จบกิจคืออหันต์สู่ยอดความรู้ของพุทธสุดที่พระพุทธเจ้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
จบกิจคืออหันต์สู่ยอดความรู้ของพุทธสุดที่พระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... ผู้ที่เห็นว่าชีวิตนี้มันต้องเอาเรื่องของธรรมะ ถ้าไม่เอาเรื่องธรรมะ โดยเฉพาะธรรมะที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ธรรมะที่เป็นโลกียะก็ตาม มันก็พาเจริญได้อยู่ในชีวิต ในโลกียะมันก็พาเจริญในชีวิตสามัญก็เป็นไปได้ แต่ยิ่งเป็นโลกุตระแล้ว มันเจริญถึงขั้นรู้แจ้ง รู้จบ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ อันนี้มันเป็นสุดยอดของพระพุทธเจ้าที่ค้นพบความจริง รู้จบคืออะไร จบคือจบเรื่องจิตวิญญาณ จบว่าจะทำจิตวิญญาณนี้ให้เป็นจิตวิญญาณที่ไม่ทำชั่วอีกเลย ทำแต่ดี รู้จักอาการของจิตที่เป็นบาป เป็นอกุศล เป็นกิเลส แล้วไม่ทำอีกเลย ล้างกิเลสได้ ไม่ทำชั่วอีกเลย ไม่ทำบาปอีกเลย ทำแต่ดี เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำ ทำแต่ดี อย่างเที่ยงแท้ถาวร ทำได้อย่างนิยตะ เที่ยงแท้เลย นี่เป็นประเด็นที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่จบอรหันต์แล้ว 1. จะทำแต่ดี จะเกิดอีกกี่ชาติๆๆๆ ก็กรรมมีแต่กรรมกุศล ไม่มีกรรมบาป ไม่มีกรรมอกุศลเลย นี่เป็นหลักประกันของชีวิตหรือจิตวิญญาณ 2.สามารถที่จะรู้แจ้ง รู้จริง รู้จบจิตวิญญาณ แยกธาตุจิตวิญญาณ เมื่อตายกายแตก กายัสเภทา ปรัมมรณา หลังกายแตกแล้วไม่มีจิตวิญญาณของเราเหลืออีก สลายจิตวิญญาณไปเป็นดินน้ำไฟลม หมดอัตภาพของเราเลย นี่เป็นความตรัสรู้สุดยอดแล้วในเรื่องของจิตวิญญาณ ในเรื่องของชีวะ สัตว์เดรัจฉานมันก็ค่อยๆขึ้นมา จนกระทั่งมันก็พัฒนา มันก็จะมาเป็นคน ชีวะเริ่มต้นตั้งแต่พอมาเป็น ปาณะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าไปทำให้เขาตกร่วง พยัญชนะคำว่า ปาณะ มันมีสภาวะของธาตุจิตวิญญาณสะสมมา ที่อาตมาไล่อธิบายมาตามที่พระพุทธเจ้าก็อธิบายไว้ในพระไตรปิฎก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ตั้งแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูต รวมตัวกันมาเป็นภูตคาม มาเป็นพีชคาม แล้วมาเป็นเจตภูต จนกระทั่งมาเ
อ่านต่อ
ป็นปาณะ แล้วค่อยเจริญมาเป็นสัตตะ มาเป็นจิตนิยาม เป็นวิวัฒนาการของพลังงาน ตั้งแต่ยังไม่เป็นชีวะ จนมาเป็นชีวะ ตั้งแต่ระดับพีชนิยาม แล้วมาถึงขั้นจิตนิยาม นี่เป็นความรู้สุดยอดในประดาคน ที่สามารถจะหยั่งรู้สภาวะที่เยี่ยมยอดได้ นี่เป็นความเยี่ยมยอดของพลังงานจิตนิยามพลังงานจิตเจตสิกต่างๆ มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ศาสดาเทวนิยมไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นก็จัดการให้ แม้แต่ให้จิตทำดี ไม่ตกต่ำอีกเลยก็ไม่ได้ จะเวียนวน สูงแล้วต่ำ ต่ำแล้วสูง หรือเรียกว่า นรก-สวรรค์ สวรรค์-นรกอยู่ โดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ว่าเขาทำไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้ารับรองทำได้จริง จนสูงไปถึงขั้น รู้เหตุ รู้ปัจจัยที่จะทำให้จิตอยากดีอย่างถาวรแล้ว ทำแต่ดี กรรมดีถาวรแล้วเพราะฉะนั้นจะเกิดอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่เป็นภัยเป็นพิษ นี่เป็นหลักประกัน นอกจากนั้นจะทำให้จิตตนเอง 1.ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ นี่เป็นโลกุตระ ดีชั่วนั้นเป็นโลกียะ ไม่สุขไม่สุขนี่เป็นเรื่องของโลกุตระ พระพุทธเจ้าทำได้ นอกจากไม่ทำชั่วเลยทำแต่ดีก็ไม่ทุกข์ไม่สุข แล้วก็ไม่เป็นโทษเป็นภัยอะไรอีกเลย จะเกิดมาอีกมีแต่พัฒนาตนเองให้มีแต่สูงขึ้นๆ ให้รู้จักสภาวะของเรื่องมนุษย์นี่มีอีกหลายขั้นเป็นโพธิสัตว์อีกหลายขั้น ที่อาตมาไล่ให้ฟัง จนสูงสุดแล้วเป็นขั้นพระพุทธเจ้าที่สุดแล้ว ธรรมที่คนจะรู้ไม่มีอะไรใครเทียบท่านได้อีกเลย ไม่มีใครจะเทียบเท่าเทียบทันแล้ว ก็จบ เป็นอรหันต์ก็สูงแล้วมันมีขั้นที่สูงขึ้นไปอีก จะไปรู้ผู้อื่นแบบอื่นๆที่จะปรุงแต่งแบบอื่นอีกนอกจากตัวเราเองทำเราเองได้แล้ว คนอื่นๆเราก็ช่วยได้อีกไปตามลำดับๆ อย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งขนาดที่พระพุทธเจ้าว่า เอาละ ขนาดนี้ช่วยคนได้ไม่ใช่น้อยแล้วล่ะ แต่ก็ช่วยเทวนิยมเขาที่มีมากกว่า ไม่ได้หมดทุกวันนี้ เพราะมันยาก มันเป็นนามธรรมยากมาก ก็สุดวิสัยแล้ว ทำได้อย่างสุดวิสัย มันก็เกิดมาตามยุค ตามกาล ตามกาละ ยุคที่คนดี คนที่พอสอนได้มากก็จะมีคนที่บรรลุมาก ยุคที่มันเข้าไปสู่ความ โอ้โห กิเลสมันจัดจ้าน เหมือนอย่างยุคใกล้กลียุคเข้ามาหา อย่างพวกเรายุคนี้ ใกล้กลียุคเข้าไปยิ่งแย่เข้าไปทุกทีแหละ เพราะฉะนั้นโลกุตระจะเหลือน้อยลงๆ จนกระทั่งโลกุตระหยั่งลงไม่ได้ มนุษย์เสื่อมมากหนักจนกระทั่งรับไม่ไหวแล้ว รับโลกุตระไม่ได้แล้ว มันก็จบ โลกุตระก็ต้องหยุดพัก แต่โลกียะนั้นมันไม่หยุดพักหรอก มันก็มีของมันไป มันก็จัดจ้าน มันก็เลวร้ายไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นชีวิตแล้ว คนไม่รู้ก็ไปหลงโลกียะคือหลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หลงสุขหลงทุกข์ หลงสุขจะไม่เอาทุกข์แต่มันก็ต้องได้เพราะมันไม่รู้ ก็ไปวนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วก็สมมุติกัน แต่ละแห่งไม่เหมือนกันทีเดียว คล้ายกันบ้างเหมือนกันบ้าง เหมือนมันก็ไม่เป๊ะเหมือนกันหมดหรอก แต่มันก็มีส่วนคล้ายกันมากได้ ก็แก้ไขกัน มันแก้ไม่จบ แต่ของพระพุทธเจ้าแก้จบ จึงมีคำว่า กตํ กรณียํ มีคำว่า จบกิจ โดยเหตุปัจจัยแต่ละกรอบ แต่ละกรอบ กรอบที่สมบูรณ์แบบจบกิจก็ถือว่าอรหันต์ ไม่ลึกลับ รหะ คือลึกลับ อรหะคือไม่ลึกลับ อรหันต์ อีก อันตะแปลว่าที่สุด คือหมดความลึกลับเป็นที่สุด นี่เป็นจุดไขความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาเปิดเผยเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ทรงค้นพบสิ่งประเสริฐสุดอันนี้ เอามาเปิดเผย เพราะฉะนั้นคนถ้าเผื่อว่าได้มาเรียนรู้ธรรมะโลกุตรธรรมแล้ว ทำตนให้เป็นอาริยะจนเป็นอรหันต์ได้ ปล่อยได้เลยทีนี้ ปล่อยอัตตาของผู้นี้ ปล่อยตัวชีวะของผู้นี้ ปล่อยจิตนิยามของผู้นี้ จะสมัครใจเป็นอิสระเสรี จะอยู่ก็สุดยอด เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อมนุษย์ จะไม่อยู่ก็เลิกเลยสลายตัวเองได้เลย มันจบแท้ๆตรงนี้ จบแท้ๆตรงที่สลายจิตวิญญาณได้ แต่ศาสดาเทวนิยมไม่มีทางที่จะรู้สิ่งนี้ จึงจะต้องไปอยู่กับพระเจ้า แล้วก็ไม่เข้าใจว่าพระเจ้าคืออะไร พระเจ้าก็อยู่นิรันดรอีก สลายไม่ได้ อยู่นิรันดร แล้วก็ไม่รู้จักพระเจ้าด้วย ไปจบอยู่ที่ที่ลึกลับ มันไม่เป็น อรหะ มันไม่เป็นว่าไม่ลึกลับแล้ว มันก็ลึกลับอยู่อย่างนั้น เป็นพระเจ้า เป็นพลังงานที่ครอบ ก็เข้าใจว่าเป็นพลังงานนี่แหละเป็นเจ้าของทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งในมหาจักรวาล เป็นผู้สร้างทุกอย่างเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็เข้าใจกันอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงมาพิสูจน์ โดยความตรัสรู้ของพระองค์ มาพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ เรานี่แหละเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเอง เราสามารถทำลาย มันมีเหตุความโง่ มีเหตุทำให้มันไม่เข้าใจ มันอวิชชา มันไม่รู้ความจริง จนกระทั่งเข้ามารู้ความจริง ว่ามันเป็นเรื่องของธาตุ 2 รูปกับนาม เข้ามาจับคู่ปรุงแต่งกันอยู่ จนกระทั่งสามารถแยกแยะได้ว่า อ้อ ลักษณะปรุงแต่งกันอยู่ มันมีตั้งแต่พลังงานกับพลังงาน สสารกับพลังงาน จนมาปรุงแต่งกันเป็นชีวะในระดับพืช จนมาปรุงแต่งกันเป็นชีวะในระดับจิตนิยาม นักวิทยาศาสตร์เอกทางจิตวิญญาณของมนุษย์คือพระพุทธเจ้า จึงสามารถที่จะเข้าใจเหตุปัจจัยว่ามันไปปรุงแต่งกันโดยอะไร คนหลงสุขหลงทุกข์ อารมณ์ อาการ อาการอารมณ์หรือความรู้สึกสุข ซึ่งมันหลอกอยู่ในโลกให้คนติด ผู้ไม่รู้อย่างพระเจ้าหรืออย่างสายเทวะนิยมเขาก็ติดสุข เขาไม่รู้ เขาไม่ได้เรียนเรื่องสุขเรื่องทุกข์ มันเป็นความปรุงแต่ง แล้วไปหลงยึดติดเรียกว่า อุปาทาน ไปหลงยึดติดว่าไอ้อย่างนี่เป็นของน่าได้ น่ามี น่าเป็น แล้วปรุงได้ก็หลงยึดติดอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็จึงเลิกยึดถืออันนี้ได้ ก็แยกธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย แยกจิตเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ก็จบ เพราะฉะนั้น สัตว์หรือเริ่มต้นตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่เริ่มต้นเป็นพืชมาแล้วมันก็จะพัฒนามาเป็นสัตว์ มันไม่หยุดหรอก กว่าจะพัฒนามาเป็นสัตว์ ที่จริงมันมีรายละเอียดเยอะแยะ พระพุทธเจ้าก็ไล่ไว้ แต่อาตมาไม่ได้ไปเอารายละเอียดมาไล่ ไล่ไม่ไหว ไล่ไปก็พอเข้าใจแล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เรามาทำของเราให้มันจบซะก็แล้วกัน จบแล้วทีนี้คุณจะอยู่คุณจะเลิกก็ได้ ที่มันเป็นความละเอียดละออแต่ละระดับนั้น เราไปรับผิดชอบไม่ไหว แล้วไปบอกมันก็ไม่รู้เรื่องด้วย กว่ามันจะมีจิตวิญญาณหรือ มีจิตนิยามที่มาศึกษารู้อย่างพวกเรา พวกเรารู้แล้วก็สามารถจัดการทำลายความโง่ของตัวเอง จนกระทั่งสลายไปได้สลายความยึดติด จนกระทั่งเป็นอรหันต์ จนกระทั่งเลิกไปได้เลย มันเป็นสุดยอดแห่งความรู้แล้ว เพราะฉะนั้นจะไปศึกษาวิชาอะไรอยู่ในโลก ยุคพระพุทธเจ้ามี 18 วิชา มีมหาวิทยาลัยเรียกว่าตักกสิลา มีวิชาอยู่ในตักศิลาที่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่อยู่ในยุคโน้น มี 18 คณะ 18 แผนก ท่านเรียนจบหมดเลย เกียรตินิยมมาหมด เหมือนทุกวันนี้ก็มีมหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัย มีไม่รู้กี่แผนก เดี๋ยวนี้มากกว่า 18 แล้วมั้ง วิชาของเขาแตกแขนงออกไป เช่น วิชาชงเหล้าก็มี จบปริญญานะ วิชาชงเหล้า ว่ากันไป วิชาทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่สารพัด เป็นวิชาทั้งนั้น แล้วก็เรียนเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพก็คือวนเวียนอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่อย่างนั้น ละเอียดแยกเข้าไปปรุงอยู่ในมุมนั้นมุมนี้ บานทะโร่โท่ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ามาสอนในเรื่องที่รู้ หลงมาแล้ว เลิกละ แล้วก็รู้จบ ก็จบเลย มันเป็นวิชาการที่ล้างความหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หลงความสุข นั่นแหละที่เป็นเหตุ จนกระทั่งท่านตรัสรู้ว่าสุขกับทุกข์เป็นเรื่องอันเดียวกัน เป็นความยึดติดสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียว เทวะที่มันหลอกเป็นหนึ่ง ที่แท้มันอันเดียวกัน เป็นมายาหลอกที่สุด เป็นมายา ที่แท้พวกคุณมารู้แล้วก็เป็นสิริมหามายา จะให้เกิดยังไงก็ได้ไม่ให้เกิดก็ได้ และรับรองว่าถ้าจะเกิดอีก ก็ไม่มีความเป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษ มีแต่ประโยชน์ อย่างอาตมารู้สิ่งเหล่านี้เพราะอาตมาผ่านอรหันต์มาหลายขั้นที่แยกแยะให้ฟังแล้ว มีกี่ขั้น 6 ขั้น อรหันต์ 6 ขั้น แยกให้ฟัง อรหันต์ขั้น 1 ก็รู้จักจบแล้ว เลิกได้ ขั้นที่ 2 ก็มีความรู้รอบ มีกรอบเพิ่มขึ้นไปอีก ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 ขั้นที่ 5 ขั้นที่ 6 6 ก็เป็นพระพุทธเจ้า สุดแล้ว ก็ไล่ให้ฟังตั้งแต่อรหันต์ที่ทำตัวเองได้แล้วก็รู้ผู้อื่น รู้ไปตามลำดับ กรอบแรกเป็นอนุโพธิสัตว์หรืออรหันต์ขั้น 2 ก็รู้ไปกรอบ 1 เสร็จแล้วพยายามรู้ไปอีก อนิยตะ ต่อไปอีกเป็นกรอบที่ 2 3 4 5 ไป จนกว่าจะรู้เข้าไปถึงขีดว่า อ๋อ.. คนที่สามารถพัฒนาตนเองเป็นผู้ที่จะรู้ในเรื่องของโลก เรื่องของสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์ รู้จักที่เป็นสารพัดวิชา มันก็ทำเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เท่านั้น ในเทวนิยมทั้งหลายไม่มีออกจากนี้ เพราะฉะนั้นท่านก็ประมวลมาประมาณนี้แหละ ประมาณให้รู้ว่า ไอ้ที่มันยังทำให้หลงจนกระทั่งแม้ที่สุดมาหลงตัวเอง หลงตัวเองว่าจะรู้ มันรู้ไม่มีขีดจบหรอก ท่านก็กำหนดเอาไว้ถึงขีด เอาสังขยาเลขมาแยก 1 2 3 4 ถือว่าเป็นขั้นละเอียดแล้ว โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จากอรหันต์มาก็ต่อไปอีกเป็นขั้น 5 ขั้น 6 ขั้น 7 เออ.. อีก สามเส้า คือ 567 ก็รู้แล้วว่าในโลกมันมีความเฉลียวฉลาด มันมีความรู้โลก เป็นโลกวิทู พอมาถึงขั้น 7 ก็จะรู้ว่า อ๋อ ไม่มีปัญหาหรอก 567 ก็เข้าเขตที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะรู้สิ่งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ที่เท่าที่โลกมันจะมี เพราะฉะนั้นพอถึงขั้น 7 เป็นโพธิสัตว์ขั้น 7 อรหันต์ขั้นที่ 4 มันก็มีต่อไปได้อีกอย่างเก่งอีก 3 รอบหรือ 2 รอบ 7 8 9 สุดแล้วตามหลัก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ก็ถือว่าเต็มขีดแล้ว ในสามเส้า 123 456 789 แล้วมันก็เป็นสามเส้าอีก มันก็ซับซ้อนไปอีก ในระดับ 7 8 9 เป็นภาวะที่รู้ความซับซ้อนของพวกนี้มากขึ้นมากขึ้น เป็นนัยยะที่ซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนๆๆๆ จนเป็นผู้รู้ลำดับ ความเป็นลำดับของพระพุทธเจ้า ท่านถึงตรัสว่ามันเป็นเรื่องที่สุดน่าอัศจรรย์ในความเป็นลำดับ ลำดับที่มันซับซ้อนแล้วก็สับสนเลย คนที่ไม่มีภูมิพอแยกไม่ออก เพราะฉะนั้นขั้นที่ 7 8 9 เป็นการรู้ความซับซ้อน เป็นขั้นที่ว่ามันสุดแล้วเป็นเส้าที่ 3 แล้ว 1 2 3 456 ได้ 7 8 9 สูงสุดแล้ว แบ่งเป็น 3 กรอบ อาตมาก็เริ่มเส้าที่สุดท้ายไปถึงพระพุทธเจ้า นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ แล้วก็พระพุทธเจ้า นี่เป็นความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ไปเรียนวิทยาศาสตร์ทางโลกียะ เรื่องของวัตถุ มันก็ได้อย่างไม่มีจบแล้วก็หลงยิ่งใหญ่ด้วยนะ ทุกวันนี้ไปเอาพลังงานทางวัตถุ เอาไปทำลายกัน หลงความพิสดารของมัน เอามาทำอะไรต่ออะไร เหาะเหินเดินน้ำดำดินก็ได้ แต่ก็เอามาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ แต่ก็หลงไปอีก นี่จะไปสร้างโลกใหม่อยู่ในอวกาศ แล้วก็ไปเป็นมนุษย์เจ้าของแผ่นดิน เจ้าของพื้นที่ ซึ่งมันก็คิดไปบ้าๆบอๆ มันทำไม่ได้หรอก แต่เขาก็คิดฝันเพ้อไป มันไม่มีที่จบ คิดแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งมาคิด เขาคิดกันมาบ้าๆบอๆแต่ไหนแต่ไร มันไม่รู้จักกรอบความเป็นไปได้ ไม่รู้จักกรอบแห่งความเป็นไปไม่ได้ ไม่รู้ มันก็คิดในกรอบที่มันเป็นไปไม่ได้นึกว่ามันเป็นไปได้ก็ทำ ถ้ามาทำสิ่งที่เป็นไปได้จะได้เยอะเหมือนกัน แล้วมันก็คิดต่อไปอีกว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งที่มันเป็นไปได้ก็ไม่หยุดคิดกัน เพราะฉะนั้นก็คิดฟุ้งเฟ้อฟุ้งซ่านที่มันเป็นไปไม่ได้ มันก็ไม่รู้ตัวมันคิดไป แต่เสร็จแล้วจนกระทั่งชีวิตตาย คนอื่นบางทีบางอย่างก็ไม่ได้บันทึกไว้ก็หายไป ที่บันทึกไว้ก็เอามาบ้ากันต่อ มันไม่รู้ที่เจริญสุดและไม่รู้จักที่จบสุด ของพระพุทธเจ้านี้รู้ที่เจริญสุด เจริญอย่างไร เจริญก็คือรู้จักชีวะ แล้วก็ทำให้ชีวะนี่ทำแต่ดีไม่ทำชั่ว แล้วก็สอนอีก รู้ว่าชีวะนี่โง่อะไรอีก โง่ไปหลงสุข สุขทุกข์ก็เป็นความหลอกทั้งนั้น แล้วหลง ก็รู้ว่าหมดแล้วสุขทุกข์ แล้วรู้ความจริงว่ามันจบหมดเลยทีนี้ เลิกได้ ไอ้ธาตุรู้ตัวนี้ตัวจิตวิญญาณ ธาตุรู้ตัวนี้ เลิกเป็นจิตวิญญาณมาได้ ไอ้ที่มันกลับมาเกิดเป็นจิตวิญญาณ มันพัฒนามาเป็นเรื่องธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร นี่พืชพันธุ์ธัญญาหารมันก็พัฒนาไปจนเป็นจิตนิยาม กว่าจะมาเป็นสัตว์เซลล์เดียว กว่าจะมาเป็นสัตว์ล้านเซลล์มันก็พัฒนามาเต็ม มันต้องมีน้ำประกอบ เพราะฉะนั้นมันจะอยู่ในน้ำขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมันเจริญขึ้นมามันก็ขึ้นบก ขึ้นบกไม่พอมันก็ขึ้นฟ้าบินไปเลย มีอยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้นเราจะศึกษาอย่างไรๆ ก็ตาม พระพุทธเจ้ารู้หมด แล้วก็ไม่ไปเสียเวลากับที่เขายังไม่รู้ ก็มาเรียนรู้สิ่งที่มันควรจะรู้ มีเวลา พวกเราอายุแค่ร้อย ในยุคที่คนอายุมากๆๆๆ มันก็โง่มามากแล้วแต่มันจะฉลาดขึ้นมาเรื่อยๆ ฉลาดความจริงขึ้นมาเรื่อยๆ ในยุคที่โง่มากๆมากๆ กว่าที่จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สักองค์ 80,000 ปี 70,000 ปีกว่าจะได้ออก คุณอยากจะไปเกิด 80,000 ปีไหมจะได้ค้นพบพระพุทธเจ้าและรู้ทางออกจะได้ลดอายุลงมา โชคดีแล้วที่มาเกิดนี่ ไม่ต้อง 80,000 ปีหรอก 100 ปีก็ยากแล้ว แล้วเรามีความรู้สำคัญในจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทฤษฎีเอกไว้แล้ว มันก็สุดยอดแล้ว ที่พระสมณะโคดมตรัสรู้ในยุคนี้ แม้มันจะผ่านไป 2,500 กว่าปีแล้วก็ตาม ก็สามารถพิสูจน์ได้ ความจริงนี้พิสูจน์ได้ แต่มันก็เรื้อ มันก็เพี้ยนไป น่าสงสาร หมู่ที่ไม่รู้มีอีกเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่รู้อย่างพวกเราไม่ใช่เพิ่งรู้ พวกเรานี่สั่งสมความรู้มาอย่างนี้มันไม่ใช่ฟลุ้คๆ มันมีบารมีสั่งสมมาอยู่แล้ว เหมือน อัญญธาตุ เป็นธาตุที่เป็นโลกุตระ อาตมาอธิบายให้ฟังแล้วว่า ธาตุจิตที่เป็นโลกุตระนี้มันหมายความว่า มันจะเริ่มรู้ รู้ทันทีเลยว่าโลกุตระ มันสะสมมา 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 จนกว่าจะมาถึง 50 หน่วย มันถึงจะเป็นขีดที่พอพูดกันรู้เรื่องกับผู้รู้ กับคนที่เป็นโลกุตระกับพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคนที่กว่าจะพูดกันรู้เรื่องถึงเรื่องโลกุตรธรรม หรือพูดกับพระพุทธเจ้า หรือพูดกับคนอย่างพวกเราเข้าใจ มันต้องสะสมหน่วย อัญญธาตุมา กว่าจะรู้ได้เกิน 50 55 60 มาก็ค่อยพูดกันรู้เรื่องบ้าง จนกว่าจะ 75 ถึงจะโอ้โห.. ถึงจะพูดโลกุตระรู้เรื่องกันดีๆจริงๆจากนั้นเลยสามารถจะพูดถึงเรื่อง โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ได้ เพราะฉะนั้นมันถึงห่างไกลมากเลยกับคนทางโลก ที่จะมารู้อันนี้ได้ง่ายๆ คน 7 พันล้านในโลกทุกวันนี้ ฉลาดกันแล้วยุคนี้ แต่ขั้นฉลาดเถอะ ก็ยังสามารถที่จะรู้โลกุตระได้ แม้แต่ในศาสนาพุทธเอง ก็รู้โลกุตระได้กระหย่อมเดียวอย่างพวกชาวอโศก นอกนั้นเขาก็หลงว่าเป็นอรหันต์เก๊ อรหันต์อะไรกันไป ซึ่งแหม ..อาตมาก็พยายาม น่าสงสาร ก็พยายามช่วยเตือนบอกเขา บอกว่าหยุดเถิดไอ้ที่มันหลงใหลอยู่ทางโน้น ไม่ว่าจะนั่งหลับตาหรือลืมตา ไปศึกษาสารพัดความรู้ไม่รู้จักพอ เรียนรู้มันจะไปจบที่ไหนล่ะความรู้ในโลก อย่างท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือท่านมหาประยุทธ์ ท่านเรียนท่านก็บอก โอ้โห สิ่งที่น่าจะเรียนรู้มันมีอีกเยอะ ก็ถูกสิ คุณก็ต้องรู้จักกรอบแห่งความหยุดบ้างสิ อันนี้แหละน่าสงสารท่าน ท่านก็จะต้องเป็นไป แล้วท่านก็ไม่เชื่อด้วยว่าอาตมาพูดจริง เพราะท่านยังไม่มีภูมิ ถ้าท่านมีภูมิเมื่อไร ความรู้ของท่านมาตีกรอบเข้าไป จะมาสรุปได้ง่าย ที่อาตมาพูดนี้หมายถึงยอมรับโพธิรักษ์ซะ แล้วมาหาโพธิรักษ์ตีกรอบให้ ให้ลดไปตามลำดับ ท่านจะบรรลุเร็วเลย เพราะว่าท่านรู้ครบทุกอย่าง มีมากเกิน ไอ้มากๆก็อย่าเพิ่งไปเอาสิ เอาตีกรอบไปตามลำดับ แต่ก็อย่างว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นตัวอย่างของโลก เหมือนยุคพระพุทธเจ้าก็มีตัวอย่าง พระเทวทัต หรือพวกฉัพพัคคีย์ ก็เป็นอย่างนั้น เป็นตัวแซมๆอยู่อย่างนั้น 660918 คนเจริญคือคนทำฌานจนเป็นบุญสำเร็จ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #41 ราชธานีอโศก