ฌานวิสัย ภาคปฏิบัติโดยละเอียด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฌานวิสัย ภาคปฏิบัติโดยละเอียด _พ่อครูว่า... มันเป็นวิสัยที่เกินกว่าจะเข้าใจ เช่น ฌานวิสัย เขาเข้าใจไม่ได้ในโลกเพราะเป็น อจินไตย ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้า ส่วนฌานวิสัย ของพวกหลับตาเขาก็ทำได้ แต่ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปหาที่อยู่ปฏิบัติ ไม่ต้องเสียเวลาปฏิบัติ ไม่ต้องเต๊ะท่า ไม่ต้อง ฌานคือ ปฏิบัติ 1. ต้องมีศีล ไม่อย่างนั้นเป็น ฌานไม่ได้ ตามเกณฑ์ของชีวิตเลย คุณต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ ปฏิบัติแล้วต้องเรียนรู้จริงๆว่า สัตว์เดรัจฉานก็ตาม สัตว์ที่เป็นคนก็ตาม สัตว์ที่เป็นคนก็ตาม คุณปฏิบัติแล้ว คุณยังเบียดเบียนเขาไหม คุณยังเอาเปรียบเขาหรือไม่ คุณเสียสละให้เขาได้จริงไหม มันจะรู้ความจริงที่เราเป็นจริงเลย ได้จริงเป็นจริงด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆอย่างจริงใจเลย นี่ อยู่กับคนก็ดี อยู่กับสัตว์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานเราไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ปล่อยให้มันอยู่ตามธรรมชาติของมันก็พอแล้ว อย่าไปยุ่งกับมันมากนัก แค่คนนี้ต้องสัมพันธ์ต้องเกี่ยวข้อง ต้องทำงานร่วมกันยังขาดกันไม่ได้ อันนี้แหละเรียนให้ดีให้จิตของคุณจนกระทั่งบรรลุ มัชฌิมา เรียบร้อย มัชเฌนธรรม เรียบร้อย เป็นอนุปคัมมะ เรียบร้อย คุณก็อยู่กันอย่างสบาย คนที่จะมี ฌาน เอาลักษณะที่ เป็นสิ่งที่จะต้องเอาออกจากฌานให้ได้คือ ไม่มีนิวรณ์ 5 ฌานคือ ไม่มีนิวรณ์ 5 ฌานคือปัญญา ฌานคือญาณ ฌาน คือความรู้ รู้อาการของจิต ที่มันมีตั้งแต่นิวรณ์ 5 อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ไปหมดทุกอัน จนกระทั่งถึงข้อสุดท้าย วิจิกิจฉา สงสัยว่าเรายังมีหรือเปล่า เหลือหรือเปล่า หรือไม่เหลือแล้ว หมดวิจิกิจฉาเลย หมด สะอาดบริสุทธิ์จริง ตรวจด้วยเจโตปริยญาณ 16 ว่าบริบูรณ์ แล้วแข็งแรงตั้งมั่นด้วย เป็น สมาหิโต วิมุติ เด็ดขาด แน่นอน จึงไม่ได้งมงา

อ่านต่อ

ยมืดๆบอดๆ แต่มันสว่างอย่างกระทบสัมผัสอย่างฌานของพระพุทธเจ้า แล้วเป็นสามัญปกติ ไม่ต้องไปหาสถานที่ หาโอกาส หาเวลา เต๊ะท่าสร้าง ต้องนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น มันไม่ใช่ แต่คือการปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละเกิด ฌาน 1 2 3 4 จนกระทั่งได้ฌาน 4 โดยไม่ยากโดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 รู้ขั้นตอนการเป็นฌาน ถามว่าอาตมา ตอนนี้อยู่ใน ฌาน อะไร? .(โยมตอบว่าฌาน 4) พ่อครูว่า..อาตมาอยู่ในฌาน 1 กำลังสาธยายแจกแจงความเป็นจิตเจตสิกต่างๆ จิตวิตก จิตวิจาร เป็นอย่างนี้ รูปนามเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ กำลังอธิบายให้ฟัง เพราะฉะนั้นอยู่ในอารมณ์ฌาน ของวิตกวิจาร แล้วมีปีติด้วย เป็นฌาน 1 แล้วแถมเป็นฌาน 3 ที่เป็นสุข จนไม่มีสุขแล้วด้วย เป็นอุเบกขา ฌาน 3 ฌาน 4 มาอยู่ด้วยกันหมดเลย ไม่มีแม้แต่ ฌาน 3 เป็นสุขก็ไม่มี อุเบกขาหมด รวมหมดเลย จบด้วยเมตตากับอุเบกขา นี่ทำงานอยู่ด้วยเมตตา จิต เป็นอุเบกขา จะบอกว่าอาตมาอยู่ด้วยฌาน 4 ก็ใช่ เมตตา อุเบกขา อยู่ตลอดเลย เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะมีชีวิตอยู่ด้วยเมตตากับอุเบกขา ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย คู่สุดท้ายของบารมี 10 ทัศ นอกจากอรหันต์ที่มิจฉาทิฏฐิ นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ไม่ว่าจะเป็นสายหลับตาหรือลืมตาก็ตาม หลงว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ประเภทที่มิจฉาทิฐิก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นคนที่ 1. จะต้องเป็นผู้ที่มีจิตเป็นอุเบกขาฐานตัวอาศัย 2. จะต้องมีเมตตากรุณามุทิตา กับมนุษยชาติไม่หนีไปไหน เพราะเราก็เป็นมนุษย์คนอื่นก็เป็นมนุษย์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งนั้น เห็นเขามีความทุกข์อยู่ เขาไม่รู้ความทุกข์เขาหลงความสุข ก็เมตตาก็สอนให้เขารู้ความสุขความทุกข์ จนเขาจะต้องใจเข้าใจความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ว่าได้แต่สงสาร แต่ไม่ลงมือช่วย กรุณาคือลงมือกระทำ ลงมือช่วย มีกรณะ ลงมือทำให้เขาพ้นสุข พ้นทุกข์ จนเขารู้จักธรรมะปฏิบัติจนหลุดพ้นไปตามลำดับได้ พ้นความสุขความทุกข์ไปได้ ก็อนุโมทนา มุทิตาจิตด้วย ยินดีด้วยที่ได้ปฏิบัติธรรมแล้วก็มีมรรคผล บรรลุไปตามลำดับ เสร็จแล้วก็ไปอยู่ที่อุเบกขา _สู่แดนธรรม... พระอรหันต์ที่มิจฉาทิฏฐิก็จะอยู่กับอุเบกขาที่ผิดๆ พ่อครูว่า... ดีไม่ดีสุดโต่งพวกนี้อยู่คนเดียวไปผู้เดียว มาคนเดียว อยู่เดียว ไม่นานเลย ประเดี๋ยวก็บรรลุอรหันต์ อย่างนั้นมันโง่ไปอย่างนั้น งมงายอยู่อย่างนั้น ศาสนาพุทธนี้ไม่ได้อยู่แต่ผู้เดียว การไม่มีผู้เดียวหรือไม่มีเพื่อนสองนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสก็สอนไว้ ก็คือจิตไม่มีกิเลสแล้ว นั่นคืออยู่ผู้เดียว แม้จะอยู่ในหมู่สังคมมหาอำมาตย์อะไรต่ออะไรท่านก็ตรัสไว้หมด อยู่ในสังคมอยู่ในที่ที่มีใครต่อใครเต็มที่ ท่านก็อยู่แต่ผู้เดียว มีสัมผัสเป็นปัจจัยทุกอย่างท่านก็อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้เดียวจึงไม่ใช่อยู่ด้วยสภาพข้างนอก แต่นี่หมายถึงข้างในที่เป็นโลกุตรธรรม ไม่ได้เห็นแก่ตัวเลย อยู่ผู้เดียวแต่ทำเพื่อผู้อื่นเพราะไม่มีตัวตน ในพระสูตรนี้ว่าไว้ ... _ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตาอันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง… กลิ่น... จนถึง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ (มโนวิญเญยยา ธัมมา อิฏฺฐา กันตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสัญหิตา รชนิยา) ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง (นันทิสัญโญชนสัง) ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลม แต่ชนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน ๒ เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒ (สทุติยวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล.๑๘ ข.๖๖ พ่อครูว่า... ผู้ที่มีสภาวะแล้วคำที่ยากกว่าจะเข้าใจ คำที่เป็นภาษาไทยเรานี้ก็แปลมาจากสำนวนภาษาบาลี ซึ่งก็เข้าใจได้ ไม่ใช่สำนวนไทยแท้อย่างง่ายๆแต่เข้าใจได้ว่าสภาวะอย่างนี้เรามีนี่นา เราถึงแล้วนี่นา สบายตามนี้แล้วนี่นา เพราะฉะนั้นก็จะรู้ตัวเองได้จริง คนที่ปฏิบัติธรรมได้แล้วไม่รู้จักเวทนา สัญญา สังขาร ไม่รู้จักจิตเจตสิก รูปของตน จนถึงนิพพาน ไม่รู้จริงๆแล้วไม่ง่ายนะที่จะรู้ โดยเฉพาะรู้ตามบัญญัติภาษาพระพุทธเจ้าที่บอกว่าอย่างนี้เยอะแยะเลยละเอียดลออหมด พูดตัวไหนก็ชัด แล้วเราก็มีแล้ว อย่างอาตมานี้สบายพูดตัวไหนก็ชัดเพราะเราก็มีแล้ว ก็พูดอย่างเบิกบานร่าเริงแบบจริงใจ ไม่มีละอายหรือกลัวคนจะจับผิดเห็นผิดอะไร ไม่ต้องเลยเพราะมันถูกหมดมันชัดจริงชัดแจ้งแล้ว ซึ่งอาตมาพูดอย่างนี้ บอกความจริงอย่างเปิดเผย จริงใจทั้งหมด คนไม่เข้าใจไม่รู้จริงก็จะรู้สึกว่าเป็นการคุยตัวโม้แหลกลาญได้เก่งบัญญัติภาษาเอามาพูด ซึ่งอาตมาไม่ได้ไปท่องอะไรมากมายหรอก พยายามอ้างอิงเท่านั้น ที่จริงก็พูดภาษาตัวเอง มาก ภาษาพูดที่อาตมาพยายามพูดนี้ ก็พูดภาษาที่ทำให้พวกเราเข้าใจได้ง่ายๆ แม้คนอื่นๆฟังก็เผื่อแผ่เขาให้ได้เข้าใจ 650718 คนจนมหัศจรรย์ตามหลักจรณะ 15 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 46

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน