651209 นักข่าว ThaiTribune สัมภาษณ์พ่อครูเรื่องน้ำท่วม เรื่องการเมือง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

นักข่าว ThaiTribune สัมภาษณ์พ่อครูเรื่องน้ำท่วม ,เรื่องการเมืองไทย

คุณฝน(กฤตติยา โพธิ์รัศมี Krittiya Porasamee) เป็นผู้สื่อข่าวของนสพ.ออนไลน์ Thai Tribune ) เป็นลูกศิษย์ของอ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เดินทางมากับคุณตุ้ยเจ้าของวังรีกรีน วังรีรีสอร์ท หลานคุณป๋อง พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร มาขอสัมภาษณ์พ่อครู เช้า 9 ธันวาคม 2565 อ่านคำสัมภาษณ์ได้ที่ https://www.boonniyom.net/52616.html

นักข่าว…ฝนอยากมาเรียนสัมภาษณ์พ่อท่านในบรรยากาศทั่วไปหลังน้ำท่วม พ่อท่านห่างจากเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่นานใช่ไหมคะ เป็นอย่างไรบ้าง และอยากจะให้พูดไปถึงสถานการณ์บ้านเมืองนิดนึง รัฐบาลนี้ก็มาจากพ่อท่านช่วยทำให้เกิดรัฐบาลนี้มา บริหารงานก็เกือบจะครบเทอมแล้ว แล้วก็กำลังจะมีการเลือกตั้ง ก็อยากจะให้พ่อท่านช่วยประเมิน วิเคราะห์นิดนึงด้วยคะ

พ่อครู…เอาเป็นประเด็นๆนะ

นักข่าว…หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมบ้านราชฯ เราทำอะไรบ้าง ฝนทราบมาว่าเสียหายเยอะ อยากจะให้พ่อครูท่านพูดถึงความเสียหาย และประเมินนิดนึงว่า เราจะต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมเท่าไร อย่างไงคะ

พ่อครู…มันเสียหายปีนี้น้ำท่วมมากและนาน มากคงเป็นความเสียหายพืชพันธ์ธัญญาหาร ต้นหมากรากไม้เสียหาย แน่นอน บ้านช่องเรือนชานเป็นบ้าง ทรุดโทรมเสื่อมไปบ้าง แต่ไม่ก็ไม่ถึงกับตายเหมือนผลหมากรากไม้ ต้นหมากรากไม้ตายเหลือต้นไม้ที่ทนได้ ต้นไม้ที่ทนน้ำได้อย่างเก่งเท่านั้นที่เหลือ สรุปแล้วต้นไม้ที่มีเหลืออย่างเก่งในจำนวน 100% มันตายไปสัก 80% ต้นไม้ที่เหลืออยู่คือต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ที่อึดน้ำจริงๆ แม้ต้นไม้เล็กที่เก่งจริงๆ นอกนั้นต้นไม้ใหญ่ที่มันทนน้ำจริงๆอยู่ได้ ซึ่งต้นไม้ใหญ่ที่ทนน้ำได้จริงๆนี่ ก็กินมันไม่ได้เลย อาศัยได้ก็ตัดเอาต้นมาทำไม้เท่านั้นเอง ซึ่งเราก็ไม่ได้ทำเท่าไร เราก็

อ่านต่อ

ไม่ได้ตัดต้นไม้มาทำอะไรเท่าไร นานๆเราจะตัดเอาต้นไม้เอาไม้มาทำอะไรสักที ส่วนไม้เราก็ไปซื้อหามา เราไม่อยากตัดต้นไม้ของเรา เอาไม้มาทำอะไรต่ออะไร ทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยตัดต้นไม้เราเองใช้ เราเลี้ยงให้มันใหญ่เท่าที่สมบูรณ์จริงๆแล้วก็อยู่ในภาวะที่เราเห็นควรจะตัดมันมาใช้ได้ ถ้ามันไม่ต้องตัด มันจะใหญ่ไปเท่าไร เราก็ชอบ ต้นไม้ยิ่งใหญ่ ยิ่งโอ้โห มโหฬารเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะเราไม่อยากตัด เพราะงั้นเราก็ไม่ค่อยตัดต้นไม้ของเราเองออกมาใช้ เราจะใช้ซื้อหาจากที่อื่นมาใช้เท่านั้น สรุปแล้วเราก็ 1.เหลือแต่ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้กิน 2.ต้นไม้มันก็กินได้ด้วย กินดอกกินผลมันหมด สรุปอีกทีมันอดอยาก มันร่อยหรอสิ่งที่จะกิน กินนะ ใช้เราก็ใช้ไม้นะ เราไม่ค่อยจะตัดหรอก กินนั่นแหละเป็นเรื่องหลัก มันก็หมดเรื่องที่จะกิน

แต่เราอยู่ได้ เราไม่ได้หนี พวกเรานี่ไม่หนี ที่ไม่หนีเพราะว่าเรา แม้ไม่มีอะไรจะกิน เราก็อยู่ได้ ประเด็นนี้แหละเป็นประเด็นที่ประเสริฐที่สุด เราไม่มีอะไรจะกิน เราก็อยู่ได้ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สุด ทั้งๆที่เราไม่กินปลา ไม่กินเนื้่อสัตว์ น้ำท่วมมันมีปลา เราก็ไม่กิน ไม่กินเนื้อสัตว์ใดๆ เรากินแต่พืช

เรามีพืชกิน เพราะระบบสาธารณโภคี นี่คือประเด็นที่ยิ่งใหญ่ สาธารณโภคีคืออะไร ยังกระจายความกัน คนเข้าใจยาก เพราะมันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่มันเป็นจิตวิญญาณที่เป็นสาธารณะจริงๆ จิตวิญญาณที่ไม่มีตัวกูของกู จิตวิญญาณที่มันเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ มาเป็นหนึ่งเดียว นี่อธิบายมาป็นหนึ่งเดียวมันแคบ แต่แยกมาขยายผลแล้วมันกว้าง ในความกว้างนี้มหาศาล แต่ในความกว้างมหาศาลมันมีหลากหลายนี่ เป็นหนึ่งเดียว One For All , All For One นี่มันสุดยอด และเป็นสภาพจริงของจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ได้ฝึกฝนตามระบบของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นไปได้จริงๆเช่นนี้ อันนี้คือจิตเกิดจริงเป็นจริง เป็นความไปได้จริง ความรู้จริง ความรู้สึกจริง ความเป็นจิตวิญญาณทั้งหมดจริง จิตวิญญาณมีแบ่งแยกออกเป็น 2 อย่างเท่านั้น เป็นรูปกับนาม หรือเป็นสภาพที่ ยึดกับวาง 2 อย่าง มันครบหมดเลย ในสภาวะ 2 ซึ่งในมหาศาลทุกอย่างในโลกนี้ ในความจริงทั้งหมดนี้ ต้องศึกษาความรู้ 2 เท่านั้น แต่เทวะนิยมหรือตะวันตก ในความรู้ของตะวันตกเป็นโลกีย์ทั้งหมด แยก 2 ไม่ออก ไม่รู้ความรู้ 2 เขารู้ความรู้ 1 เท่านั้น

ความรู้ 2 คืออะไร ความรู้ 2 คือ ความมี กับ ความไม่มี ความรู้ 1 คืออะไร แล้วแต่ผู้ที่เป็นประธานจะเห็นอะไรควรว่าจะเป็นอันนั้น จะเป็นอันศูนย์หรือจะเป็นอันมี เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยาก

นักข่าว…ถ้าจะให้พูดแบบคนทั่วๆไปเข้าใจง่ายๆ บัญญัติคำศัพท์สาธารณโภคี แบบสั้นๆง่ายๆ ฝนควรจะใช้คำว่าอย่างไงคะ

พ่อครู…ไม่มีตัวตน ทุกอย่างเป็นของกลาง เป็นของส่วนรวม เป็นของหนึ่งเดียว ถ้าเป็นครอบครัวก็เป็นของครอบครัวเดียว คนอีกล้านๆๆคนเป็นพี่น้องกันหมด ถ้าพูดให้ง่ายๆ เป็นพี่น้อง คำนี้ไม่ใช่พี่น้องธรรมดานะ ต้องกระเป๋าเดียวกันจริงๆเลย พี่น้องกงสีจริงๆเลย ถ้าใช้ภาษาจีน ไม่ได้แยกออกไปเลย อยู่ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน กินร่วมกัน ได้ร่วมกันอยู่ตรงนี้

นักข่าว…ต้องใช้วิธีการแบบนี้ถึงจะรอดไหมคะ เราจะรอดทุกสถานการณ์ ใช่ไหมคะ

พ่อครู…รอด ใช่ ทุกสถานการณ์

นักข่าว…ซึ่งทางสันติอโศก ทำได้

พ่อครู… ทำได้ เป็นได้ ทดลองมา ฝึกฝนมาแล้วเห็นจริงว่าไม่ใช่แค่ทดลอง เอาจริง เป็นจริงแล้วจึงจบ

นักข่าว…โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา

พ่อครู…สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาคืออันนี้เลย ท่วมมาก็คือสาธารณโภคีอย่าง ที่พูดไปแล้วเมื่อตะกี้ เราไม่มีอะไรจะกินเลย แล้วเราไม่กินปลา เรามีแต่ปลา เราก็ไม่ได้หนีจากนี่ เราก็อยู่บนน้ำนี่แหละ แต่เราไม่อดอยาก เพราะสาธารณโภคี พี่น้องของเราอยู่ข้างนอกทั้งหมด ส่งมาให้กิน เพราะเขาน้ำไม่ท่วม เขาสร้างได้ อยู่ อุดมสมบูรณ์อยู่เขาก็ส่งมาให้กิน เพราะในที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าน้ำท่วมตรงนี้ น้ำตรงนู้นก็ไม่มี ถ้าน้ำตรงนี้ไปตรงนู้น มันก็ไปมีตรงนู้น ไม่มีตรงนี้ ก็เท่านั้นเอง

ในโลก มีกับไม่มี แล้วมีกับไม่มีนี่ เกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเกื้อกูลกันเสมอ ผู้มีช่วย ผู้ไม่มี ผู้รวยช่วยผู้จน จนกระทั่งผู้จน มาจนเลย แล้วก็สร้างคนจนนี้เป็นคนจน พิเศษ คนจนวิเศษ พิเศษจนวิเศษ คืนจนขยัน แต่ไม่สะสม ในคำสอนของพระพุทธเจ้าในวรรณะ 9 ข้อสูงสุด สุดท้ายคือ อปจยะกับวิริยารัมภะ นี่เป็นคู่ 2 ตัว 2 อย่าง 1.ไม่สะสมเลย 2.ขยันสุดขยัน ขยันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นขยันและสร้างสรร แล้วสร้างสรรอย่างคนจริง คนดีด้วย สร้างสรรสิ่งที่ดี ไม่ใช่สร้างสรรสิ่งที่ไม่ดี เช่น จะสร้างอาวุธฆ่าคน ไม่สร้าง สร้างที่เป็นอบายมุข สร้างที่เละเทะไม่สร้าง สร้างที่เป็นพิษเป็นภัย ไม่สร้าง สร้างแต่สิ่งที่ดีกับขยัน

นี่คือบุคคลที่ 1.ขยัน 2.มีปัญญา สร้างสิ่งที่ดี 2 ตัวนี้สูงสุดในความเป็น ผู้เจริญ และผู้ที่ไม่สะสม แล้วขยัน เป็นผู้สูงสุดในการมีประโยชน์คุณค่าต่อ มนุษยชาติ ตัวเองศูนย์ ตัวเองไม่สะสม แต่ตัวเองขยันสร้างสรร สร้างแต่สิ่งที่ดี อย่างที่กล่าวแล้ว มันก็มีแต่แจกให้แก่ผู้อื่น นี่คือเศรษฐศาสตร์สูงสุด จบแล้ว Absolute Utimate ไม่มีเลิศกว่านี้อีกแล้ว เศรษฐศาสตร์เลิศที่สุด จบมีหนึ่งเดียว ไม่มีอะไรสูงกว่านี้อีกแล้ว นี่เศรษฐศาสตร์หมดจบ แล้วชาวอโศกทำได้ จึงอยู่รอด ทุกวันนี้ก็อยู่ รอด

นักข่าว…รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดกี่ไรคะ

พ่อครู…พันกว่าไร่

นักข่าว…แล้วน้ำท่วมสูงเท่าไรคะ

พ่อครู…สูงประมาณ 5 เมตร บางทีกว่า 5 เมตร แล้วแต่บางที บางที่กว่า 5 เมตร บางที่ 3 เมตร บางที่ 2 เมตร ค่าเฉลี่ยก็คือ 5 เมตรทั่วไป

นักข่าว…ยาวนานไหมคะ

พ่อครู…2-3 เดือน

นักข่าว…ก็คือการใช้เศรษฐศาสตร์แบบที่

พ่อครู…พิสูจน์มาหลายปี หลายนาน อาตมาทำงานมา 50 กว่าปี พิสูจน์มาตลอด เป็นสาธารณโภคีมาตลอด อาตมาบวชมา ทำงานแบบนี้มาอยู่ในชุมชน สร้างชุมชนตั้งแต่บวช 3 ปีก็เริ่มมีชุมชนแล้ว แล้วมีชุมชนก็มีสาธารณโภคีมา ตลอด เป็นหนึ่งเดียวกันมาตลอด แล้วก็อาศัยระบบสาธารณโภคี สภาพสาธารณโภคีนี้แหละเลี้ยงตน อาตมาจึงได้พิสูจน์จนมาถึง 50 กว่าปีว่า มันเป็นเศรษฐศาสตร์ที่เกิดเศรษฐกิจ ที่มนุษย์พึ่งได้ มนุษย์อยู่กันอย่าง ดีที่สุด อบอุ่นที่สุด สบายที่สุด ขอใช้คำว่า สุขที่สุด

นักข่าว…ท่านคะ 3 เดือนนี่น้ำเอาไปหมดเลย

พ่อครู…เหลือแต่ต้นไม้ใหญ่

นักข่าว…ต้องใช้เวลาอีกเท่าไรที่จะสร้างให้กลับมา

พ่อครู…อันนี้เรากำลังทำอยู่ มันเริ่มตั้งแต่ใช้เวลาพืชที่โตสามารถที่ใช้หรือกินได้ ใช้ประโยชน์คือกินนั่นแหละ อย่างน้อย 10 วัน 5 วันก็เล็กเกินไป พืชประมาณ 10 วันขึ้นไป ที่เหลือก็เก็บกินไปเรื่อยๆ ก็มีพืชที่จะ 15 วัน 20 วัน 1 เดือน 2 เดือน 5 เดือน 8 เดือน ปีนึงอะไรก็แล้วแต่ มีสารพัดเรื่อยไปเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ มันอยู่ในสภาพที่เราถูกน้ำท่วมพึ่งจะเสร็จไปจริงๆ กำลังบูรณะ ปฏิสังขร กำลังปลูก กำลังเสริม ก็เก็บกินไปเรื่อยๆไอ้พืชไหนที่เราจะเหลือไว้ให้มันโตให้มันอยู่หลายนานวันนานเดือนหน่อยก็เก็บปลูกรักษาไป อะไรกินได้ก่อนก็กินไป อะไรที่มันขาดมันแคลนคนอื่นก็ส่งมาช่วยทดแทน มันไม่ขาดแคลน เพราะมันมีน้ำใจไหลรินมาเรื่อยๆ มันรู้กัน เราขาดแคลนอันนั้นอันนี้ เขาก็จะสอดส่อง ก็ยิ่งเดี๋ยวนี้สื่อสารมัน globalization มันไม่มีปัญหาอะไรเนี่ย มันฟ้าบ่กั้น มันทะลุ ทะลวง มันเห็นหมดเลย มันรู้หมดเลย ตับไตไส้พุงมันเห็นกันหมดแล้วทุกวันนี้ เพราะงั้นถึงไม่มีปัญหาอะไร พอรู้ว่าอ๋อ คนนี้ขาดแคลนอันนี้ คนนี้ควรช่วย แล้วมันมีน้ำใจที่ช่วยกันจริงๆ แล้วมันมีสิ่งที่จะช่วยด้วย เพราะฉะนั้นมันจึงเลื่อนไหลไปเป็นการสะพัดที่เศรษฐกิจนี่ เรื่องของหลักเศรษฐกิจมันจึงเลื่อนไหลมาสู่ มันสะพัดมาจากที่สูงมาหาที่ต่ำ ตามธรรมชาติไปหมด อย่างไม่ขัดข้อง

นักข่าว…ถ้าอย่างนั้นเราก็ ถ้าจะพูดจริงๆก็เราไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต เพราะเรามี ที่อื่นๆ มีเครือข่าย ที่ช่วยเหลือกัน

พ่อครู…พูดถูก เราไม่เกิดการอับจน สาธารณโภคีจะเกิดสภาพในทุกอย่าง ในโลกมันจะมี 2 อย่าง ที่หนึ่งร้าย ที่หนึ่งดี ที่ใดเกิดวิฤติ อีกที่หนึ่งจะไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา ก็มาช่วยที่วิกฤติ ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าจะมาช่วยได้ก็จะต้อง คนนี้ต้องมีน้ำใจ แต่โดยหลักของกิเลส คนรวยไม่ได้มาช่วยคนจน มันขี้เหนียวมันเห็นแก่ได้ แล้วมันจะเอาเปรียบอยู่อีก ตลอดอยู่อีกไม่มีจบ อย่างนี้ต่างหากที่มันเลว คนรวยนี่เลว พูดดังๆด้วย อาตมาพูดหนักๆเน้นๆด้วย ด่าให้แรงๆ คนรวยนี่มันเลว จริง อาตมาพูดไม่กลัว เอาปืนมายิงก็ยิง กฎบ้านกฎเมืองก็มีอยู่แล้ว มายิงก็ต้องต่อสู้กับคดีไป

นักข่าว…อย่างนั้นเรื่องของภาวะน้ำท่วมก็ไม่น่าเป็นห่วง

พ่อครู…ไม่ห่วง เพราะว่าเราไม่กลัวธรรมชาติ ธรรมชาติไม่รู้เรื่องหรอก มันจะท่วมเรา มันจะทำร้ายเรายังไงๆธรรมชาติมันก็ทำไป มันจะมีสึนามิมาตรงนี้ หรือแผ่นดินไหวตรงนี้ เราก็ห้ามมันไม่ได้หรอก ถ้าแผ่นดินไหวอะไรมันหุบเราตายก็ตาย คนเหลือก็เลี้ยงดูกันต่อ ดูแลช่วยเหลือกันไปเท่านั้นเองมันไม่มีอะไร

นักข่าว…ถ้าอย่างนั้น สถานการณ์โดยทั่วไปโอเค วัดไม่น่าห่วงแล้ว สถานการณ์ทั่วไปของสังคมประเทศ พ่อท่านห่วงอะไรบ้างไหมคะ

พ่อครู…ไม่ห่วงอะไร เพราะว่าอาตมาอยู่ 1.ในระบบวิธีเป็นอยู่ 2.จิตวิญญาณเป็นประธานเลย จิตวิญญาณไม่เห็นแก่ตัว จิตวิญญาณเกื้อกูลกันอื่นๆ ทุกวันนี้พอลงน้ำลด เราก็ปลูกกินปลูกใช้ด้วย ยังไม่พอเรายังปลูกเผื่อแผ่คนอื่นต่อไปนะ ถนนนี่เราปลูกถนนไม่ใช่ที่ของเราหรอก ยาวไกลไปเท่าไหร่ เราก็ปลูกพืชพันธุ์ที่มนุษย์ย่านนี้เขากินกันปลูกไปปลูกไป มะละกอเขากินกันเป็นหลักเลย มะเขือ พริก ตะไคร้ ข่า อะไรก็แล้วแต่ ปลูกไปได้ก่อน อะไรก่อนก็ปลูกไป นี่เราก็ลงมือปลูกไม่ได้หยุดหย่อน มีเวลาทำก็ทำกัน ไอ้ที่ปลูกในนี้ เราก็ปลูกกันพอกินพอใช้ ที่อื่นก็ช่วยกันอยู่แล้ว ไอ้นี้เราก็ปลูกต่อไปไม่ได้หยุดหย่อนเหมือนกัน เราช่วยตัวเองก็ช่วย ช่วยผู้อื่นก็ช่วยไปในตัวไม่ได้พักเลย

นักข่าว…ถ้าพูดไปถึงเรื่องทั่วๆไปเรื่องการกินการอยู่ไม่ไม่ค่อยห่วง แล้วพูดไปถึงสถานการณ์การเมืองล่ะคะ

พ่อครู…การเมืองถ้ามาเรียนรู้ธรรมะ มาเข้าใจเรื่องสาธารณโภคี มาเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจแบบคนจนนี่แหละดี คนรวยนี่แหละเก๊ ในหลวงท่านไม่ปากจัดเหมือนอาตมา ท่านก็ว่ามาเป็นคนจน ท่านไม่ว่าคนรวย ท่านว่าเขาไม่ได้ ท่านอยู่ในฐานะของในหลวง แต่อาตมามันอยู่ในฐานะคนพื้นๆคนปกติ คนสามัญไม่มีเกียรติ ไม่มียศ ไม่มีอำนาจไม่มีอะไร อาตมาก็พูดไปได้เต็มที่ตามธรรม พูดไปเต็มที่ ไม่ใช่พูดไปเละๆเทะๆ พูดไปตามธรรม อาตมาก็พูดธรรมะเต็มที่เลย อะไรดีก็ว่าดี อะไรชั่วก็ว่าชั่ว อะไรควรด่าก็ด่า อะไรควรชมก็ชมเต็มที่ เพราะงั้นถ้าเผื่อว่าการเมืองเนี่ย คนที่ทำงานการเมือง มาเป็นนักธรรมะ ได้มีนักธรรมะที่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆเลย ที่เป็นโลกุตตรธรรม เป็นพระอรหันต์ว่างั้นเถอะ ก็เรียบร้อยนะสิ สบาย

นักข่าว…ปัญหาก็คือ เขาไม่เป็นนะสิคะ

พ่อครู…เป็น คนไทยอย่าไปดูถูก เมืองไทยจะเป็นก่อน ที่อื่นยังไม่มีรู้เรื่อง ตำราเทวนิยม ตำราตะวันตก ไม่มี ที่ไม่มีศาสนาพุทธและโลกุตระด้วย แม้แต่ในศาสนา พุทธ เถรสมาคมก็ไม่มีโลกุตระ มีในอโศกนี่ นี่พูดดังๆเลย ไม่ได้กลัวเถรสมาคมกลัวมาทำอะไรเลย ไม่กลัวโกรธด้วย จะโกรธก็เรื่องของคุณ คุณทุกข์เอง คุณโกรธอาตมาคุณทุกข์นะ อาตมาไม่เกี่ยว คุณโง่เอง คุณโกรธคุณก็โง่เอง คุณก็ทุกข์ ไป ถ้าคุณจะมาทำร้าย ทำร้ายคุณผิดกฎหมายด้วย มันผิดกฎหมายแล้วผิดธรรม มาทำร้ายอาตมามันก็บาปก็มี ไม่ใช่บาปน้อยๆนะ ไม่ได้ขู่นะ ทำร้ายอาตมาบาปนี่มากนะ

เพราะฉะนั้นสรุปแล้วถ้านักการเมืองนี่ มาสนใจ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เมืองไทยนักการเมือง นักบริหารนี่ มันสืบทอดกันมา มันต่อเนื่องกันมา มันไม่ขาดสาย กันมา เพราะฉะนั้นเรื่องไทยมีนักบริหารสูงสุดคือ พระเจ้าแผ่นดิน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ระดับที่ 1 และ 2.รัฏฐาธิปัตย์ของมวลประชาชน มันจะมี 2 อัน เพราะฉะนั้นโลกของความเป็นชีวะของมนุษยชาติมันจะมี 2 เสมอ ขาดอันหนึ่งอันใดไม่ได้ บกพร่องอันหนึ่งไม่ได้ เกื้อกูลกัน 2 จะเกื้อกูลกันเสมอ

เพราะฉะนั้นประชาชนกับกษัตริย์ จะต้องเกื้อกูลกันเสมเลย จึงเรียกว่าราชประชาสมาสัย ราชกับประชานี่ อาศัยกันเกื้อกูลกัน ที่ประชาชนจะช่วยกษัตริย์ ที่กษัตริย์จะช่วยประชาชน ต่างช่วยกันอยู่อย่างนี้แหละ มันก็จะมี ที Who ที IT อยู่อย่างนี้แหละ มันจะเป็นธรรมชาติอย่างนั้น อันนึงลบอันนึงบวก อันนึงพร่องอันนึงเต็ม อะไรอย่างนี้ อันนึงมีอันนึงไม่มี ย่อสั้นสุดคืออันนึงมีอันนึงไม่มี ไม่มีน้อยที่สุดกับมี ย่อไปอย่างละเอียดก็ไม่มีที่น้อยที่สุด ไม่ใช่ไม่มี มีน้อยที่สุดกับไม่มีเลยเท่านั้นเอง สุดท้ายใช้ภาษาได้เท่านี้ ก็ช่วยกัน คนมีก็ช่วยคนไม่มี แต่คนมีไม่ช่วยคนไม่มีนี่สิ ใจดำ มีมากด้วย แล้วมากแล้วไม่พออีกต่างหาก ดูดีดูดี ไอ้นี่ยังชั่วไม่เสร็จ พวกนี้พวกชั่วไม่เสร็จ บาปไม่จบ พวกนี้ทำบาปจบ แต่เขาไม่รู้ มันไม่รู้จะไปโทษเขายังไง เขาไม่รู้ ได้แต่ด่าอย่างเดียว ด่ามันก็ไม่รู้เรื่อง เพราะมันโง่ พวกนี้ด่าก็ไม่รู้เรื่อง พวกรวยๆคนด่ารวยๆ 1.คนโกงก็ตาม ด่าไม่รู้เรื่อง 2.คนรวยก็ตาม ด่าไม่รู้เรื่อง 3.คนติดยึด ยึดอะไรก็แล้วแต่ ยึดวัตถุยึดความรู้ ยึดยกย่องสรรเสริญ ยึดสุข พูดกันไม่รู้เรื่องหรอกพวกยึด

สรุปแล้ว ภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้าสูงสุดคือการ ยึดมั่นถือมั่น อุปาทานศัพท์ เป็นภาษาวิชาการ อุปาทานยึด เพราะคนไหนรู้จักความยึด โอ้ แล้วเลิกเลยอย่าไปยึดเลย คนนั้นเริ่มเจริญ เมื่อไม่ยึดอะไรหมดเลย คนนั้นเจริญสุดเลยเป็นอรหันต์ เมืองไทยเราเนี่ย คนเข้าใจอรหันต์ยังไม่ได้ อรหันต์มีตั้งแต่อรหันต์โสดาบัน อรหันต์สกิทาคามี อรหันต์อนาคามี อรหันต์ในอรหันต์ และยังมีสูงกว่านั้นคืออรหันต์โพธิสัตว์ ไปสูงกว่านั้นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสูงสุด นี่เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาเรียนรู้และปฏิบัติจริง

อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆไปหา 8 เรื่อยๆ ถ้า 9 ก็เป็นพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นนิยตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ที่เข้าโรงเรียนเป็นพระพุทธเจ้าสำเร็จแล้ว สอบเอ็นทรานซ์เข้าไป 3 ระดับสุดท้าย นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ และพระพุทธเจ้า อาตมาอยู่ 1 ใน 3 เส้า อยู่ในโรงเรียนนี้ อยู่ใน Cyclic order นี้ อยู่ในวงวน 3 เส้านี้ 3 เส้าชนิดที่ไม่ตกต่ำแล้วเป็นธรรมดา ยังไงยังไงก็ไม่ตกต่ำแล้ว จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนว่างั้นเถอะ แต่เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ เหตุปัจจัย

ถ้าผู้บริหารปกครองหรือนักการเมือง มาเรียนรู้วิชาการของพระพุทธเจ้า ต้องใช้คำว่าวิชาการของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถม มาจนกระทั่งมาถึงมัธยม มาถึงมหาลัยเลย ถ้ามาเรียนธรรมะอย่างนี้จริง ก็จะเป็นจริง แต่ทุกวันนี้ ในคนไทย มีพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 นี่ได้บริหารถ่ายทอดไปโดยรูปธรรม 70 พรรษา เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งการศึกษา ทั้งมีการถ่ายทอด มีการซึมซับ มีการ osmosis ไว้ในมนุษย์ จึงมีมนุษย์พวกนั้นบริหารตาม

อาตมาไม่ไปแย่งนักการเมือง ไม่ทำงานการเมือง อาตมาจะทำงานธรรมะอย่างเดียว จนตายก็ธรรมะอย่างเดียว ไม่ไปทำงานการบริหารการเมือง อาตมาบริหารแต่พวกนักธรรมะ ที่มาอยู่ในชาวอโศกนี่ เพราะการบริหารของอาตมา เป็นการบริหารที่ไม่เหนื่อยเท่าในหลวง ร.9 อาตมาบริหารโดยไม่ต้องบริหาร พูดอย่างเดียว อธิบายธรรมะอย่างเดียว ไม่ต้องบริหาร อธิบายธรรมะใครเข้าใจก็เอาไปทำ แต่ในหลวงต้องลงมือทำ ต้องคิด ต้องจับมือสร้างต้องพยายามทำ เขียน ทำอะไรต่ออะไร ท่านก็ต้องทำ เพราะท่านอยู่ในฐานะรูปธรรม ท่านก็ทำไปจน 70 ปี แล้วมีของจริง ทำไปแล้วไม่ใช่ว่ามันเสียผล ไม่เสียผล

จึงมีผู้รองรับ จึงมีผู้รองรับได้เรียกว่าดำเนินตามศาสตร์พระราชมาตลอด จึงใช้ศัพท์นี้ เดินตามรอยศาสตร์พระราชามาตลอด เพราะมีความจริงตลอด

นายกฯตอนนี้เป็นผู้ที่ถือว่าสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายกฯ ไม่ใช่ซ้อนมีประธานาธิบดี และก็มีนายกฯ ไม่ใช่ ไม่อยากอธิบายว่ามีประธานาธิบดี ซ้อนนายกฯ หรือประธานาธิบดีไม่มีนายกฯ ไม่อยากอธิบายต่อแล้วมันจะยายไป เอาประเทศไทยเท่านั้นก่อน เป็นตัวอย่างแก่โลกเขา เพราะลักษณะของโลกมันจะต้อง 2 คือ มีกษัตริย์กับประชาชน แต่มีแต่กษัตริย์ หรือมีแต่ประชาชน อย่างสหรัฐ เป็นตัวอย่างมีแต่ประชาชน ไม่มีกษัตริย์ เสร็จแล้วเลือกประชาชนนั่นแหละมาเป็นกษัตริย์ เป็นการมุกกันขึ้นมา ตัวตลกสมมุติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สมมุติเป็นพระราชาขึ้นมาเฉยๆ ใส่เครื่องทรงขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้มีทศพิธราชธรรม ไม่ได้มีกฎมณเฑียรบาลอะไรขึ้นมา เป็นรากฐานอะไรเลย

กฎกฎมณเฑียรบาลหมายความว่าหลักธรรมที่ของประยูรญาติของกษัตริย์นี่ ต้องศึกษา ต้องฝึกฝนเรื่องกฎมณเฑียรบาลทุกคนที่เตรียมพร้อมที่จะต้องมีคุณธรรมที่ศึกษาเล่าเรียนเพื่อมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินทุกองค์ เพราะตลอดในกรอบของกษัตริย์ ภาพยนตร์ระยะทั้งหมดต้องศึกษาตามตำรากฎมณเฑียรบาล หรือจะต้องมีทศพิธราชธรรมให้ได้ น้อยหรือมากก็แล้วแต่ มากสุดก็ดีสุด ต้องทำ ใช้กรอบบังคับเลย ต้องทำ จึงมีผลจริง เป็นกษัตริย์หรือพระประยูรญาติที่มีคุณธรรมนี้จริง จึงเป็นคนจริงของในโลก แต่ในระบบประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ มัน ไม่มีทศพิธราชธรรม มันไม่มีกฎมณเฑียรบาล มันไม่มีอะไรบังคับให้เขาต้องศึกษาเป็นคนดีคนที่มีคุณธรรม มันไม่มี ง่ายๆมันไม่มีทศพิธราชธรรมได้เลย อยู่ดีๆจะไปคว้า ซื้อเอาตามห้างขายยา ซื้อเอาตาม ร้านค้า มันไม่มี มันต้องฝึกฝนขึ้นมาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นได้จริง

เพราะฉะนั้นระบบของประธานาธิบดีขาเดียว หรือประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีระบบกษัตริย์ ไม่มีระบบทศพิธราชธรรม ไม่มีระบบกฎมณเฑียรบาล ไม่มีระบบที่จะต้องฝึกฝนเรียนรู้มาตลอด สายกษัตริย์จะต้องเรียนรู้ตลอด ฝึกฝนตนเองมาเพื่อเป็นผู้บริหาร เป็นผู้ใหญ่ในประเทศจริงๆ อันนั้นเขาไม่มี จับใครก็ไม่รู้ เลือกตั้งใช้อำนาจ วิธีการอย่างที่เขาเป็นกันอยู่นั่นนะ มันเป็นตัวปลอม มันไม่ได้เป็นตัวจริง มันก็เป็นเท่านี้ อธิบายแล้วก็ได้เท่านี้ เพราะฉะนั้นประเทศที่มีความสมบูรณ์พร้อม 2 ขา กษัตริย์กับประชาชน ดังที่ว่านี้ จึงเป็นความสมบูรณ์แบบของมนุษยชาติ ณเป็นความสมบูรณ์แบบของความเป็นวิญญาณของมนุษยชาติ อันนั้นเป็นคนพิกปรประชาธิปไตยมันเป็นความสมบูรณ์ของคนพิการ มันจึงไปไม่รอด เพราะฉะนั้น ไม่ต้องพูดมากหรอก ต้องใช้เวลาพิสูจน์ นาน แต่ตอนนี้ก็เห็นผลแล้ว

ประชาธิปไตยเป็นตัวที่เขาเข้าใจว่าเขาเป็นผู้ที่เจริญที่สุดของประชาธิปไตยตาม ระบบที่เขาเข้า เขาเชื่อถือประชาธิปไตยคืออิสระเสรีภาพ เด็ดเดี่ยว อิสระเสรีภาพของเขามันเลยเถอด สุดโต่งไป อิสระเสรีภาพที่ไม่มีคู่ อิสระเสรีภาพที่ไม่มีตัวช่วย อิสระเสรีภาพที่โดดเดี่ยวเลย หลุดลอยออกไปไม่มีตัวช่วยเลย เขาไม่เข้าใจธรรมชาตินี้ ธรรมชาติทุกอย่างถ้าอันเดียวเน่าแล้วสูญสลายเลย มันต้องมีช่วย ตัว 2 มันต้องมีพลังงานบวกลบ มันต้องมีพลังงานเย็นร้อน มันต้องมีคู่ตลอดเวลาเลย ไม่มีอะไรไม่มีคู่ ตั้งแต่ไอสไตล์ค้นพบพลังงาน MC 2 อย่างนี้มาตลอด และในพลังงาน MC 2 อย่าง พลังงานของตัว ไดนามิกซ์ ต้องมีพลังงาน 2 ยกกำลัง ใน 3 เส้า ต้องมี 2 กับ 1 2 กับ 1 ตลอด ต่างเกื้อกูลกัน ถ้า 1 แข็งแรงสุดแข็งแรง กว่า 2 ก็เกื้อกูลกว่า 2 ถ้า 1 ไม่แข็งแรง 2 ก็มาเกื้อกูล 1 โดยไม่การเห็นแก่ตัวทั้งหมดเลย

สรุปลงไม่มีการเห็นแก่ตัวเลย ไม่มีตัวตนเลย ศัพท์คำว่าไม่มีตัวตน อาตมา ไม่มีภาษาจะพูดแล้ว ถ้าคุณมีความรู้ มีธาตุรู้ ที่ต้องสัมพันธ์กับคนอื่น สัมผัสกับอะไรคุณก็รู้นี่ คุณจะต้องไม่มีตัวเอง คุณจะต้องมีคนอื่น ต้องเกื้อกูลเขา คุณเกื้อกูล

เขาไม่หมดคุณก็ยังมีตัวเองอยู่ คุณเกื้อกูลเขาหมด แล้วผู้ที่จะช่วยเกื้อกูลเขาหมดนี่ ผู้นี้จะช่วยได้อย่างไม่มีวันหมดนี่ ไม่มีการหมดตัวหมดตนเลย คนที่ช่วยคนอื่นหมดตัวหมดตนได้ และ จะไม่มีการหมดตัวหมดเลย ยิ่งช่วยเขาหมดตัวหมดตนได้มากเท่าไร คุณยิ่งมีมากเท่านั้น ไม่มีภาษาจะพูดอีกแล้ว

นักข่าว…พ่อท่านกำลังจะบอกว่าการที่การเมือง การที่มองที่ตัวตนของเราน้อย ประเทศชาติก็จะเจริญขึ้นใช่ไหมคะ

พ่อครู…ถูกต้อง ใช่ ถ้ามองที่ตัวตนแล้วมาเป็นตัวตนเราเองน้อยลงเท่าใด แล้วเราก็มีพลังงาน มีความขยัน มีสมรรถนะ ความรู้ความสามารถ ก็เอาความขยัน ความรู้ความสามารถช่วยคนอื่น

นักข่าว…แต่ในสภาพความเป็นจริง ที่การปกครองบ้านเมือง

พ่อครู…ของเมืองไทยมี แต่เมืองอื่นมีความเห็นแก่ตัวมากกว่า เห็นแก่พรรคพวกมากกว่า ที่อื่นนะ พูดอย่างนั้นได้เลย โดยไม่กลัวไม่เกรงอย่างนั้นได้เลย ไม่เกรงใจ ไม่ไว้หน้า พูดอย่างเหมือนดูถูกดูแคลน ประเทศไทยทุกวันนี้ เป็นได้แล้ว มีคุณธรรมสาธารณโภคี มีคุณธรรมของความไม่มีตัวตน ถึงแม้จะมีก็มีน้อยกว่าที่อื่นแน่นอน มีความรู้ความสามารถความเป็นจริงแน่นอน ไม่ใช่พูดปากเปล่า และมีของจริงรองรับ

นักข่าว…พ่อทานกำลังบอกว่าภายใต้การบริหารรัฐบาลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเกิดพ่อท่านให้คะแนนเท่าไรคะ

พ่อครู…ให้คะแนน 70 -80% ขึ้นไปตอนนี้

นักข่าว…ถือว่าสูงมาก

พ่อครู…สูงแล้ว ใช้ได้ ถ้าไม่มีพลังถึง 70-80% ขึ้นไป เอื้อคนอื่นไม่ได้ เพราะอื่นมันมากกว่าเรา เราเป็น 1 อันอื่นมัน infinity ต้องถ่วงกันเพราะเราจะไปช่วยคนอื่นจะต้องมีแรงมาก เพื่อจะถ่วง 1 กับ infinity ได้ ถ้า 1 ไปถ่วง Infinity ไม่ได้ ก็ถูก infinity ดึงลงไปหายไปกับเขาเลย เข้าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าพอดี สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าคือ สามเหลี่ยมที่ว่า สามเส้านี่ ที่เป็นที่มืด สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านี่ที่ เป็นสามเส้าที่ บวกลบกับประธาน ที่เป็นที่มืดที่ไม่มีใครรู้จักเลย ใครเป็นประธาน ใครเป็นบวก ใครเป็นลบ นั่นคือสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า นี่ใช้ภาษาศัพท์เรียก รูปธรรมก็มี ในแดนในที่มืด ไม่สามารถพูดอะไรรู้เรื่องกันได้ เพราะพูดอะไรไม่รู้ เรื่องกันแล้ว สามเหลี่ยนนั้นหรือกลุ่มที่นั่น แห่งนั่นคือที่ๆคนโง่อยู่ด้วยกันทั้งหมด ทีนี้คนโง่ที่อยู่ด้วยกันทั้งหมดเนี่ย แบ่งออกไปเป็นสามเส้า นี่เป็นการอธิบายโดยความรู้ แต่ถ้าอธิบายโดยความรู้ไม่ได้มันก็จะเป็นสามเส้าที่ ต่างก็สามเส้าซ้อนทะเลาะกันอยู่ในนั้นทั้งหมดเลย ร้อนมากเดือดร้อนมาก

นักข่าว…ถ้าเกิดเปรียบจะเรียกว่าอะไรคะ คือไม่ใช่เปรียบเทียบนะคะ ถ้าพูดถึงสถานการณ์การเรียกร้องทั่วๆไป ที่เห็นอยู่ที่เป็นข่าวทุกวันนี้ เสียงเรียกร้องพวกนั้น ที่ไม่รู้จักจบ ที่ไม่รู้จักความพอดีอยู่ตรงไหน ตรงนี้จะเปรียบเทียบตรงนั้นคือสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าใช่ไหมคะ

พ่อครู…ใช่ แต่มันเป็นสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าที่มีชีวิต มันจึงออกบทบาทมาด้วยความโง่ ความโง่มันจะไปรู้เรื่องอะไรมันก็ทำลายทั้งนั้น ความโง่ม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน