุ กรวดน้ำ ก็น่าสงสารศาสนาพุทธงมงายกันไม่เข้าท่า บางวัดมีการเทศนาแสดงธรรม แทนที่จะแสดงธรรม ก็เอาอกเอาใจญาติโยม มีงานอะไรมีเรื่องอะไรที่จะต้องมาสร้างวัดวาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หาเรื่องพูดไปเพื่อจะให้มา จะได้บุญได้สวรรค์ ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ปฏิบัติธรรมก็มีทาน ถือศีล อยู่ในวัดออกจากวัดก็ไม่มีศีล ออกไปนอกวัด ก็ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เอาเปรียบเอารัดเงินทอง เรื่องกามก็ไม่สังวรระวังไม่รู้เรื่อง เป็นประจำในชีวิต ถือศีลไม่ใช่อยู่แต่ในวัด แต่ให้ถือศีลตลอดต่อเนื่องไปทุกเวลา มันควรถือศีลด้วย พุทธศาสนิกชนทุกคนควรถือศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีลจะทำให้เกิดสมาธิ ปัญญาวิมุติ เกิดวิมุติญาณทัสนะ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วจะเกิดสมาธิ เกิดปัญญาก็คือบางทีก็ให้คิดนึกเอา ศึกษาความรู้ฟังคนเทศนาก็เ
อ่านต่อ
กิดปัญญา หรือที่อธิบายกันว่า นั่งสมาธิให้นั่งหลับตา จิตดิ่งเป็นสมาธิ แล้วปัญญาจะโผล่ ตรงกันข้ามกับคำสอนพระพุทธเจ้าว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องมี มัคคังคะ มีมรรคมีองค์ 8 ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เราจะเกิดสัมมาทิฏฐิ พัฒนาเจริญขึ้น โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานตัวแรก ปฏิบัติแล้ว สัมมาทิฏฐิจะเจริญด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ ห้อมล้อม ปฏิบัติสัมมาอาชีวะ กัมมันตะ ปฏิบัติในการทำงานการพูดการคิดการทำ มีสังกัปปะ 7 แล้วก็จะเกิดปัญญารู้ละเอียดละออ ถึงรูป นามต่างๆ รู้กระบวนการของ จิตที่มันจะสังเคราะห์ สังขาร อภิสังขาร ให้เกิด การรู้จิต เป็นสักกายะ และปฏิบัติตามวิธีการ ทำให้กิเลสลดได้จนเกิดเป็นปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ แต่ไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย ศีลก็ทำแบบกาย วาจา ไม่ละเมิด มือไม่ฆ่า ปากไม่ฆ่า มือไม่ลักทรัพย์ ปากไม่พูดลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใครทางกาย วาจา ส่วนสมาธิก็ไปนั่งหลับตาเอา นี่คือความเสื่อมความผิดพลาดของศาสนาพุทธ เป็นอย่างนั้นทั่วเลย อาตมากล่าวเช่นนี้คนเดียว ไม่เหมือนกับครูบาอาจารย์คนอื่นเขาพูด พูดเหมือนตีทิ้งเขาหมด แต่พูดด้วยความจริงใจเห็นว่ามันผิดจึงตำหนิทักท้วง สิ่งที่ถูกก็ชม แต่มีน้อย เมื่อจะชมก็เลยถูกพวกอโศก เอาหลักธรรมในพระไตรปิฎกมาตรวจก็ตรงกับพวกอโศก ก็เลยระมัดระวังอะไรยาก อาตมาก็รู้อยู่ ตั้งแต่จะมาทำงานด้านนี้ มันจะต้องต่อสู้กับลักษณะอย่างนี้ เป็นสถานะที่มันยังครองอยู่ เป็นอย่างนี้ตามสังคมศาสนา ที่มีแต่เดรัจฉานวิชา นอกรีตศาสนาพุทธ สร้างใส่วัดวา ในภาคปฏิบัติเต็มไปหมด ยกตัวอย่าง ปฏิบัติธรรมทำสมาธิ ขยายออกไป ไม่รู้อธิบายอะไรกันมากมายก่ายกอง อาตมาไม่เคยเห็นในพระไตรปิฎกว่านั่งสมาธิหลับตาแล้วจะเห็นจิตอย่างนั้นอย่างนี้ ที่นักรู้ขยายความกันว่า นั่งหลับตาแล้วจะเห็นจิตเป็นอาการอย่างนั้นอย่างนี้ตอนหลับตา ไม่เคยมี มีแต่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ลืมตา แล้วจะรู้จักกิเลส และกำจัดกิเลส ให้รู้กิเลส ลดกิเลส ให้จางคลาย วิราคานุปัสสี ดับ นิโรธานุปัสสี แล้วทำทวน ปฏินิสสัคคานุปัสสี กิเลสไม่เที่ยง อนิจจัง ไม่ได้ถาวร แต่คนโง่ดึงไว้ว่าเป็นของเราในจิตในใจ แต่ที่จริง มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สัมผัสกับอะไรกิเลสที่ขึ้น แบบต่างๆ เดี๋ยว ลาภ ยศ สรรเสริญ เดี๋ยว สุข ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เดี๋ยวก็บำเรออัตตา ก็สุข ทั้งที่สุขเป็นเท็จ ศาสนาพุทธไม่เคยสอนให้ไปหาสุข ให้รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์แล้วดับเหตุ สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน เกิดจากตัณหาเป็นตัวเหตุ เมื่อได้สมใจตัณหาก็สุขเป็นของเก๊ ชั่วคราว บำบัดอารมณ์ ศาสนาพุทธชัดเจนว่าจะต้องดับตัณหาตัวนี้ ให้หมดสุขหมดทุกข์เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา คืออารมณ์นิพพาน อุเบกขามีสองแบบ คือเคหสิตอุเบกขา คือแบบปุถุชน ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยเฉยๆเป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติ แต่อุเบกขาที่เรียนรู้อย่างจริงเ ป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เป็นโลกุตระ เป็นมโนปวิจาร 18 เคหสิตเป็นโลกียะ 18 ตัวนี้แหละ มโนปวิจาร 18 เป็นอาการของจิตที่เราจะต้องเรียนรู้ 600830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้จิตอยู่ที่ไหน จนถึงได้อรหันต์