จะลดอุปาทานต้องปฏิบัติตามจรณะ 15.docx
เนื้อหาในไฟล์
จะลดอุปาทานต้องปฏิบัติตามจรณะ 15 พ่อครูว่า... เราไปกันบนพื้นดินไม่เหินเดินเมฆอะไรไปกับพื้นดินแถวนี้แหละ มีเรื่องของ คนที่มีความเชื่อมีอุปาทาน ความยึดติดในนามธรรม นามธรรมเป็นสิ่งที่ซ้อน นามธรรมคือจิตของเรานี่ ไปประหวัดถึง ไปคิดเอาเองเป็นนิรมานกาย เป็นกายที่เนรมิตเอง จะเป็นอะไรก็ตามแต่สมมุติชื่อสารพัด จะเป็นผี เป็นสาง เป็นเทวดา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นจตุคามรามเทพ เป็นครูกายแก้วอะไร มันเป็นเรื่องนิรมิตเอาเอง แล้วก็หลงว่ามีอำนาจ มีฤทธิ์ มีเดช มีอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ศัพท์เรียกว่าอุปาทาน คือการยึดถือ ติดยึด ตรึงติดตั้ง สมมุติว่ามันมี มันมีฤทธิ์แรงอย่างนั้น มีอิทธิพลอย่างนี้ เก่งอย่างโน้น เก่งอย่างนี้อะไรต่างๆนาๆ เขาก็เชื่อกันไป ตั้งแต่เชื่อ เชื่อแม่น้ำ เชื่อทะเล เชื่อภูเขา เชื่อต้นไม้ เชื่อจอมปลวก กราบเคารพบูชา คนไทยทุกวันนี้ก็ยังกราบเคารพบูชาอะไรพิสดาร แปลกๆก็เชื่อว่ามันมีฤทธิ์มีเดช กราบต้นกล้วย กราบต้นมะพร้าว กราบต้นหญ้า กราบต้นนั่นต้นนี่ที่มันออกผิดประหลาดมาหน่อยก็กราบไปหมด อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันเป็นความไม่มีปัญญา ไม่รู้จัก และมันเป็นการตะกละตะกลาม มันเป็นการยึดถือคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะประทาน มันเป็นเรื่องเทวนิยม 100% สิ่งเหล่านั้นจะมีอำนาจมีฤทธิ์จะประทานโชค ประธานลาภ ประธานอะไรต่ออะไรให้เราได้ดังประสงค์ ตามที่เราอยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นเทวนิยม มันเป็นเรื่องของโลกธรรม ธรรมดาๆ นี่เอง สำคัญที่สุดคือจิตมันอยากได้ ยังมีความไม่พอ มันอยากได้ อยากได้อะไรก็แล้วแต่ อยากได้เงินได้ทอง อยากได้ลาภได้ยศ อยากได้สรรเสริญ อยากได้สุข อยากได้ของงามๆ อยากได้ของอร่อย อยากได้ของไพเราะ อยากได้อะไรมาบำเรอเสพสมกิเลสของตนเอง เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ร
อ่านต่อ
ู้ความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นทั้งหลายเป็นมายาสุขทุกข์ สรุปลงตรงสุขต้องทุกข์ ไม่ได้ก็ทุกข์ดิ้นรนอยากได้ ได้มาก็เสพเป็นสุขแค่นั้นเอง ถ้าหมดสุขหมดทุกข์ หมดเสพสมสุขสม หมดบำรุงบำเรอกิเลส หมดอยากแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย จบ เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงว่ามันเป็นเรื่องหลอก เรื่องความสุขรวมลงที่ความสุข คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่เราไปหลงปั้นขึ้นมา หลอกตัวเองเป็นผีหลอก เป็นมายา ให้มันมีตัวตน มันก็มี ถ้าเราเรียนรู้จริงๆแล้วค่อยๆลดไปทีละขั้นทีละขั้นตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมา แต่ละสิ่งตั้งแต่หยาบกลางละเอียดไปจนกระทั่ง หมด ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงว่าไม่มีเลย จบกิจเป็นอรหันต์ สวรรค์ทั้งหมด มันไม่มีสวรรค์ เป็นของปลอม สวรรค์ไม่มี นรกมันก็ไม่มี ถ้าไม่มีสวรรค์ นรกก็ไม่มี ไม่มีสวรรค์จะขึ้นก็ไม่มีนรกจะตก อยู่ที่เดิมที่กลางๆ ถ้ามีสวรรค์นรกก็มี สวรรค์สูงนรกก็ยิ่งต่ำ สวรรค์สูงขึ้นนรกก็ยิ่งต่ำลงไป เป็นธรรมดาๆเป็นคู่กัน เพราะฉะนั้นไม่ศึกษาไม่เรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 แล้วไล่เรียงเลิกไปทีละขั้นทีละขั้น ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 เลิกแค่นัยยะของศีลข้อ 1 2 3 นี่จะครบมิติ ของความติดยึดกันบริบูรณ์แล้ว นอกนั้นมันก็จะเป็นส่วนขยายออกไปเท่านั้นเอง จาก 3 เส้า เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 จับคู่กัน สามเส้า จนเป็น 9 ไปขยายออกไปอีกเป็น 11 ก็ไปหา 20 อย่างนี้เป็นต้น ไปอีก ซ้อนเป็นการยกกำลังซับซ้อนไปอีก 660920 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก