ภาษากวีกับภาษาทั่วไปต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาษากวีกับภาษาทั่วไปต่างกันอย่างไร อาตมาเคยหลงเรื่องของกวีกาล มันไพเราะ มันรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของ การเรียบเรียง การเล่นภาษาชั้นสูงได้จริงๆ อาตมามายุคนี้ก็ไม่เอาถึงฉันทลักษณ์ เอาแค่โคลงสี่สุภาพเป็นหลัก โคลงสี่สุภาพก็มีแผนมีผัง แล้วอาตมาก็ว่าดีมากแล้ว อาตมาก็เลยมาทำโคลงสี่สุภาพ เป็นกวีขั้นหลัก แต่งมาจนกระทั่งเห็นว่า ภาษาที่จะเป็นภาษากวี ทุกวันนี้ก็เห็นเขาแต่งกันก็เป็นเพียงกลอนไม่เป็นภาษากวี ก็เป็นแต่เพียงให้มันสัมผัสต่อกันไปได้เรื่อยๆ ร่าย แล้วก็มาเป็นกลอน กลอน 2 กลอน 3 กลอน 4 กลอน 8 เป็นหลักเกณฑ์ แล้วก็มาเป็นโคลง โคลง4 โคลง5 แล้วก็มาเป็นฉันทลักษณ์ต่างๆ อาตมาก็มาถนัดหรือชอบเรื่องโคลง จนกระทั่งแต่งโคลง เรื่องกลอนนะไม่มีปัญหาหรอก ง่าย เรื่องโคลงยากกว่า โคลงมีระบุให้ใช้เอกโทเป็นหลัก หรือใช้ รัสสระหรือทีฆสระ มีความรู้ในเรื่องพยัญชนะบ้าง ส่วนฉันทลักษณ์นั้น ทีฆสระ รัสสระกันหนัก มีครุลหุอะไรต่ออะไรหนักเข้าไปอีก มายุคนี้ก็เลยไม่ค่อยเฟื่องหรอกฉันทลักษณ์ เฟื่องอย่างเก่งก็มีกลอน โคลงก็น้อย มีร่ายมีกลอนก็ใช้กันอยู่ อาตมาริอาจเรื่อง ฉันทลักษณ์โคลงกลอนพวกนี้มา ตั้งแต่อายุ 12 เรียนอยู่ม.2 เป็น ม.2 สมัยก่อนนะ สมัยนี้น่าจะประมาณ ป.6 เรียนกลอน ครูคนแรกคือครูทา ศรีจันทร์ เริ่มอยู่ที่พิบูลฯนี่แหละ โรงเรียนวัดกลาง อาตมาเรียนอยู่ 2 ปี ม.3 อยู่ 2 ปี เรียนกลอน แล้วก็เรียนโคลง จนกระทั่งเข้าอกเข้าใจเรียบเรียงอะไรได้ ก็มาแต่งล้อเลียน อาตมาแต่งล้อเลียน ว่าคนแต่งโคลงแต่งกลอน ไม่รู้จักภาษากวี ฟังแล้วก็เออ ไม่รู้นะอาตมาก็จะไปข่มเขาบ้างว่า มันไม่เป็นภาษากวี มันก็ไม่ได้เอาภาษาคำกวีมาใช้มาเรียบเรียง คือเป็นภาษาที่เลือก แล้วก็ไม่ใช่ภาษาที่จะเอามาใช้บรรยายพื้นๆ แต่เป็นภาษาที่จะบรรยายเรื่องที่จะลึกซ
อ่านต่อ
ึ้งซับซ้อนบ้าง เพราะฉะนั้น ภาษาที่จะมาแต่งโคลงแต่งกลอนแล้วก็จะเป็นภาษาไปธรรมดาๆง่ายๆเหมือนกับภาษาร้อยแก้วนี้มันก็ ให้มันสัมผัสกันก็เท่านั้น ก็เป็นภาษาง่ายๆสัมผัส อาตมาก็เลยมาพยายามที่จะทำให้เขาเข้าใจก็เลยลองแต่ง เพื่อที่จะให้รู้บ้าง อย่างภาษาที่จะเปรียบเทียบกันว่า มันจะมีภาษาที่เป็นโคลงหรือเป็นกวีหรือไม่เป็นโคลง ภาษาที่เป็นกวี เช่น
เพลินสวนชมช่วงเช้า ชนสาย กายเหนื่อยในใจฉาย ชื่นชื้น ดอมดื่มดอกไม้หลาย พันธุ์รื่น รมเยศ หนาวผ่านกาลกลับฟื้น แมกไม้บานไสว
ฟังแล้วก็รู้สึกไพเราะไหม เป็นภาษาที่เอามาร้อยเรียงแล้วก็เป็นภาษากวี ทีนี้ความหมายเหมือนกันนี่แหละ แต่ภาษามันไม่เป็นคำกวีอาตมาก็แต่งให้ดู ลองฟังดู จะอ่านอันนี้แล้วก็มาเทียบให้ฟัง
เดินดูสวนแต่เช้า จนสาย มันก็เมื่อยชิบหาย ปวดแข้ง ไม้ดอกมากเหลือหลาย สวยสด งดงาม นี่ก็ใกล้หน้าแล้ง ดอกไม้เริ่มบาน
เนื้อความเดียวกันเลยกับบทเมื่อกี้นี้ใช่ไหม ฟังแล้วจับความได้ใช่ไหม แต่อันนึงมันมีภาษามันดูกวี ทีนี้อ่านควบกันดู เดินดูสวนแต่เช้า จนสาย ก็เป็นภาษาธรรมดา มันก็เมื่อยชิบหาย ปวดแข้ง ไม้ดอกมากเหลือหลาย สวยสด งดงาม นี่ก็ใกล้หน้าแล้ง ดอกไม้เริ่มบาน
มันเป็นภาษาธรรมดาแต่ถูกนะ เป็นผังของโคลงสี่สุภาพไม่ผิดเอกโท ไม่ผิด ถูกต้องตามแผนผังของโคลงสี่สุภาพ ทีนี้มาฟังอีกอัน เพลินสวนชมช่วงเช้า ชนสาย กายเหนื่อยในใจฉาย ชื่นชื้น ดอมดื่มดอกไม้หลาย พันธุ์รื่น รมเยศ หนาวผ่านกาลกลับฟื้น แมกไม้บานไสว
เนื้อความความหมายเหมือนกันหมด แต่เป็นภาษาที่ต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้อาตมาก็แต่งเป็นภาษาที่ไม่เป็นกวีมาอีกหลายอัน
โคลงเคลง (กวีที่ไม่เป็นภาษากวี)
ของมากมาช่วยบ้าง เถอะนะ กว่าจะแล้วคงจะ รุ่งเช้า อย่าเถลไถลล่ะ เดี๋ยวไม่ เสร็จนะ เล่นอะไรอยู่เล่า(เหล้า) รีบเข้าไวไว 21 พ.ย. 47 (เชื่อไหมว่านี่ก็ โคลงสี่สุภาพ) มันก็เป็นภาษาธรรมดาแต่ไม่ผิดจากแผนผังโคลงสี่สุภาพนะแผนผังถูกต้อง เอก 7 โท 4 สัมผัสถูกต้องตามแผนผังบัญญัติหมดเลย อีกอัน ตื่นนอนแล้วอาบน้ำ แต่งตัว เร็วอย่าเล่นอย่ามัว ชักช้า ไปที่โต๊ะในครัว เอากล่อง ข้าวมา ไวหน่อยรถติดน่า(หน้า) ไม่งั้นมันสาย
มันก็เป็นกลอนเป็นโคลงมั้ย ถึงบอกว่าไอ้คำว่ากลอน คำว่าโคลง คำว่าฉันทลักษณ์ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆตื้นๆพื้นๆที่จะทำกันเล่นๆง่ายๆ ซึ่งอาตมาพูดแล้วเหมือนไปข่มที่เขาแต่งกันต่างๆ แต่มันก็มีลักษณะจริงของมันอยู่อย่างนี้ อาตมามาแต่งเพลง ก็มาแต่งกลอนตั้งแต่อายุ 11 อายุ 14 ถึงมาเริ่มแต่งเพลง แต่งเป็นเพลงใส่ทำนองอายุ 14 แต่งกวีกาลมาตั้งแต่อายุ 11 อายุ 14 จึงใส่ทำนอง แรกๆแต่งเพลงนี้ อาตมาเล่นกวีมาเป็นภาษากวีมันยากจนกระทั่งเป็นฉันทลักษณ์ก็เล่นมา พอมาแต่งเพลงมันก็เลยติดในศัพท์แสง คำที่ยาก เพราะฉะนั้นเพลงแรกๆที่อาตมาจะแต่งนี่เป็นเพลงโลกุตระ มันก็เลยฟังแล้ว โอ้โห ยาก เช่น เพลง ตะวันทอฟ้า หรือเพลงแสงธรรมต้องทอบวร เพลง แสงธรรมต้องทอบวร • เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า ความคิดเคยเฉยเชือนก็เตือนตามมา แม้เพียรเพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนวแล้วเล่า ฟังแล้วก็ต้องมาแปลกันอีกไม่รู้เท่าไร อย่างนี้เป็นต้น เนื้อเพลงอะไรอื่นๆอีกออกมา ก็เลยคิดว่าไม่ไหว คนฟังไม่ไหว มันเหมือนอ่านคำกวีพวกนี้ ก็ได้พิจารณา แต่เพลงมันฟังผ่านหูก็ยาก ก็เลยต้องมาแก้ตัวเองปรับตัวเอง กว่าจะมาแต่งเพลงธรรมดา ที่จะเป็นภาษาพอฟังกันได้ แต่เราก็รู้จักคำ รู้จักความ รู้จักใช้ภาษา ศัพท์แสงก็น้อยลง แต่สัมผัสยังมีอยู่ดีอยู่ ในความหมายก็ไม่มีปัญหา กว่าจะมาปรับเข้ามาได้ มาเป็นเพลงสมัยนี้หลัดๆก็พอฟังได้ ค่อยยังชั่ว เพราะฉะนั้นเพลงรุ่นแรกๆที่แต่งศัพท์แสงมีเยอะยาก ยิ่งมันเป็นโลกุตรธรรมด้วย เป็นเพลงที่สอนเรื่องละหน่ายคลายอะไร มันก็ยิ่งยากใหญ่ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีปัญหา อาตมาไม่สงสัยว่าทำไมเพลงอาตมาถึงไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนกับเพลงทางโลกเขา เพราะว่าทางโลกเขารับไม่ได้ และเขาก็ไม่รับด้วยโลกุตระ เขาจะเอาแต่โลกีย์ เขาก็จะเอาแต่เพลงรักๆใคร่ๆ เพลงโลกีย์ ดีไม่ดีเพลงลามกด้วย อาตมาก็ทำไม่ไป ก็ได้แต่อย่างที่พอได้ ประมาณนี้อย่างนี้ เรื่องกวีกาลหรือเรื่องพวกนี้นี่ มันเป็นศิลปะ เป็นวรรณกรรมที่ เมืองไทยเรานี่ยังดีมากเลย สืบสานมาจาก จริงๆของอินเดียเขานั่นแหละ สืบสานมาจากอินเดีย แล้วก็มาเป็นแบบไทยๆ ก็มา Apply บ้าง เป็นแบบไทยๆ เราเป็นไทยก็เลยซาบซึ้ง อาตมาก็ว่ามันชวนให้ติด อาตมาเคยอธิบายพวกนี้ บอกว่ามาบวชนี่ ติดเรื่องเพลงเป็นอันสุดท้าย แต่เสร็จแล้วก็ชักคิดได้ เพลงมันก็ต้องใช้จึงเอาเพลงกลับมา ตอนแรกออกมาบวชก็คิดว่าจะไม่เอาแล้วเรื่องนี้ ทิ้ง อะไรต่ออะไรทิ้งหมดแล้ว จนกระทั่งต้องมารื้อฟื้น จนกระทั่งจะเขียนโน้ตไม่เป็นแล้ว เพราะมันลืม เขียนโน้ตไม่ค่อยคล่องไม่ค่อยเป็นแล้ว แต่พอฟื้นขึ้นมามันก็ไม่มีปัญหาอะไรมันก็พอได้ จนกระทั่งเอามาใช้ในวงการศาสนา ผู้ที่เขาถือเขาเคร่งเขาก็ว่า พระอะไรเอาเพลงมาร้อง ยุคนี้สมัยนี้ถ้าเราไม่มี connection ไม่มี relative ไม่มีตัวเชื่อมต่อกันจริงๆ มันก็ไม่ได้ มันจำเป็น คิดดูสิ อาตมาทำมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ค่อยๆกระเตื้องขึ้นมานิดนึงแล้ว จนมีข้างนอกเริ่มมาสัมผัส เริ่มมารับได้แล้วก็เป็นไป แล้วทีนี้เพลงที่เป็นโลกๆของอาตมามันน้อย ก็ค่อยๆเอามา เพลงผู้แพ้ เพลงผู้ครองรักก็พอได้ เพลงธารสวาท เพลงแม่จ๋า นี่ทำมาแล้ว 4 เพลงใช่ไหม ต่อไปเป็นเพลงผกาดั่งนารี ค่อยๆมาเรื่อยๆ โอ้โห กว่าจะมีผู้ที่ Popular ทางโลกีย์เขาหน้อ แล้วก็มาเชื่อมทางเรา มีแฟนนานุแฟนเยอะ มันก็จะค่อยๆได้ ค่อยๆดึงเอาอันนี้ไป ถ้าเขาทำไปได้ที่เขาเรียบเรียงกันไว้ 20-30 เพลง จนกระทั่งเตรียมเป็นคอนเสิร์ตปีหน้า ก็คงจะได้แพร่หลายเพิ่มเติมขึ้นไปพอสมควร 660918 คนเจริญคือคนทำฌานจนเป็นบุญสำเร็จ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #41 ราชธานีอโศก