12. ภาคผนวก ข มีต.ย(180461).docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ข คู่มือบันทึกอาหารบริโภค สำหรับงานวิจัย เรื่อง ผลของการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ต่อการเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาหารเป็นหนึ่งในโลก 1003935 268605 คู่มือบันทึกอาหารบริโภคสำหรับงานวิจัย เรื่อง ผลของการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ต่อการเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จัดทำโดย นางสาว อรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ – สกุล ................................... ............................ เบอร์โทร ..................................... ที่อยู่ ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………. ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสะสม ( HbA1C ) ก่อนเริ่มวิจัย ........ ........ ....% หลังระยะเวลาวิจัย (20 ตุลาคม2560-12 มกราคม2561) ... .... ......... % รูปแบบการรับประทานอาหารปรับสมดุล เน้นการสร้างสมดุลให้ร่างกาย ไม่เย็นเกิน ไม่ร้อนเกิน มีลักษณะอาหารปรับสมดุลคือ ไม่มีเนื้อสัตว์ ไร้สารพิษ ปรุงรสเล็กน้อยเท่าที่พลังชีวิตเต็ม จัดสัดส่วนของอาหารกลุ่มเย็นและร้อนให้สมดุล รับประทานตามลำดับของการย่อยง่ายและเคี้ยวให้ละเอียด พืชผักและอาหารฤทธิ์เย็น กลุ่มผลไม้ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน ชมพู่ สับปะรด ส้มโอ พุทรา แคนตาลูป แตงโม มังคุด ลางสาด มะม่วงดิบ มะยม สาลี่ มะดัน สตรอเบอรี่ สมอไทย มะละกอห่าม ส้มเช้ง เชอรี่ เป็นต้น กลุ่มผัก ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาดหอม
อ่านต่อ
อ่อมแซบ(เบญจรงค์) ผักกาดขาว หัวไชเท้า กวางตุ้ง บัวบก สายบัว วอเตอร์เครส ถั่วงอก ผักหวาน ตำลึง แค ฟักทองอ่อน ยอด/ ดอกฟักทอง บวบ ฟัก แฟง แตงต่าง ๆ กะหล่ำดอก บร็อกเคอรี่ ใบมะยมใบทองหลาง ใบมะขาม ใบมะกอก ใบชะมวง เป็นต้น กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ วุ้นเส้น เส้นขาว (ใส่เคมีเป็นพิษ ไม่ใส่เคมีเป็นฤทธิ์เย็น) ข้าวจ้าวขาว ข้าวจ้าวซ้อมมือ ข้าวจ้าวกล้อง (ข้าวสีเหลือง) กลุ่มโปรตีน ได้แก่ ถั่วขาว เขียว เหลือง ลันเตา โซเ ลย์ขาว ลูกเดือย เห็ดฟาง/นางฟ้า/ หูหนู/ขอนขาว/ลม พืชผักและอาหารฤทธิ์ร้อน กลุ่มผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน ขนุน เงาะ ลำไย ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยไข่ ลองกอง เสาวรส เป็นต้น กลุ่มผัก ได้แก่ ผักรสเผ็ด กลิ่นฉุน เครื่องเทศ ผักโขม คะน้า กะหล่ำปลี แครอท ฟักทองแก่ ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ สาหร่าย หน่อไม้ ผักที่มีฤทธิ์ร้อนมาก ผู้ป่วยที่มีภาวะร้อนเกินควรหลีกเลี่ยงคือ ข่าแก่ กุ้ยช่าย และพริกไทย กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าวเหนียว ข้าวสีแดง ข้าวสีดำ เผือก มัน กลอย ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ กลุ่มโปรตีน ได้แก่ ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่งแดง เนื้อนม ไข่ เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดโคน เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดผึ้ง กลุ่มไขมัน ได้แก่ เมล็ดธัญพืช งา มะพร้าว น้ำมันสกัดเย็น น้ำมันสกัดร้อน หมายเหตุ คนในเมืองหนาว ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเป็นต้น คนที่แข็งแรงหรือหายป่วย ส่วนใหญ่จะใช้อาหารที่ให้ความร้อนหรือพลังงานค่อนข้างสูง เช่นข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี เผือก มัน ข้าวดำ ข้าว นิล ถั่วดำ ถั่วแดง งาดำส้มเขียวหวาน ฝรั่ง สาหร่าย แครอทบีทรูท คะน้า ฟักทองแก่ ถั่วฝักยาวเป็นต้น เมื่อกินอาหารเหล่านี้เขาจะรู้สึกอุ่นสบาย โรคภัยไข้เจ็บก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป วิธีแยกแยะฤทธิ์เย็นฤทธิ์ร้อนของพืชผัก มีหลักการแยก ● เย็น >> ไป >> ● ร้อน ดังนี้ ชิม รสชาติจากเย็น ไป ร้อน เริ่มจาก รสจืด อ่อน ฝาด >>> ขม ซ่า เผ็ด ร้อน แต่ถ้าขมเล็กน้อย เป็น ร้อนดับร้อน 2 . ดู จากเย็น ไป ร้อน 2 . 1 สีอ่อน >> เข้ม ได้แก่ : สีใส > ขาว > เขียว > เหลือง > ส้ม > แดง > ม่วง > ดำเช่นเมล็ดข้าวสาร เรียงจากเย็นไปร้อน ได้แก่ : ข้าวจ้าวขาว > ข้าวซ้อมมือ > ข้าวกล้อง > ข้าวไรซ์เบอรรี่ > ข้าวนิล 2 . 2 เนื้อของผัก หลวม ๆ ชุ่มน้ำ >>> แน่น 3 . ดม จาก เย็น ไป ร้อน กลิ่นอ่อน >>> กลิ่นฉุน แรง 4 . ดื่ม กินพืชผักใดๆ แล้วดื่มน้ำตาม ถ้ารู้สึกว่ารสชาติของน้ำจืดชืด=เย็น ถ้ารสของน้ำอร่อย สดชื่น พืชผักนั้น=ร้อน ตารางปริมาณเครื่องปรุงที่พอเหมาะตามความต้องการของร่างกาย เกลือ 1 ช้อนชา/วัน น้ำตาล 5 ช้อนชา/วัน ไขมัน 4 ช้อนชา/สัปดาห์ พริก 4 - 5 เม็ด/สัปดาห์ การรับประทานอาหารตามลำดับ เป็นการกินอาหารตามลำดับจากการย่อยง่ายไปสู่ยาก และตามลำดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ควรกินดังนี้ 1 . ดื่มสมุนไพรปรับสมดุล เช่น น้ำเขียว (คลอโรฟิลล์ สด จากธรรมชาติ) วิธีการดื่ม วันละ 2 - 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 2 . กินผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้กินก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้ากินเปรี้ยวแล้วเสียวฟัน ให้งดเสีย ส่วนผลไม้หวานให้กินเพียงเล็กน้อย แค่พอสบายตัว และมีกำลัง 3 . กินผักสด หรือผ่านไฟ อาจกินเ ป็นสลัดผัก ยำ ห่อใบเมี่ยง ส้มตำ น้ำพริกหรือ กับข้าวอื่น ๆ 4 . กินข้าวเปล่าโรยเกลือ หรือ กินข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ 5 . ถั่วเขียวต้ม อาจใส่เกลือ หรือน้ำตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟกลาง ๆ หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย) 6 . กินแกงจืด/แกงอ่อม /แกงเลียง/น้ำซุป/น้ำแกงอื่น ๆ ที่รสไม่จัด การเคี้ยวอาหาร วิธีเคี้ยวอาหารได้แบ่งเป็น 3 วิธีคือ 1 . เคี้ยวให้ละเอียดจนกลายเป็นน้ำโดยใช้ 80 ถึง 100 ครั้งต่อคำ ถ้ารู้สึกอยากจะกลืนให้ใช้ลิ้นตวัดกลับมาแล้วเคี้ยวจนกลายเป็นน้ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่นมะเร็ง 2 . เคี้ยวให้ละเอียดพอประมาณโดยเคี้ยวประมาณ 50 ถึง 80 ครั้งต่อคำ เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ 3 . เคี้ยว 4 - 5 ครั้งต่อคำแล้วกลืนจะทำลายสุขภาพไม่ควรปฏิบัติ การรับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ มีวิธีคือให้สังเกตความต้องการของร่างกายโดยสังเกตอาการของร่างกายถ้ารับประทานอาหารได้พอเหมาะจะรู้สึกว่ามีกำลังสบายตัวแต่ถ้ารับประทานอาหารมากเกินไปมักมีอาการไม่สบายปวดเมื่อยตามร่างกายรู้สึกหนักตัว ง่วงนอนอื่น ๆ ให้หยุดรับประทานอาหารเนื่องจากพลังงานส่วนเกินจะเผาหรือทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ สารอาหารบางส่วนก็จะสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำให้เกิดโรคต่างๆได้เช่นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในหลอดเลือดสูงเป็นต้น เมนูอาหาร แกงเลียงมะระหวาน 493395 6350 วิธีทำวิธีทำ 1 . นำผักไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาหั่นชิ้นเล็กๆ ตำลึงเด็ดใบพักไว้ 2 . โขลกพริกไทยกับหัวหอมแดงให้ละเอียด พักไว้ 3 . นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟกลาง พอเดือดใส่มะระหวาน ข้าวโพด เห็ดนางฟ้า ตามพอเดือดอีกครั้งใส่ฟักทองลงไป พอสุกทั่วดีแล้ว ปรุงด้วยเกลือชิมรสแล้วใส่ผักตำลึง คนให้ทั่ว ปิดไฟ 4 . ตักใส่ถ้วยเสิรฟ์ หมายเหตุ ในหลัก"แพทย์วิถีธรรม" ได้ระบุไว้ว่า พริกไทย ข่าแก่ และกุยช่าย จะเป็นตัว ท ี่ ร้อนมากผู้ป่วยหรือผู้ที่มีภาวะร้อนควรงดเพราะจะยิ่งทำให้ร้อนเกินและไม่สบายมาก ซุปธัญพืช(ผักไชยา) 560070 13335 วิธีทำ 1. นำผักไชยามาล้างให้สะอาด หั่นเล็กๆ แยกก้านกับใบ พักไว้ 2. กระทะใส่น้ำตั้งไฟกลาง พอเดือดใส่ก้านผักไชยาลงไปก่อน เมื่อใกล้สุกใส่ใบตามลงไป พอสุกทั่วแล้วปิดไฟ 3. นำไปใส่เครื่องปั่น พร้อมด้วยน้ำนมธัญพืช ปั่นจนละเอียด แล้วเทใส่หม้อตั้งไฟกลางพอร้อนทั่ว ปรุงด้วยเกลือเล็กน้อย 4. ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ หมายเหตุ ถ้าไม่มีผักไชยาก็เปลี่ยนเป็นผักชนิดอื่นเช่น ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักหวานบ้านหรือผักหวานป่าก็ได้ค่ะ เครื่องดื่มปรับสมดุลน้ำนมธัญพืช 93980 -12700 8255 28575 เครื่องปรุง 1. ถั่วโชเล่1 ส่วน (ฤทธิ์เย็น) 2. ถั่วเขียว 1 ส่วน 3. ถั่วขาว 1 ส่วน 4. ถั่วลันเตา 1 ส่วน 5. ลูกเดือย 1 ส่วน 6. ถั่วแดง 1 ส่วน (ฤทธิ์ร้อน) 7. ข้าวกล้อง 1 ส่วน 8. น้ำ วิธีทำ 1. นำถั่วธัญพืชทุกอย่าง และข้าวมาล้างให้สะอาด แช่ค้างคืน 2. จากนั้นนำมาต้มให้สุก แล้วนำไปแช่น้ำคลายความร้อน หรือปล่อยให้เย็น(สำหรับเครื่องที่ปั่นร้อนไม่ได้) 3. ใส่เครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด 4. เทใส่หม้อ ตั้งไฟกลางอีกครั้ง(คนตลอด) พอร้อนทั่วสักพัก ปิดไฟ 5. ตักใส่แก้วเสิร์ฟ (ปรุงด้วยเกลือหรือน้ำตาล) หมายเหตุ 1. ถั่วที่จะใช้ มี1-2 อย่างก็ใช้ได้ 2. ใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารต่างๆได้ หรือทำน้ำสลัด 3. การเก็บใส่ในตู้เย็นได้ประมาณ 1 อาทิตย์ (หรือจะแช่แข็งก็ได้) 4. ท่านจะได้รับโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเหมาะกับทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กทารก อาจารย์หมอเขียวบอกว่า "น้ำนมธัญพืชเป็นนมที่ดีที่สุดในโลก" 5. แต่ถ้าให้ทารกดื่มไม่ต้องปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำตาลเพราะน้ำนมธัญพืชมีรสกลมกล่อมอยู่แล้วในตัว แบบบันทึกอาหารบริโภคใน 1 วัน ครั้งที่ 1/36 วันที่ ..............เดือน.......................... พ.ศ. ..................... คำชี้แจง ขอให้ท่านบันทึกรายการอาหารและปริมาณอาหารที่รับประทานในช่องว่างที่ตรงกับการปฏิบัติจริงของท่านมากที่สุดในแต่ละมื้อสัปดาห์ละ 3 วันคือ เลือกวันทำการ 2 วันและวันเสาร์หรือวันอาทิตย์อีก 1 วัน ( จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ) มื้ออาหาร ชื่ออาหาร ส่วนประกอบ ของอาหาร ปริมาณ (ทัพพี , ช้อนกินข้าว , ช้อนชา) มื้อเช้า เวลา..........................น. สถานที่ .................................... มื้อสาย เวลา.........................น. สถานที่ ................................... มื้อเที่ยง เวลา..........................น. สถานที่ ..................................... มื้อบ่าย เวลา........................น. สถานที่ ................................. มื้อเย็น เวลา.......................น. สถานที่ ................................ แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน คำชี้แจง แบบบันทึกนี้มีไว้เพื่อบันทึกผลเลือดของผู้ป่วยเบาหวานระหว่างการดำเนินการวิจัย บันทึกวันเดิมในแต่ละสัปดาห์ ( เจาะเลือดในช่วงเวลาเช้า หลังอดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ) วันที่ตรวจ เวลา ระดับน้ำตาล FBS ( mg / dl ) ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสะสม ( HbA1C ) ก่อนเริ่มวิจัย ..................% หลังระยะเวลาวิจัย .............................% 598805 59690 0 0