651019 ฟังธรรมให้เกิดปัญญาเพื่อสละตัวตน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข8 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

651019 ฟังธรรมให้เกิดปัญญาเพื่อสละตัวตน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/52650.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1JeJgXXTbhJlPDvTtE1Z0guWv6HuE8XCChPMLrmZLGQE/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1aMjIbfkBYt0VGNfyTJHFToF6JLZLvlBp/view?usp=sharing

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/la8bxzm260A และ https://fb.watch/gfGzXX4HX3/

พ่อครูว่า... วันนี้วันพุธที่ 19 ตุลาคม 2565 แรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีขาล วันเวลาก็ล่วงไปเรื่อยๆ เข้าหน้าหนาวแล้ว พายุก็ผ่านไป ก็เป็นไปตามธรรมชาติ

SMS วันที่ 14-16 ต.ค. 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน มรณานุสสติ พตท.สอาด สุขจิตต์ _จรรยา ประเสริฐ · มาฟังรีรันอีกครั้งแล้ว เมื่อวานฟังพ่อ พ่อบอก อยากตาย ฟังไปใจหาย นึกไปถึงว่า เราต้องทำตัวให้หมดกิเลสให้มาก ถึงมากที่สุด มาฟังท่านติกขวันนี้ เห็นท่านดงเย็น ท่านอายุขนาดนี้ ท่านยังมีพลัง มีระเบียบวินัยให้กับตัวเอง ในการดำรงชีวิตอยู่ให้นาน เพื่ออยู่ให้ได้ถึง 120 ปี ยิ่งชัดมาก ออกกำลังกายด้วยการเดิน เสียงท่านพูดไม่เหมือนคนป่วยเลย อิทธิบาทเท่านั้น ที่ทำให้ท่านมีพลัง ทำตามความตั้งใจได้ นึกถึงพี่น้องที่อยู่ในวัด นอกวัด ก็เพียรต่อไป ตามฐานของตัวเอง ที่สุด ทุกคนก็ต้องตาย สละบ้านช่องเรือนชาน ครอบครัว ญาติพี่น้อง สมบัติพัสถาน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องไปทุกคน กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า...วันนี้พวกเราก็ไป 1 คน คือพันตำรวจโทสอาด สุขจิตต์ เกิดปีระกา แก่กว่าอาตมา 1 ปี ก็ 89 แต่แกบอกแกอายุ 90 คือมันชักหลงๆ วันนี้ก็ไปแล้ว ตายกี่โมงนะเนี่ย แจ้งมาตอน 14:22 น. ตอนนี้ก็ เฮือนสุดชีวิตที่เผาของเราก็จมน้ำอยู่ น้ำท่วมเผาไม่ได้ ต้องไปอาศัยวัดกุดระงุมแล้ว ต้องไปเผ

อ่านต่อ

ากันที่วัดกุดระงุม ตอนที่ทำหน้าที่ตำรวจอยู่นั้น ตำรวจเขาส่งให้มาสอดแนมชาวอโศก สอดแนมไป สอดแนมมาเลยเป็นชาวอโศกไปจนกระทั่งตายอยู่กับชาวอโศกเลย ก็เป็นไป ในภาพตอนยังหนุ่มอยู่ ก็ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นธรรมดา ตายก็ตาย อาตมาเองก็ยังพอเป็นไป แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ ก็อยู่ได้ก็อยู่ไป อยู่ไม่ได้ก็ตายไป ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติมนุษยชาติ แล้วแต่ อย่างศาสนาเราก็เผาเป็นหลัก แต่ก็ยังมีคนฝังนะ คนไทยนี่ก็ยังไม่ยอมเผาก็มี ฝัง ผู้ที่เขาชัดเจน เขาก็จะเผา พวกที่นอกรีตนอกรอยหน่อยก็ถึงขั้น จะเอาไว้เป็นอมตะใส่โลงแก้วไว้ก็มี แล้วทักษิณก็บอกว่า ตายแล้วไม่ต้องเผานะ ให้เอาไว้นิรันดรเป็นอมตะ ก็ว่าไป พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้เผาเร็วที่สุด แม้แต่ญาติที่เดินทางไกลยังมาไม่ถึง ก็อย่าไปรอ ให้รีบเผา เพราะว่าคนตายแล้วมันมีแต่จะน่าเกลียดน่าชัง ความห่วงหาอาลัยมัน ยังมีเชื้ออยู่ จัดการเผาสลายเป็นเถ้าไป มันก็จะเบาบาง มันก็จะสลายความคิดถึงสำหรับคน เป็นวิธีการที่ชัดเจนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แนะนำให้แต่ละคนทำ ซึ่งในยุคนั้นมันมีการตายแล้วจะเผาจะฝัง จะลอยน้ำอะไรต่ออะไรก็มี อยู่ในอินเดียก็มีทั้งนั้น อันนั้นก็เป็นเรื่องของมนุษยชาติ

_ตุ๊ก อัศวิน · ได้สดับคำปรารภของท่าน ส.ติกข ให้เตรียมตัว..เตรียมใจในเรื่องการพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักเคารพยิ่ง.. แล้วจิตตก..น้ำจิจะพาลไหลออกตา..เจ้าค่ะ พ่อครูว่า...จะไปตกทำไม ก็ทำใจให้เข้าใจ เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องสามัญ ทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ เข้าใจยังไม่ได้ มันก็ยังไม่เจริญ ถ้าจิตเจริญจริงๆแล้วก็จะรู้ความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดาของทุกชีวิต ไม่มีอะไร ไม่มีใครจะไม่พรากจากกัน

_อรุณวรรณ มาลัย · กราบนมัสการพ่อท่าน สมณะ สิกขมาตุทุกท่านด้วยใจเคารพบูชา เป็นคนนอกวัดที่ได้โอกาสเรียนรู้ธรรมจากสื่อต่างๆที่ทางวัดดำเนินการ ฟัง อ่าน เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง มานานพอควรเจ้าค่ะ จนกระทั่งเมื่อปีก่อน คุณแม่ซึ่งเป็นชาวอโศกเต็มตัวท่านจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเคว้งคว้างทางความคิด แต่ได้ธรรมะพ่อครูเป็นเหมือนแสงส่องให้ได้กลับมาทบทวนชีวิตและสู้ต่อค่ะ พ่อครูว่า...ดี ธรรมะช่วยได้ ก็ดีแล้ว หมู่นี้รู้สึกว่า พวกเราจะพูดถึงการเกิด การตายเยอะเหมือนกันนะ ก็เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องจริงไม่ได้ประมาท เป็นเรื่องไม่ประมาท พูดถึงการเกิด การตาย แน่นอนมันต้องเจอกับเราสักวันหนึ่ง ไม่เราเอง ก็คนข้างเคียงหรือเพื่อนฝูงหรือใครก็แล้วแต่ อยู่ห่างไกลก็ตามก็ได้ข่าวเพื่อนตายก็มี ตอนนี้เพื่อนรุ่นๆอาตมาจะย่างอายุเลข 9 แล้ว เขาถือว่าคนแก่นะ แก่จริงหรือ อาตมาไม่เห็นแก่เลย เขาถือว่า คนแก่แล้ว ก็จะพูดถึงการตายก็เหลือไม่เท่าไหร่ รุ่นๆอาตมา สมบัติก็ยังไม่ถึง 88 สมบัติอ่อนกว่าอาตมา 4-5 ปี สุเทพเกิดปีเดียวกัน สุเทพ วงศ์กำแหงไปก่อนแล้ว แต่เจ้าน้อย สุรพล โทณะวณิก ไม่รู้หรอก ก็มันเกิดวันเดือนอะไรปีอะไร เขาบอกว่า เขาอายุมากเท่านั้นเท่านี้ เขาก็ตีตัวสูงอยู่เรื่อย แต่เขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆวันเกิด เขาไม่รู้หรอก ไม่รู้ว่าทะเบียนจะใส่ปีอะไร แต่จริงๆไม่ตรงกับวันเกิดเขาหรอก เจ้านี่เขากำพร้า มันจรจัด ก็ไม่รู้เรื่องว่าเกิดวันอะไร เดือนอะไร เห็นได้ข่าวว่าตอนนี้ก็อยู่ติดเตียง ก็ระลึกถึงคนที่สนิทๆกัน ใครต่อใคร เจ้าน้อยสุรพล เก่งนะ เขาเป็นคนเก่ง มี Talent ไม่ได้เรียนหนังสือหนังหา แต่ก็ได้อะไรๆมา จนกระทั่งได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ตอนนั้นทำให้กับแมกกาซีน เขียนหนังสือให้เขา ใช้นามปากกา เมฆพันวลี ขอใช้นามปากกาเดิมของเขา ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ ก็อยู่ไป เราก็ระลึกถึงกัน ผู้ที่รู้จักกันที่ยังอยู่ก็ระลึกถึง คนตายไปแล้วก็ตาย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข _สมนึก ไลลักษ์ · กราบนมัสการ พ่อครู กราบขอบพระคุณท่านมากค่ะ ที่เอาธรรมมาสอนให้ ลูกไม่ทุกข์เหมือนคนทั่วไปค่ะ เพราะธรรมทำให้ทำงานอย่างมีความสุข เจ้าคะ พ่อครูว่า...ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข อันนี้เข้าสู่ธรรมะได้เลย ผู้ที่ธรรมะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข คือคนที่รู้จักปฏิบัติมรรค 8 นี้ตัวปฏิบัติก็มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มรรคมีองค์ 8 มีอะไรบ้าง 1. สัมมาทิฏฐิ 2. สัมมาสังกัปปะ 3. สัมมาวาจา 4. สัมมากัมมันตะ 5. สัมมาอาชีวะ 6.สัมมาวายามะ 7. สัมมาสติ 8. สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ ตัวนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร ชัดเจนว่า สัมมาสมาธิเกิดได้เพราะมีการปฏิบัติ มรรค 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดสัมมาสมาธิ นี่ก็เรียนมาหัวผุหัวพัง เขาเรียนกันมาเยอะ เปรียญ 9 ปริญญาเอกทางศาสนาพุทธ ก็เรียนกัน ก็ชัดๆ ในมหาจัตตารีสกสูตร [๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาและเกิดสัมมาสมาธิหรือไปเดินจงกรม เดินไปมาแล้วจะเกิดสัมมาสมาธิไม่ใช่ อันนั้นมันเป็นเรื่องสมถะไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเป็นจิตที่กิเลส รู้จักกิเลส แล้วก็พิจารณาด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำให้กิเลสมันแพ้ กิเลสมันสลาย กิเลสมันจางคลาย กิเลสมันดับไปได้ ด้วยพลังปัญญา นี่คือ วิธีปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไปหลับตาเสียแล้ว หลับตาไม่มีปัญญาเกิดในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ ปัญญาเกิดในขณะลืมตาเท่านั้น ในมหาจัตตารีสกสูตรนี่แหละ ข้อ 258 เล่ม14 [๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น ปัญญาจะเกิดจากการปฏิบัติมรรค 7 องค์ และการปฏิบัติมรรค 7 องค์นั้นไม่มีให้ไปหลับตา ปฏิบัติในขณะคิด สังกัปปะเป็นสัมมา ปฏิบัติในขณะพูดมีวาจาให้เป็นสัมมา ปฏิบัติในขณะมีการกระทำการงานต่างๆ กัมมันตะ ให้เป็นสัมมากัมมันตะ อยู่ในขณะทำงานอาชีพ ให้เป็นสัมมาอาชีพ มีสติตื่น พยายามตื่น ปฏิบัติ เรื่องนี้อาตมาพูดมาตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้ 50 กว่าปีแล้ว เขาไม่สะดุ้งสะเทือนกันเลย ผู้ที่ไปลงผิดไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ขอยืนยันว่า นั่งหลับตาปฏิบัติไม่อยู่ในลัทธิศาสนาพุทธ เป็นเดียรถีย์ 100% เดียรถีย์ คือ คนนอกรีตพุทธ คนนอกศาสนาพุทธ คนแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ คือผู้ที่พยายามจะสร้างจิตให้เกิดบุญ เข้าใจแบบนอกขอบเขตพุทธ ไปเข้าใจแบบเดียรถีย์ เพราะฉะนั้นคำว่า บุญ คำนี้ยิ่งใหญ่มาก เดี๋ยวนี้เสื่อมผิดเพี้ยนไปไกลมาก เข้าใจบุญว่าเป็นกุศล ผิดถนัดเลย ถ้าคุณเข้าใจว่า บุญ เป็นกุศลเมื่อไหร่ คุณจะไม่มีทางปฏิบัติธรรมบรรลุนิพพาน เพราะบุญนั้นทำงานเป็นพลังงานในปัจจุบัน ทำงานฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่าเสร็จก็หายไปไม่สะสมเลย กุศลนั้นสะสม ทำแล้วเป็นอันทำ กุศลนั้นทำแล้วสั่งสมเป็นวิบาก กุศลเป็นสิ่งที่เป็นความดีงาม เป็นโลกียะ ส่วนบุญนั้นเป็นโลกุตระเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าอยู่ในศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาอื่นไม่มี ศาสนาอื่นที่เอาไปใช้เป็นคำว่า นักบุญนั้น นักบุญนี้ทั้งนั้นเลย เก๊ แล้วเอาคำว่าบุญของศาสนาพุทธไปใช้ให้เสียหายหมดเลย บุญ ไม่ใช่เป็นเทวนิยม บุญเป็น อเทวนิยมเป็นนิพพาน ฆ่ากิเลสแล้วสูญ ปุญญปาปปริกขีโณ ภาษาบาลีว่าอย่างนั้น ปุญญปาปปริกขีโณ แปลว่า สูญสิ้น สิ้นบาป สิ้นบุญ สิ้นบุญสิ้นบาป เพราะฉะนั้น ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร 3 ผู้ที่ไม่สัมมาทิฏฐิจะเข้าใจไม่ได้ เข้าใจว่า บุญเป็นกุศล ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ อปุญญาภิสังขาร เขาจะไปอธิบายว่า อปุญญ ว่าเป็นอกุศล ที่จริงไม่ใช่ ที่จริง อปุญญาภิสังขาร เป็นกุศล คือเป็นอภิสังขารที่ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว เพราะฉะนั้นทุกกรรม สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะ สจิตต ปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เพราะจิตท่านสะอาดแล้ว ท่านกระทำกรรมที่เหลือไม่มีบาป สัพพปาปัสส อกรณัง มีแต่กุศลเกิดท่าเดียว บุญก็ไม่มี บาปก็ไม่มี ปุญญปาปปริกขีโณ แล้ว ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆนะ พูดกัน โอวาทปาติโมกข์ 3 นี่ก็พูดกันจังเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจได้ชัดเจนละเอียดลออเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นยิ่งไปถึงคำๆหนึ่ง อยู่ในหนังสือเปิดยุคบุญนิยม เล่ม2 ข้อ 486 หน้า 361 หัวข้อบอกว่า บุพเพกตปุญญตา อธิบายกันอย่างไร บุพเพกตปุญญตา ที่มีอยู่ใน จักรสูตร เล่มที่ 21 ข้อ 31 จักร 4 นั้น บรรดาผู้รู้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ได้แปล บุพเพกตปุญญตา หรือให้ความหมายกันมาว่า ความเป็นผู้ที่ทำบุญไว้ในกาลก่อน หรือ ความเป็นผู้มีบุญ ได้กระทำไว้แล้วในปางก่อน บุพเพ แปลว่า ปางก่อน อดีตที่ผ่านมาแล้ว ปุพพะ ปุพเพ แปลว่า ก่อน ปุพเพกต แปลว่าทำไปแล้ว เพราะฉะนั้น ความเป็นบุญที่ทำผ่านไปแล้วเกิดจากคนพวกนี้ ผู้ใดเข้าใจคำว่า บุญเป็นกุศลเป็นสมบัติ บุญก็คือสิ่งที่ได้มาใส่ตน ความเป็นบุญก็เติมเพิ่มขึ้นใส่อัตตาของตนเป็นสมบัติ ข้ามภพข้ามชาติมาด้วยเลย นั่นผิดถนัดแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ บุญนั้นก็ไม่ใช่วิบัติ อันหมายถึง ทำความฉิบหายให้กิเลสไป กิเลสเสื่อมสิ้นไปจากจิตผู้นั้น แน่ะ ก็จะกลายเป็นว่า ผู้นั้นทำบุญก็สะสมบุญ บุญ ก็เป็นสมบัติที่ยิ่งทำบุญ บุญก็ยิ่งมากขึ้น ๆ บุญก็ไม่ใช่วิบัติ บุญก็กลายเป็นตัวสมบัติ ก็เลยไม่เป็นอัน สิ้นบุญสิ้นบาป (ปุญญปาปปริกขีโณ ) ก็เป็นอันไม่ได้สำเร็จ สิ้นบุญสิ้นบาปกันได้สักที แท้จริงนั้น บุญ คือ การชำระล้างกิเลสเท่านั้น แต่แท้จริงนั้นคำว่า บุญก็คือ ชำระกิเลสที่แปลงตัวเป็นจิตสันดานให้หมดจด สันตานังปุนาติ วิโสเทติ ก็คือการชำระกิเลสที่มันแปลงตัวอยู่ในจิตให้สะอาดเกลี้ยง แล้วบุญก็สิ้นไปจากจิตเช่นเดียวกับบาปที่สิ้นไป เป็นผู้ไม่มีบุญไม่มีบาปอีกแล้ว ที่เป็นสภาพของ ปุญญปาปปริกขีโณ ตรงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า บุญ เมื่อชำระกิเลสเสร็จกิจ บุญก็หมดสิ้นไปพร้อมกับกิเลสหรือบาป ที่เป็น ซาตาน ให้หมดสิ้นไป ไม่เกิดในตนอีกแล้วตามที่บาลีว่า ปุญญปาปปริกขีโณ คนผู้นั้นจึงจะชื่อว่า มีนิพพานได้แท้จริง และเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นผู้จบกิจ ข้อต่อมา 488 หมดหน้าที่บุญ ที่เหลือคือ อภิสังขาร นั่นคือเป็นผู้ไม่มีกิเลส ไม่มีบาป ไม่มีซาตานเกิดขึ้นในจิตผู้นั้นอีกเลย ตลอดกาลนิรันดร ดังนั้นบุญก็หมดสิ้นไปด้วย เพราะพลังงานจิตก็ไม่จำเป็นที่จะต้องชำระกิเลสอีกแล้ว การปรุงแต่งจิต หรือปรุงพลังงานจิตขึ้นมาทำงานต่างๆ ที่ภาษาว่า อภิสังขารคือปรุงแต่งพลังงานจิตอยู่ตามปกติที่เป็นคนไม่ตาย ซึ่งไม่ใช่การสังขารปกติ ของปุถุชน แต่เป็นการปรุงแต่งอย่างอภิสังขารของอริยชนแท้ๆ และเมื่อจบกิจก็ไม่ต้องเป็นบุญกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้น สังขารหรืออภิสังขาร พลังงานจิตที่ทำอภิสังขารได้ต่อกัน ไม่เป็นบุญกันอีกแล้ว แต่เป็น อเนญชาภิสังขาร สั่งสมลงไปให้ตั้งมั่นแข็งแรงไม่หวั่นไหวไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นภาษาก็คือ อปุญญะ ซึ่งก็คือไม่เป็นบุญ กันอีกแล้ว แม้จะมีการสังขารก็เป็นขั้นอภิสังขาร เช่น ยังเป็นฌานอยู่ เป็นต้น ก็ได้ พลังงานจิตที่เต็มไปด้วยปัญญา ฌานคือปัญญา แล้วไม่มีบาปเกิดในจิตอีกแล้ว จึงอย่าไปแปลคำว่า อปุญญะที่เป็น อปุญญาภิสังขารว่า บาป กันอีกล่ะ เพราะท่านผู้นี้เป็นคนสิ้นบุญ สิ้นบาปแล้ว ซึ่งแค่นี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเข้าใจกัน อาตมาก็เมื่อยๆ แต่เมื่อยก็ต้องทำ เพราะอาตมาเลือกงานนี้ ชีวิตของอาตมานี้ไม่มีงานอื่นที่จะทำ คนจะมาจ้างอาตมาไปทำงาน เดือนละ 50 ล้าน เดือนละ 100 ล้าน ให้เงินเดือน ไม่ได้ จริง แล้วคนก็จะบอกว่าใครจะมาจ้างเอ็ง ก็จริงอีก

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ธรรมะโลกุตระนั้นทวนกระแสโลก ปฏิโสตัง _สู่แดนธรรม... พ่อท่านมาชาตินี้ เอาความรู้ชาติก่อนมาสอนพวกเรา ไม่มีอาจารย์ พ่อครูว่า... ใช่ ยังอีกนาน คนที่เขาหยิ่งผยองในความรู้ของเขา _สู่แดนธรรม... ซึ่งคำของพ่อท่าน ผมเคยคิดว่า ใครฟังแล้วเชื่อในทันที คงเป็นคนที่พิเศษเหมือนกันนะครับ คนเหล่านี้ก็จะถูกมองว่า เป็นพวกบ้าๆบอๆเหมือนกัน พ่อครูว่า... จริงนะ พวกที่บรรลุธรรมที่เป็นโลกุตระ มันเป็นคนแปลกจากกลุ่มโลกียะเขา เขาก็ไปทิศทางเดินแบบเขา ส่วนโลกุตระอารยธรรมของพระพุทธเจ้านั้นสวนทาง ปฏิโสตัง มันสวนทางกัน เพราะฉะนั้น แน่นอนมันย่อมไม่เหมือนกันแน่ ถ้ามันเหมือนกัน มันก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องไปในทางเดียวกัน เพราะฉะนั้น จะไปทางของคุณที่คุณว่าถูกแล้ว เราก็ไปอีกทางหนึ่ง แต่มันมีอีกอันสวนทางกัน ตอนนี้ไม่ใครก็ใครต้องเป็นผู้ถูก สวนทางกัน ไม่คุณก็เราล่ะถูก คนหนึ่งผิดแน่ เพราะฉะนั้นก็ต้องมาพิจารณากันดูว่า ถ้าฝ่ายใหญ่ กระแสหลักถูก ศาสนาพุทธจะเป็นอย่างนี้ไหมอย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวัน ที่คุณบอกว่า โอ้โห! มันเคารพพระกันจะไม่ได้กันแล้ว ต่างๆนานาสารพัดของคุณ แต่คุณเคารพกันอยู่ก็เป็นโลกีย์ว่า ยังมี แต่ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกุตระมันเหนือกว่าตรงสวนทางนี่ล่ะ ถ้าไปโลกียะเหมือนกันมันก็จะไปดีๆสูงสุด แต่นี่ไม่ใช่แม้แต่ดีสูงสุดก็ไม่เอา ของพระพุทธเจ้านี้ ดีสูงสุดก็ไม่เอา แต่ทำดีสูงสุดให้ได้แต่ไม่ได้ยึดดีเป็นเราเป็นของเราไม่เอา เพราะฉะนั้น อาตมาทำดีสูงสุดได้ ขออภัยนะที่พูดตรงๆชัดๆพูดความจริง อาตมาพูด 2 คำ วกไปวนมา ไม่ค่อยเก่ง พูดมีแต่คำจริง เปรี้ยงๆ คำเดียว อาตมานี่ ทำและพูด ก็อย่างเดียว ไม่เป็น 2 อย่าง เป็นโลกีย์บ้าง เป็นโลกุตระบ้าง ไม่ใช่ โลกียะบางทีมันก็ทำดีบ้างไม่ทำดีบ้าง แต่ของโลกุตระต้องทำดีอย่างเดียวและดีไปหาความสูญด้วย ดีไปหาสูญ จริงๆ อาตมาพูดแต่คำจริง คำไม่จริงไม่มี พูดแล้วก็น่าหมั่นไส้ พูดอะไรไม่จริงไม่มี พูดอะไรจริงหมด มันเป็นไปได้อย่างไร มันก็ต้องมีผิดบ้างพลาดบ้าง อาตมาว่า ยากเนาะ _สู่แดนธรรม... มันมีสภาพย้อนแย้งด้วยครับ ดี ไปหาความสูญ แต่ของพ่อท่านสูญ นี่แหละมีเยอะ สูญ เท่ากับอนันตัง พ่อครูว่า... Infinity เลย _สู่แดนธรรม... ศึกษาแต่ชั่วดีเป็นกุศล ก็จะไม่เหมือนกันกับนักธรรมะ ถ้าเหมือนกันเมื่อไหร่ก็จะเป็นโลกุตรบุคคล บุตรดีเหมือน จะเป็นลูกที่ดีเลยนะ พ่อครูว่า... มันมีชาวอโศกเราคนนึงมีนามสกุล บุตรดีเหมือน ข้อ 489 ย้ำ บุญ เป็นเรื่องจบกิจ จริงๆ อย่าวนเวียน เป็นคนไม่จบกิจ แม้จะหมดบาป หมดบุญแล้วก็อย่าหลงติด ติดอยู่กับพยัญชนะ วนกลับไปเอาอปุญญะ ไปเป็นบาป วนกลับไปเป็นบาปอีก ทั้งๆที่คนผู้นี้ทำกรรมใดก็ไม่เป็นบุญอีกแล้ว ก็ยังไปหลงแปล อปุญญะ เป็นบาปอีก มันก็ไม่สิ้นบุญสิ้นบาปกันได้สักที ถ้าขืนวนกันไม่สิ้นสุดได้เลย การจบกิจก็มีไม่ได้เลย ดังนั้นคำว่า บุญ หรือปุญญะ ถึงไม่ใช่พลังงานที่จะ ปุญญาภิสังขารแล้วยังจะสั่งสมบุญลงไปในจิตอีก และเมื่อผู้ที่ ปุญญาภิสังขารเสร็จ เป็นอปุญญาภิสังขารและ ก็ยังจะให้กลับไปเป็นบาปอีก และเมื่อไหร่ผู้ที่ทำอภิสังขารจึงจะเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ที่บาลียืนยันว่า ปุญญปาปปริกขีโณ กันได้สักที เป็นเรื่องโลกุตรธรรมที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ในพระวินัยปิฎกเล่ม 1 สันตา เขาแปลกันง่ายๆว่าสงบ สันตา สันติ เขาแปลง่ายๆว่า สงบ มันคือ…ขออภัยนะ ขอวิจัยตามภาษาไทย ทาง เถรสมาคมเขายี้เลย ส กับ อันตา อันตา แปลว่า ข้างหรือฝ่าย แปลว่าที่สุด ปลายข้างฝ่ายสุด หรือข้างใดข้างหนึ่ง เพราะฉะนั้น สันตาคือ มันไม่มีข้างใดข้างหนึ่งแล้ว เกี่ยวอยู่แต่คำภาษาเท่านั้น ส เกี่ยวอยู่กับภาษา อันตา เท่านั้น แต่ความจริงแล้วมันไม่มีข้างใดข้างหนึ่งเลย หรือแม้มี ทั้งสองข้าง ก็เฉยๆนิ่งๆ สันตา เขาแปลเอาอรรถว่า สงบ มันเป็นสภาพของผู้ที่ รู้แจ้ง รู้จริง ถึงสภาพ 2 อย่าง 2 ข้าง อันตา แปลว่าข้างใดข้างหนึ่ง ในโลกมีกามกับอัตตา 2 ข้าง ผู้นี้เป็นผู้ที่เป็นมัชฌิมาหรืออนุปคัมมะแล้ว เข้าใจความไม่มีกาม ไม่มีอัตตา 2 ข้างแล้ว แล้วไม่เข้าไปอยู่ทั้งสองข้าง เพราะเรายังมีชีวิตและยังมีจิตวิญญาณ มีธาตุรู้ รู้ความจริงอย่างนี้ เราก็ไม่ไป take side ข้างไหน แสดงว่าความหมายคำว่า สงบของสันตา จะไม่ใช่ความหมายตื้น พ่อครูว่า... ปณีตา ไม่ใช่ตื้นๆ สุขุม ปราณีตมาก อตักกาวจา ไม่สามารถด้นเดาด้วยความลึก นิปุณา ละเอียดระดับนิพพาน ยิ่งกว่าปรมาณู เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นบัณฑิตจริง บัณฑิตเวทนียา มีความรู้เป็นบัณฑิตจริง จึงจะมีความรู้จริงในเรื่องนี้ ไม่ใช่สภาพการณ์ ตักกะเอา อตักกาวจรา ไม่ได้ เก็งความจริงก็ไม่ได้ คุณจะเอาอะไรมาเก็งความจริงนี่ไม่ได้ คุณต้องปฏิบัติประพฤติเข้าไปเป็นอันนั้นจริงๆ คุณจึงจะรู้สิ่งนี้จริง ทั้งหมด นี่คือธรรมะของพระพุทธเจ้า _สู่แดนธรรม... ตอนที่พ่อท่านพูดถึงเรื่องบาป บุญไม่มีเหลือแล้ว มีท่านผู้ชมส่งไลน์มาร่วมแสดงความเห็นด้วย บอกว่า พระอรหันต์ไม่มีงานให้บุญได้ทำ บุญ ไม่มีความหมาย บุญไร้ค่า หมดสภาพ พระอรหันต์เก่งแค่ไหนก็ทำบุญไม่ได้อีกแล้ว แม้มีอิทธิฤทธิ์มากปานใดก็ตาม แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทำบุญไม่ได้อีกแล้ว พ่อครูว่า... ท่านก็ตรัสว่าท่าน ปุญญปาปปริกขีโณ ยืนยันเลยในพระสูตรที่ท่านตรัสรู้ ที่พูดถึงวิบากกรรมเก่า ท่านก็บอกเลย มีพยัญชนะบอกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ อยู่ในนั้นด้วย _สู่แดนธรรม... ประโยคสุดท้ายเขาบอกมาว่า คนที่จะทำบุญได้ ต้องมีกิเลสอยู่เท่านั้น แล้วที่สำคัญยิ่ง จะต้องใช้ปัญญาโลกุตระไปทำ พ่อครูว่า... ใช่ คนนี้เข้าใจพูดด้วยสำนวนของเขาเอง ชัดเจนเขาบอกถึงความเข้าใจของเขามา คนนี้เข้าใจดี แหม อาตมาก็สบายใจนะ มาเผยแพร่ธรรมะพระพุทธเจ้า คนฟังเข้าใจได้ อย่างนี้ อันนี้สื่อภาษาก็สื่อออกมา เป็นภาษาของเขาแล้วก็สื่อความเข้าใจของเขาออกมาเป็นสภาวะจริงของเขา อาตมาฟังแล้วก็ได้ อาตมาถึงบอกว่าได้ผล อาตมาทำงานได้ผล

_สมยศ ระวังผิด · ผักกระฉูด บ้านลุงเหม ที่วังจันท์พฤกษา ไม่เหนียวครับ พ่อครูว่า...พูดถึงกระเฉดแล้วต้องแกงส้ม ยายของท่านดาวดิน แกง ถ้าเอาซื้อผักกระเฉดมาก็แกงส้ม ฝีมือ อาตมาเรียกพี่ แม่ของแม่ของเขา ยายของดาวดิน แกง โอ้โห อร่อย ถ้าวันไหนได้กินแกงส้มผักกระเฉด ฝีมือแม่ครัวปทุม รับรองข้าวหลายจาน

_วันชัย สหมโนธรรม · ท่านดาวดินยังไปร่วมกับพวกสามนิ้วอยู่เลยครับ..ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านเปลี่ยนไปเยอะมากเลย..ท่านคงจะหลงทางแน่ ๆ เลย. พ่อครูว่า...ท่านก็ป่วงๆ ไปอยู่อย่างนั้นแหละ ก็ปล่อยให้ท่านป่วงไปก่อน ก็มันมีทางสองทาง ถ้าอยู่ทางนี้ ก็ไม่หลง ท่านออกไปทางโน้นมันก็หลง หรือทางโน้นถือว่าไม่หลง ทางเราเขาว่าเป็นผู้หลง มันก็เท่านั้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สโมหะ วีตโมหะคืออย่างไร _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะพ่อครูคะ ในเจโตปริยญาณ คำว่า สราคะ วีตราคะ สโทสะ วีตโทสะ ลูกพอเข้าใจได้บ้าง แต่สโมหะ กับ วีตโมหะนั้นมีสภาวะอย่างไรลูกยังไม่เข้าใจคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... สโมหะ หรือ ส นี่ ก็แปลง่ายๆว่า สราคะ ก็คือมีราคะ วีตะราคะคือไม่มีราคะ สโทสะคือมีโทสะ วีตโทสะคือไม่มีโทสะ โมหะก็เหมือนกัน สโมหะก็มีโมหะ วีตโมหะก็คือไม่มีโมหะ ราคะโทสะ เข้าใจได้ อาการราคะอาการโทสะ อาการโมหะคือ มันหมายความว่า มันแยกไม่ออก มันวุ่น มันวน มันสะเปะสะปะเลอะๆเทอะๆ จะว่าราคะก็ไม่ใช่ จะว่าโทสะก็ไม่เชิง จะรักก็ไม่ใช่ จะว่าโกรธก็ไม่ใช่อะไรอย่างนี้เป็นต้น สับสนปนเป หนักเข้าจะบ้าเอา _สู่แดนธรรม... แบบนี้ด้วยไหมครับ คนที่เขาคิดว่าเขาบรรลุแล้วเขาก็หลงว่าเขารู้แล้ว หลงว่าสะอาดแล้ว พ่อครูว่า... นั่นก็โมหะเหมือนกัน หลงผิด หลงเลอะเทอะ หลงนี่โมหะ ท่านแปลว่า หลง อาตมาเคยไล่ มี หลงลืม หลงผิด หลงใหล หลงเหลือ หลงตัว หลงผิด นี่มันเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิดเลย หลงลืม คือ ลืมไป มันจำไม่ได้ สัญญามันไม่เกิด หลงใหล คลั่งไคล้เลย ละเมอเพ้อพกเรียกว่า ดีไม่ดีเหมือนพวกติดยา คลั่ง หลงเหลือ ทีนี้ คือ มันค่อยๆเจริญไปก็เหลือเศษ หลงเหลือ มันยังไม่หมดเกลี้ยง อันสุดท้าย หลงตัว อันนี้หมดเนื้อหมดตัวเลย ครอบคลุมหมดเลย นึกว่า ตัวเองบ้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองบ้า ตัวเองดีก็ไม่รู้ว่าตัวเองดี ยกตัวอย่างเช่น ทักษิณ หลงตัว หรือ ธัมมชโย อย่างนี้เป็นต้น หลงตัว เต็มสภาพเต็มสตรีม ไม่มีฟังเสียงใครทั้งนั้น _สู่แดนธรรม... คนที่จะหลงตัวได้แสดงว่าเขาต้องมีศักยภาพของเขามาก ต้องมี Power ของเขามาก คนธรรมดาไม่ค่อยจะคิดหลงตัว พ่อครูว่า... หลงลืม หลงผิด หลงใหล หลงตัว หลงเหลือ ต่อมา

_สินอโศก : จะพยายามมาเป็นลูกของพ่อ มาเป็นคนใหม่ และมาเป็นชาวอโศกให้ได้เจ้าค่ะ พ่อครูว่า...เชิญ ยินดีต้อนรับ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การเสียสละตัวตนและนานาสังวาสในศาสนาพุทธคืออย่างไร _มั่นใจพุทธ บุญเสร็จ · น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง หากลูกไม่ได้พบพ่อท่าน ไม่ได้เจอชาวอโศก ลูกคงไม่สามารถเสียสละ ตัวตนได้ถึงเพียงนี้ น้อมกราบขอบพระคุณพ่อท่าน ที่ยึดอายุเพื่อลูกๆ เพื่อศาสนา (ลูกเพิ่งได้พบพ่อท่านเมื่อ พ.ย. ๖๒)มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยน้อมสำนึกในพระคุณยิ่งเจ้าค่ะพ่อท่าน พ่อครูว่า...การเสียสละตัวตนนี่นะ ตัวตนคืออะไร ภาษาบาลีว่า อัตตา ตัวตน คือ อัตตา คือตัวเรา รวมทั้งหมดเลยคนเราเนี่ย พระพุทธเจ้าสรุปลงที่คำว่า ยึดตัวตน ยึดเป็นตัวเรา ศัพท์ท่านพุทธทาสแปลให้ถึงสะใจเลยว่า ตัวกู ตัวตน มันยึดตัวเรา ยึด หลงตัวเอง ไม่เข้าใจมันไม่รู้เรื่องง่ายๆ คนหลงตัวไม่รู้เรื่องง่ายๆ คนยิ่งมีความเก่ง ยิ่งมีความรู้เฉลียวฉลาด สามารถอีก ก็จะหลงตัว หลงตน หลงความเก่ง หลงความรู้ หลงความสามารถของตน มันเป็นสัจจะของมัน กิเลสมันจะซ้อนอย่างนี้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน