ฌานโลกีย์กับฌานของพุทธต่างกันคนละขั้ว.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข19 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ฌานโลกีย์กับฌานของพุทธต่างกันคนละขั้ว เข้าสู่เนื้อหาต่อ ที่พูดต่อๆไว้คือเรื่อง ฌาน เป็นเรื่องที่ยากมาก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ฌานเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่คนจะเข้าใจฌาน เพราะมันใช้คำว่าฌานเดียวกัน โลกียะหรือโลกๆ เดียรถีย์เขาก็ใช้คำว่า ฌาน แต่มันคนละเรื่องกันเลย มันคนละเรื่องกัน ที่พระพุทธเจ้าจำนนที่ต้องใช้คำว่า ฌานด้วย ก็เพราะว่าเป็นของเก่ามาแต่ไหนแต่ไร จะไปใช้คำอื่นซะเขาก็จะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องนี้มันก็ตัดทิ้ง เพราะฉะนั้นท่านก็เลยต้องใช้คำว่าฌานเหมือนกันกับที่เขาใช้ เขาจะได้ไม่ตัดทิ้ง แต่กว่าเขาจะรู้ได้ ยากมาก อาตมาอธิบายมาบ้างแล้วว่า ฌานของพระพุทธเจ้ามันเป็นโลกุตระ มันเป็น อจินไตย เพราะฉะนั้นจะมาเดาไม่ได้ ผู้จะรู้อาการของฌานแบบพุทธจริงๆ มันต้องมีสภาวะ เข้าใจแล้วก็เริ่มมีสภาวะ ถ้าไม่เริ่มมีสภาวะ จะไม่เข้าใจว่านี่เป็นฌาน สภาวะนั้นก็คือทำพลังงานจิต ฌาน นี่ก็คือปัญญา ต้องมีความรู้ในขั้นปัญญา หรือญาณหรือวิชชา เป็นความรู้ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ปัญญาเป็นโลกุตระ ฌานก็ต้องเป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่เขาไปเข้าใจอยู่แต่ในกรอบของฌานโลกีย์ มันไม่ได้เป็นโลกุตระ มันก็ไม่มีวันที่จะมีปัญญา เพราะปัญญามันเป็นฌานแบบโลกุตระ เพราะฉะนั้นความรู้ที่เป็นฌานที่ไม่เป็นโลกุตระ มันก็ได้แค่ เฉโก เฉโก กับ ปัญญา แตกต่างกัน เฉโก ไม่รู้จักกิเลส ไม่มี อัญญธาตุ ไม่มีธาตุที่จะรู้จักกิเลส กิเลสคืออะไร กิเลสก็คือ จิตเก๊ ไม่ใช่จิตเดิม ไม่ใช่จิตแท้ จิตเก๊ ไม่ใช่ธาตุรู้บริสุทธิ์ ธาตุรู้ที่ถูกมารมาครอบงำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหนาแน่น กิเลสครอบงำ เพราะฉะนั้นชาวเทวนิยมแท้ๆ 100% ที่นับถือพระเจ้ายากที่จะมาเรียนรู้ศาสนาพุทธ ที่จะมาเรียนรู้โลกุตระ ยาก ต้องค่อยๆสะสม อัญญธาตุมาเรื่อยๆ จนกว่า

อ่านต่อ

จะเกิน 50% มาถึง 75% จึงจะค่อยพูดรู้เรื่อง ถ้ายังไม่ถึง อัญญธาตุ ไม่ถึง75% เขาจะไม่เกิดความฉันทะ ไม่เกิดยินดี ถ้ายังไม่ฉันทะ ความวิริยะ อินทรีย์พละ ศรัทธินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ไม่เกิด พลังงานที่จะเติมให้เกิดศรัทธา วิริยะ จึงต้องเพียรจริงๆ แล้วจึงจะมีสติ ฌานของพุทธ ลืมตา มีสติเต็มทั้งทางด้านกายกรรม สติเต็มทั้งทางด้านวจีกรรม สติเต็มทั้งมโนกรรมจึงจะเป็นฌานของพุทธได้ ต้องมีอายตนะ 6 ไปหลับตานั้นไม่มีฌานของพุทธมีแต่ฌานฤาษี ไม่มีวันจะเป็นพุทธได้เลยพวกหลับตา เพราะฉะนั้นหลับตานั้นอย่าว่าจะไปเป็นอรหันต์เลย แค่ฌานมันก็ไม่เป็น สมาธิ มันก็ไม่เป็น ไม่เป็น มันเป็นของฤาษี ของโลกียะ ของเฉโกอยู่ หลับตานั้นเลิกมาได้แล้ว มาเรียนรู้จรณะ 15 ฌาน เกิดจากจรณะ 15 หลักสำคัญที่สุดของฌานคือจะต้องมี 4 ตัวเป็นหลัก ตัวที่ 1 คือศีล ตัวที่ 2 คือ รวมแล้ว 3 คือ อปัณณกปฏิปทา 3 อันที่ 4 นี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นฌานของพุทธ ถ้าไม่มีอันที่ 4 นี้ไม่มีวันเป็นฌานของพุทธ โดยเฉพาะ อปัณณกปฏิปทา 3 จะต้องมาทำในขณะตื่นๆ ในขณะกินข้าว คุณไปหลับตาไม่ได้กินข้าวอะไรหรอก สัมผัสทั้ง 5 ทั้ง 6 ไม่มี มันก็จะไม่รู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ที่จริง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ที่จริง แล้วก็จะต้องมาเลิกจริงๆ กิเลสเกิดในขณะที่สัมผัสจริง ไม่มีสัมผัสจริง กิเลสมีแต่ความจำ กิเลสไอ้ตัวที่ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มีขณะที่สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีอาโลก มีจักขุ มีปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก แสงสว่าง มันไม่จริง มันไม่เป็นทิฏฐธรรม ไม่เป็นปัจจุบันชาติ อาตมาต้องอาศัยพยัญชนะของพระพุทธเจ้าอธิบาย มันก็คิดว่ามันก็ไม่ยาก แต่ทำไมมันไม่ง่าย มันก็ง่ายๆ แต่ทำไมเข้าใจยากกันจังเลย อาตมาจะอธิบายออกไปจากนี้ก็ไม่ได้ มันก็ต้องอธิบายในสภาวะของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ จะพูดเลอะเทอะออกไปยิ่งเลอะยิ่งไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นคำว่าฌานวิสัยของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่าเป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่จะรู้ยาก อาตมาพูดได้เลยนะว่า ฌาน ในศาสนาพุทธยุคนี้ ที่ไปนั่งหลับตา จนกระทั่งแม้แต่พวกที่เรียนเปรียญ 9 เรีดร. เขายังเชื่อว่าฌานต้องหลับตา ต้องเข้าๆออกๆ เข้าฌาน ออกฌาน ซึ่งไม่มีหรอกศาสนาพุทธไม่เข้าไม่ออกฌาน ฌานลืมตาแล้วสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นปัจจุบันธรรม มีแสงสว่าง ตาก็ทำงาน หูก็ได้ยินเสียง ตื่นๆ เป็น ชาคริยา เป็นชาคระ ตื่น ไม่ใช่ไปหลับ แค่หลับตาก็ไม่ใช่แล้ว ยิ่งไปหลับทำให้สติเข้าไปอยู่ในภพเลย ยิ่งผิดไปหมดเลย ตื่นออกมาให้ครบ เข้าไปอยู่ในภพก็ไม่ได้ หลับตาก็ไม่เอา ลืมตารู้ให้มันเห็น ไปหลับตาทำไม หลับตาแล้วปิดหู ปิดอะไรเข้าไปอยู่ในภพ ไม่เอา ไม่ใช่ฌานของพุทธ ฌานของพุทธต้องลืมตา ต้องเปิดหู ต้องเปิดจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสรู้เต็มที่ ตื่นเต็ม มีสติเต็มร้อย มีสติเต็ม มีการตื่นรู้เต็มร้อย แล้วมีสำรวมอินทรีย์ 6 อปัณณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ 6 ตื่นรู้ แล้วก็รู้ทุกอย่างเลย แม้กระทั่งสำคัญที่กินนี่แหละ มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ที่มันหลอกชัดง่ายหมดเลย ครบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อยู่ในการกินนี่แหละ รูปน่ากิน กลิ่นน่ากิน รสน่ากิน เสียงไม่มีรส แต่กินมันมีรสที่ลิ้น เสียงมันก็สัมผัสที่หู ตาก็สัมผัสแสง สัมผัสรูป กลิ่นก็สัมผัสเข้าไปในข้างใน แต่มันไม่ครบเหมือนกับลิ้น ยิ่งกายภายนอกเลย แต่กายต้องมีธาตุรู้นะ กายต้องมีจิตภายใจ เพราะฉะนั้นความรู้ของศาสนาพุทธ แม้แต่คำว่า กาย ซึ่งจะต้องมี 2 เสมอแยกเป็น 1 ไม่ได้ อันนี้ก็เพี้ยน อันนี้ก็มิจฉาทิฎฐิกัน เพราะฉะนั้นสังโยชน์ข้อแรก สักกายทิฏฐิ ต้องรู้จักกาย สภาพ 2 เดี๋ยวนี้ก็ไปเข้าใจเป็นหนึ่ง กายคือเอาแต่ภายนอกไปเลย อย่างนี้เป็นต้น เขาสัมผัสไม่ออก แยกกายแยกจิตไม่ได้ ก็แยกธรรมนิยาม 5 ไม่ได้ พระอรหันต์จะรู้กายและทำใจในใจให้ไม่มีกาย แต่มันก็ยาก ยากตรงที่ว่ามันไม่มีกาย แต่กายนี้มันก็ยังมี นี่แหละมันยากตรงนี้ แต่ทำใจให้รู้ว่า เพราะฉะนั้นกายจริงๆคือสภาพ 2 ที่ปรุงแต่งกัน คืออาการอย่างไร ท่านก็สอนธรรมนิยาม 5 ว่าอย่างเช่นอุตุมันก็ไม่ใช่กาย เพราะยังไม่มีจิตเลย พอ มันเป็น พีชะ เป็นชีวะแล้ว แต่มันก็ไม่มีจิต ไม่มีธาตุรู้ที่เป็นจิต เป็นธาตุรู้แค่ พีชธาตุ นี่แหละยาก เพราะฉะนั้น พระอรหันต์แยกธาตุอุตุไม่ได้ แยกธาตุ พีชะไม่ได้ แล้วทำจิตให้เป็น อุตุเป็นพีชะไม่ได้ ไม่ได้ตรัสรู้หรอก เป็นอรหันต์ไม่ได้ พอทำจิตเป็นพืชได้ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ แต่เป็นชีวะ นี่แหละมันยากมากอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าผู้ที่หลับตาปฏิบัติหลงงมงายและก็หลงว่าเป็นอรหันต์นั้นน่าสงสาร มันไม่มีทางที่จะบรรลุอรหันต์ ไม่มีทางหมดสุขหมดทุกข์ ไม่มีทางที่จะรู้แม้กระทั่งกามคุณ 5 เพราะฉะนั้นที่ไปนับถือมหาบัวกินหมากปากเปรอะ รูปรสกินเสียงแค่นี้ เสพติดกินไม่ขาดปาก ก็ยังไม่รู้กัน ตัวเองก็ไม่รู้ ที่จริงอาตมาไม่เชื่อนะ ว่ามหาบัวไม่รู้ว่าตัวเองติด แต่ว่ามันติดมันจะไปบอกว่าตัวเองติด เป็นกิเลสอยู่ก็ไม่ได้ ก็เลยโกหก จะมาพูดตรงๆเลย บอกคนอื่นว่ามันไม่ติดเป็นธาตุขันธ์ ไม่เกี่ยวกับกิเลส ไม่เกี่ยวกับความอยากไม่อยาก _สู่แดนธรรม... ท่านบอกว่า ท่านปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่สมมุติ แม้แต่ธาตุขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นแต่เพียงธาตุขันธ์ปรุงแต่ง ไม่เกี่ยวกับความเป็นนิพพานในจิตของท่าน ท่านยืนยันอย่างนี้เลยนะครับ พ่อครูว่า... ก็บางทีอธิบายให้ดูว่ามันใช่ยังไงคนอื่นก็ไม่รู้ มันอยู่ที่ภูมิปัญญาของคนที่จะเข้าใจได้ ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ มันยากนะ จะไปบอก มันก็ตัวใครตัวมัน เพราะฉะนั้นคนจะรู้ว่า แค่ว่าหลับตาเป็นฌานหรือลืมตาเป็นฌานก็ไม่ง่ายแล้ว ยิ่งจะมาให้รู้จริงๆว่าฌานของพระพุทธเจ้าจริงๆเป็นอย่างไร แม้แต่บอกว่าฌานไม่ต้องเข้า ไม่ต้องออก มันจะเป็นฌานยังไง เขาก็คิดว่ามันต้องเข้าฌาน มันเป็นหนึ่ง แล้วลืมตาจะเป็นหนึ่งได้อย่างไร หูก็รับเสียง จมูกก็รับกลิ่น ดีไม่ดีกินอาหารก็เป็นฌาน เขาจะบอกว่ากินอาหารเป็นฌานได้ยังไง ฌานต้องหลับตา จะกินอาหารได้ยังไง เพราะฉะนั้น อปัณณกปฏิปทา 3 นี่แหละเป็นการทำฌาน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่สามารถรู้เรื่อง ฟังไม่เข้าใจที่อาตมาพูดนี้ เขาก็จะยึดอยู่อย่างนั้น เขาจะว่าอาตมาว่าโอ้โห.. ดูถูกดูแคลนอาตมามาก เพราะเขาผิด เขาเชื่อผิดๆ จนกว่าเขาจะเกิด รู้ เห็นจริง ว่า โอ้โห.. อย่างโพธิรักษ์นี่เหรอพูดถูก ตายๆๆๆ เมื่อเขารู้เมื่อไรแล้วเมื่อนั้น ความเชื่อจะเกิดขึ้น ศรัทธาจะเกิดขึ้นในสัทธรรม 7 เมื่อเขารู้เมื่อนั้น เขาจะเกิดหิริ ละอาย ตายๆๆๆๆ อย่างโพธิรักษ์พูดไม่ถูกแล้วเราเข้าใจเดิมนั้นมันไม่ใช่ แล้วเคยไปดูถูกดูแคลนข่มสารพัดสารเพด้วย ก็ต้องรู้สึกละอาย ต้องสำนึก ต้องรู้สึก ต้องละอาย พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ละอายอย่างแรงกล้าด้วย _สู่แดนธรรม... ติพพัง หิโรตัปปัง พ่อครูว่า... หิริโอตตัปปะ กว่าคนที่นั่งหลับตาจะยอมรับอาตมาอย่างมีจิตเห็นจริงเลย ยอมเชื่อว่า อ๋อ อย่างโพธิรักษ์ถูกแล้วล่ะ ที่เราเข้าใจมันผิด จะเกิดสำนึก เกิดละอาย ซึ่งกว่าจะเข้าใจกันได้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า ละอาย แล้วละอายอย่างแรงกล้า เป็นโอตตัปปะ หิริโอตตัปปะนี่คือละอายอย่างแรงกล้า นั่นแหละคือคุณละอายได้เต็มที่ รู้ตัวเต็มที่ ถอดถอนตัวเองเต็มที่แล้ว จึงจะได้ปฏิบัติธรรมได้ เริ่มต้นปฏิบัติธรรมเข้าท่าเข้าทาง เกิดพหูสูต เกิดความรู้ที่เป็นพหูสูต และเป็นความรู้ที่ถูกต้องได้จริง แล้วทีนี้คุณถึงจะรู้เพราะมี 4 คำนี้ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต อ้อ..ถูกต้องอย่างนี้เหรอ แล้วก็ได้มีตัวอย่างที่เป็นพหูสูตรมากขึ้นๆ พหู คือมาก จนกระทั่งเห็นก็จึงจะเกิดพลังงานเสริม วิริยะ สติ ปัญญา อีกเป็นกระบวนการใหญ่ เพียรอย่างถูกต้อง สติก็จะเต็มที่อย่างถูกต้อง ฌาน ต้องมีสติเต็มทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจ ถ้าไม่งั้นคุณก็จะงมงาย ฌาน ก็คือสติมีแต่อยู่ในใจ กายก็ไม่รู้เรื่อง วาจาก็ไม่มีสติ กายก็ไม่มีสติ เหมือนคุณทำแต่แค่ใจ สติของคุณไม่เต็มหรอก ปัญญาก็ไม่มีสิทธิ์เกิด ไม่เกิด ปัญญาจะต้องเกิดในขณะลืมตา ปัญญาจะต้องเกิดในขณะ 1. สัมผัส 2. มีธรรมวิจัย 3.มีมัคคังคะ ปฏิบัติเต็มที่กับมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติทั้งกัมมันตะ อาชีวะ วาจา กัมมันตะ ไปหลับตาการงานไม่มี วาจาไม่มีพูดไม่มี ทำไม่มี มีแต่จิตคิดอย่างเดียว ไม่มีมรรคมีองค์ 8 ก็ปิดประตูบรรลุธรรมไปเลย 660918 คนเจริญคือคนทำฌานจนเป็นบุญสำเร็จ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #41 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน