สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7_การตำหนิ) ตอน เขาชมก็อย่าฟูใจ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิ) ตอน เขาชมก็อย่าฟูใจ พรหมชาลสูตร ประเด็นแรก ถ้ามีใครเขาว่าเรา ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องอธิบาย แต่ไม่ใช่แก้ตัว ว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น หรือเราเป็นอย่างนี้ เราไม่ได้เป็นอย่างที่คุณว่าให้ชัดเจน พูดด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีอคติไม่มีอัตตา พูดสัจธรรมสู่เขาฟัง อาตมาก็มีความเข้าใจอย่างนั้น และทำอย่างนั้น แต่วาสนาอาตมามันแรง ภาษาท่าทีลีลามันแรง คนก็เลยอ่านเอาตามอาการ ว่าคนนี้รุนแรง อาตมาก็ยอมรับ ไม่ได้แก้ตัว แต่ยุคนี้มันด้าน จะเอาสำลีไปเช็ดหนามทุเรียน ก็ไม่ได้ผลหรอก ไม่มีทางหมดหนาม แต่สำลีจะยุ่ยหมด มันต้องใช้อีโต้ ถากหนามทุเรียน ตัดเลย ลุยจะให้มันตัดมากเท่าไหร่ถึงเข้า ไม่เหมาะสมกันเลย มันต้องเหมาะสม ตามเหตุปัจจัย อาตมาไม่ได้เข้าใจผิดหรอก ว่าคนทุกวันนี้หนา ด้าน แข็ง ใช้สำลีไม่ได้ มันต้องแรง อาตมาทำตามสัปปุริสธรรม 7 หมู่กลุ่มบริษัทนี้ มันเป็นอย่างไร กิเลสมากน้อยอย่างไรก็ตาม แม้แต่สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ก็ไม่ใช่พูดเล่น หรือจะใช้เป็นได้ง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องสามัญ คำสอนพระพุทธเจ้า ลึกซึ้งซับซ้อน เห็นรู้ตามได้ยาก
ในพรหมชาลสูตร เขาชมก็อย่าฟูใจ เขาติอย่าปิดบัง แต่พูดอธิบายได้ ต้องดูความเหมาะสม ไม่ใช่ยัดเยียดให้เขา ข้อสำคัญ คือเราแก้ตัวแล้วเรามี อัตตาไหม พยายามอย่าให้มีอัตตา อย่าแก้ตัว แต่อธิบายด้วยจิตใจมีเมตตา เกื้อกูล อธิบายกันด้วยดี ไม่ต้องมีกิเลสใส่เข้าไป อย่างนั้นมีในเรา อย่างนี้ไม่มีในเรา อย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด ไม่ใช่เฉยนิ่ง ไม่พูด เขาก็จะไม่รู้ได้ง่ายๆ เดาเอาเอง ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เป็นศาสนา เดา เดาว่าคนไหน เป็นอรหันต์ เดาเอาตามภูมิตนเอง ตนเองก็ไม่เป็นอรหัน ต์แล้วเมื่อไหร่จะได้รู้จักอรหันต์ อย่างที่อาตมายืนยันว่า คนบรรลุธรรมต้องบอก อย่างในโลหิจจสูตรว่าไว้...โลห
อ่านต่อ
ิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้ว ไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่น จัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือน คนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง 600328_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สยังอภิญญาคือผู้สืบสานศาสนา