บทที่ 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานทำเสื่อกก กรณีศึกษา ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาความเมื่อยล้า ระดับความเมื่อยล้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานทำเสื่อกก วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-Sectional Survey S tudy) ใช้สถิติเชิงบรรยายและเชิงสหสั ม พันธ์แต่ละด้าน ผลการศึกษาเป็นข้อปฏิบัติของคนงานทำเสื่อกก ณ ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีขั้นตอนและวิธีการศึกษาในรายละเอียดดังนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร ตำราวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2 . เลือกพื้นที่ในการศึกษา และกลุ่มประชากร 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 5. จริยธรรมการวิจัย 6. เก็บรวบรวมข้อมูล 7. การวิเคราะห์ข้อมูล 8. การพิทักษ์สิทธิและความปลอดภัยของประชากรเป้าหมายในการเข้าร่วมการศึกษา ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร ตำราวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เป็นทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดในชั้นตอนการทำเสื่อกกอย่างครบถ้วน ครอบคลุมในแนวทางการวิเคราะห์ด้านต่างๆ เกิดการพัฒนากรอบแนวคิด และแนวทางในการศึกษา การเลือกพื้นที่ในการศึกษา และประชากร 1. พื้นที่ศึกษา เลือกศึกษาในกลุ่มทำเสื่อกกของคนงานทำเสื่อกก เพราะแรงงานระบบนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับจากองค์กรหรือจากกฎหมาย ในการควบคุมกระบวนการผลิต รวมถึงสวัสดิการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการอบรมให้ความรู้ในด้านความปลอดภัยแล
อ่านต่อ
ะสุขอนามัย แรงงานกลุ่มนี้จึงได้รับผลกระทบทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาความเมื่อยล้าที่เกิดจากการทำงานในแต่ละวัน ด้านการเลือกพื้นที่ศึกษา จึงเป็นแบบเฉพาะเจาะจงในกลุ่มทำเสื่อกกของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ผู้วิจัยจึงพิจารณาเลือกเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาและรวบรวมข้อมูล เพื่อเป็นประโยชน์ ในการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานในกลุ่มนี้ต่อไป โดยได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแรงงานกลุ่มนี้บางส่วนแล้ว มั่นใจได้ว่าแรงงานกลุ่มนี้จะให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและแบบประเมินจนครบถ้วนตลอดระยะเวลาจนจบ 2. ประชากรศึกษาและการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 2.1 ประชากรศึกษา ตามทะเบียนจำนวนคนงานทำเสื่อกกของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า มีจำนวน 163 ราย (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560 ) เป็นคนงานทำเสื่อกกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งศูนย์ และทำงานประจำวันในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการทำเสื่อกกจนถึงปัจจุบัน โดยคัดเลือกเฉพาะคนงานทำเสื่อกกที่สมัครใจ มีอายุงานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และเต็มใจในการเข้าร่วมโครงการวิจัย ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามครบกระบวนการ ในช่วงเวลาทำงานภาคบ่ายของวันที่ตอบแบบสอบถาม สามารถอ่านและเข้าใจภาษาไทย โดยทำการศึกษาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 2.2 การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยเลือกใช้การคำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของโร เบิรติ์ เคร ซี่ และ เออร์เยิล ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (ตามตารางที่ 2 ) จากนั้นใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยใช้การจับสลากหมายเลขตามทะเบียนคนงานทำเสื่อกกจนครบจำนวนที่ต้องการ (วาสนา แก้ วหล้า และ วิโรจน์ ไววานิชกิจ. 2557 : 103-113 ) ซึ่งแสดงได้ดังนี้ ตารางที่ 2 จำนวนประชากรและจำนวนขนาดของกลุ่มตัวอย่างของโร เบิรติ์ เคร ซี่ และ เออร์เยิล (นำมาแสดงบางส่วน) จำนวนประชากร (คน) = N จำนวนกลุ่มตัวอย่าง (คน) = n 140 103 150 108 160 113 170 118 180 123 190 127 ปรากฏว่าจำนวนคนงานทำเสื่อกกของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีทั้งสิ้น 163 คน จึงใช้คำนวณโดยวิธีเทียบ บัญญัติไตรยางค์ ได้ ดังนี้ จำนวนประชากรตามตารางข้างต้น 163 คน จะมีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 113 คน จำนวนประชากรเพิ่ม 10 คน กลุ่มตัวอย่างเพิ่ม 5 คน จำนวนประชากรเพิ่ม 3 คน กลุ่มตัวอย่างเพิ่ม 5/10 คน จำนวนประชากรเพิ่ม 3 คน (จาก 160 เป็น 163 ) กลุ่มตัวอย่างเพิ่ม (5*3)/10 = 1.5 คน เพราะฉะนั้น ขนาดของกลุ่มตัวอย่างคนงานทำเสื่อกก กรณีศึกษา ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีทั้งสิ้น 113 + 1.5 = 114.5 คน = 115 คน เกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษา 1. กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ คนงานทำเสื่อกกของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 2. เป็นผู้ที่ทำงานขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งในการทำเสื่อกกต่อเนื่องกันอย่างน้อย 5 ปี 3. เป็นผู้ที่สามารถอ่านและเข้าใจภาษาไทย 4. เป็นผู้ที่สมัครใจและเต็มใจในการเข้าร่วมโครงการวิจัย โดยให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม แบบประเมินในเชิงจิตวิสัย ( Subjective test ) และเข้ารับการวัดในเชิงวัตถุวิสัย (Objective test) ครบกระบวนการในช่วง หลัง เวลาเลิกทำงานของวันที่ตอบแบบสอบถาม ซึ่งมีการทำงานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน เกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อออกจากการศึกษา 1 . เป็นสมาชิกที่ไม่สมัครใจ 2) ไม่สามารถอ่านและเข้าใจภาษาไทย 3 ) ขอถอนตัวออกจากการวิจัยระหว่างการเก็บข้อมูล 4 ) อายุงานไม่ถึง 5 ปี 5 ) ชั่วโมงการทำงานในวันที่ตอบแบบสอบถามไม่ถึง 8 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน ผู้วิจัย ผู้ช่วยผู้วิจัย ใช้แบบสอบถามและแบบประเมินที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน 5 ข้อ ใช้แบบสอบถามชนิดปลายเปิด ได้แก่ ( 1) อายุ ( 2 ) กิจกรรมอาชีพอื่น ( 3 ) ค่าความดันโลหิต ใช้แบบสอบถามชนิดปลายปิด ได้แก่ ( 1) เพศ ( 2) สถานภาพสมรส ส่วนที่ 2 แบบสอบถามข้อมูลปัญหาสุขภาพ จำนวน 2 ข้อ (แบบประเมินความเสี่ยงอาการผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค) ใช้แบบสอบถามชนิดปลายเปิด ได้แก่ ( 1) โรคประจำตัว ( 2) การบาดเจ็บของอวัยวะ ส่วนที่ 3 แบบประเมินสภาพแวดล้อมการทำงาน แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสภาพทั่วไป จำนวน 6 ข้อ ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน จำนวน 7 ข้อ ด้านการเคลื่อนไหวซ้ำๆ จำนวน 2 ข้อ และด้านการยกของ จำนวน 5 ข้อ (แบบประเมินความเสี่ยงอาการผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค) ใช้แบบประเมินชนิดคำตอบว่า ใช่ และ ไม่ใช่ ส่วนที่ 4 แบบประเมินลักษณะความเมื่อยล้า เป็นการวัดเชิงจิตวิสัย ( Subjective test) จำนวน 5 ข้อ (แบบประเมินความเสี่ยงอาการผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค) ส่วนที่ 5 แบบประเมินค่าดัชนีความไม่ปกติ (Abnormal Index) ใน 8 ด้านของผู้ตอบแบบประเมิน เป็นการประเมินเชิงจิตวิสัย (Subjective test) Abnormal Index คือ ค่าดัชนีความผิดปกติ ซึ่งใช้สำหรับประเมินความล้าทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจภายหลังจากการทำงานครบรอบระยะเวลาการทำงานของพนักงาน โดยใช้ความรู้สึกของพนักงานเป็นเกณฑ์ในการประเมิน เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงวิธีการทำงานของพนักงานให ้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (จเร เลิศสุดวิชัย. 2553 : 8 ) ใช้แบบประเมินชนิดมาตรประเมินค่าแบบกราฟ (Graphic rating scale) กำหนดระดับความเข้มในรูปของคำที่ต่างกันสองขั้ว (Bipolar questionnaire) ถามเกี่ยวกับความไม่สบาย ความเมื่อยล้า ทั้งนี้เพราะไม่สามารถมองเห็นความไม่สบายได้โดยตรง มีจำนวน 8 ด้าน ได้แก่ ( 1 ) ความล้าทั่วไป ( 2 ) ความเสี่ยงต่อการเจ็บปวดและบาดเจ็บ ( 3 ) ระดับความสนใจต่องานที่ทำ ( 4 ) ความซับซ้อนของลักษณะงาน ( 5 ) ความยากง่ายของการทำงาน ( 6 ) จังหวะการทำงาน ( 7 ) ความรับผิดชอบในการทำงาน และ ( 8 ) ความเป็นอิสระในการทำงาน ให้ระดับคะแนน 10 ลำดับ ตั้งแต่ 0 ถึง 9 โดย “ 0 ” หมายถึง น้อยสุด และ “ 9 ” หมายถึง มากสุด) ด้วยการคำนวณค่าดัชนีความไม่ปกติ (Abnormal Index = AI) โดยใช้สมการ 2447290 251460 8 0 0 8 1880235 256540 0 AI = ∑( 1,2,4,5,6,7) - ∑(3,8) ค่าดัชนี (AI) ที่คำนวณได้ สามารถประเมินผลได้ดังนี้ < 0- 0 = ไม่มีปัญหาอะไรเลย 0.01 - 2.00 = มีปัญหาเล็กน้อยพอทนได้ 2.01 - 3.00 = ต้องระมัดระวังเอาใจใส่ 3.01- 4.00 = เริ่มเป็นปัญหามากจนทนไม่ได้ > 4.01 = ผิดปกติ ต้องรีบดำเนินการแก้ไขทันที การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา ภาษาที่ใช้ ความครอบคลุม และความสอดคล้องตามตัวแปรที่กำหนด 2. การทดสอบความเข้าใจในภาษาที่ใช้ และเนื้อหาของแบบสอบถาม แบบประเมินกับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เดียวกัน ในตำบลเดียวกัน โดยการให้ตอบแบบสอบถามและสอบถามความเข้าใจ 3. การทดสอบความตรงเชิงเนื้อหา นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้น มาตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) เพื่อความครอบคลุมและการใช้ภาษา โดยได้รับการแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความเกี่ยวข้องจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1 ) นายแพทย์ด้านอาชีวอนามัย 2) นักกิจกรรมบำบัด และ 3 ) ผู้ชำนาญการอาชีวอนามัย 4. การทดสอบความเที่ยง (Reliability) ของเครื่องมือ โดยการนำแบบสอบถามและแบบประเมินที่ผ่านการตรวจและแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำมาทดสอบโดยให้คนงานทำเสื่อกกของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า ที่คัดเลือกออกมาจากประชากรเป้าหมาย มีเกณฑ์ขั้นต่ำจำนวน 30 ราย แต่ผู้วิจัยคัดเลือกเป็น 40 ราย เพื่อป้องกันแบบสอบถามและแบบประเมินที่ข้อมูลสูญหาย โดยให้ตอบคำถามในแต่ละส่วน จากนั้นนำแบบสอบถามและแบบประเมินมาหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ ด้วยการใช้สูตร สัมประสิทธิ์ค รอน บาค แอลฟา ( Cronbach’s Alpha Coefficient) ซึ่งใช้วิเคราะห์ความสอดคล้องภายในรายข้อ เหมาะกับแบบสอบถามของผู้วิจัยในการให้คำตอบเป็นแบบ Likert -type scale จากสูตรดังนี้ α = K K-1 {1- Si 2 St 2 } เมื่อ K คือ จำนวนข้อ Si 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ St 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานยกกำลังสอง) ซึ่งกระบวนการทดสอบหาค่าความเที่ยง ได้ค่าดังนี้ ตัวแปรที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงาน 0.784 ตัวแปรที่เกี่ยวกับลักษณะความเมื่อยล้า 0.941 ตัวแปรที่เกี่ยวกับความเมื่อยล้าจากค่าดัชนีความไม่ปกติ ( AI) ใน 8 ด้าน 0.714 จากนั้นนำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจแก้ไขแล้ว นำเสนอต่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราช ภัฏ สุรินทร์ จริยธรรมการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการขอรับรองจริยธรรมการวิจัย จากคณะกรรมการจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยราช ภัฏ สุรินทร์ ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เลขที่รับรอง HE-SRRU2-0009 หลังจากที่ได้รับการรับรองแล้วผู้วิจัยขอความยินยอมการเข้าร่วมการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่าง ก่อนเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยชี้แจงให้กลุ่มตัวอย่างทราบถึงสิทธิในการยอมรับ หรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยในครั้งนี้ หากกลุ่มตัวอย่างมีความประสงค์จะขอถอนตัวจากการเป็นกลุ่มตัวอย่าง สามารถทำได้โดยแจ้งให้ผู้วิจัยทราบ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองตลอดระยะเวลาในการศึกษา โดยมีขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ 1. นำหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ราช ภัฏ สุรินทร์ เพื่อขอความร่วมมือในการศึกษา ถึงประธานศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ รายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล และการขออนุญาตในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. พบประธานศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ หาข้อมูลสำหรับผู้ที่เข้าร่วมในการวิจัย การเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย รายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล ขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดวันเวลา และสถานที่ ในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบความเที่ยง (Reliability) ของเครื่องมือ 3. ผู้วิจัยดำเนินการชี้แจงข้อมูลสำหรับผู้ที่เข้าร่วมในการวิจัย และการเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย พร้อมแสดงตัวอย่างการตอบแบบสอบถามและแบบประเมิน ใช้เกณฑ์คัดเลือกเข้าและคัดเลือกออกจากการวิจัยเหมือนกับประชากรศึกษา จากนั้นดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 ราย เป็นผู้ตอบแบบสอบถามเพื่อหาค่าความเที่ยง (Reliability) ของข้อคำถาม โดยแจกจ่ายแบบสอบถามและแบบประเมินที่ผ่านการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้เชี่ยวชา ญแล้ว ให้แก่คนงานทำเสื่อกกทำการตอบแบบสอบถามและแบบประเมิน ผู้วิจัยอยู่ในพื้นที่ขณะที่คนงานทำเสื่อกกกำลังตอบแบบสอบถาม เพื่อตอบข้อซักถามเพิ่มเติมตามที่คนงานทำเสื่อกกสอบถาม โดยใช้เวลาหลังเลิกทำงานของคนงานทำเสื่อกก เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการทำงานมาแล้วในวันเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นรวบรวมกลับคืน โดยใช้เวลาในการดำเนินการ 7 วัน 4. นำแบบสอบถามและแบบประเมินมาตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล พร้อมบันทึกข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามและแบบประเมินลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ 5. นำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามและแบบประเมิน เพื่อเสนอคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราช ภัฏ สุรินทร์ เพื่ออนุมัติให้ใช้แบบสอบถามและแบบประเมิน 6. เมื่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของหลักสูตรวิทยา ศาสต รมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราช ภัฏ สุรินทร์ อนุมัติให้ใช้แบบสอบถามและแบบประเมิน ในการทำวิจัยแล้ว ผู้วิจัยทำการนัดหมายกับประธานศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่ เพื่อดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 7. ผู้วิจัยดำเนินการชี้แจงข้อมูลสำหรับผู้ที่เข้าร่วมในการวิจัย และการเซ็นใบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย ผู้วิจัยสนทนากับคนงานทำเสื่อกกเพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอิสระมีบรรยากาศเป็นกันเองกับผู้วิจัย ผู้วิจัยแสดงตัวอย่างการตอบแบบสอบถามและแบบประเมิน จากนั้นดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นแรก ดำเนินการแจกจ่ายแบบสอบถามและแบบประเมินให้แก่กลุ่มตัวอย่างทำการตอบแบบสอบถามและแบบประเมิน ผู้วิจัยและผู้ช่วยผู้วิจัยอยู่ในสถานที่กลุ่มตัวอย่างกำลังตอบแบบสอบถาม เพื่อตอบข้อซักถามเพิ่มเติมตามที่คนงานทำเสื่อกกสอบถาม โดยใช้เวลาใกล้เลิกทำงานของคนงานทำเสื่อกกแต่ละราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากคนงานทำเสื่อกกที่ผ่านการทำงานมาแล้วในวันเก็บรวบรวมข้อมูล และรวบรวมกลับคืน ผู้วิจัยกล่าวขอบคุณคนงานทำเสื่อกกที่ให้ความร่วมมือและรวบรวมแบบสอบถามแบบประเมินกลับคืน โดยใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 4 สัปดาห์ 8. นำแบบสอบถามและแบบประเมินมาตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ในรายละเอียด พร้อมบันทึกข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถาม และวิเคราะห์ ค่าสถิติต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมทั้งหมดมาตรวจสอบความถูกต้อง ความสมบูรณ์และนำไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ( ยุทธ ไกยวรรณ์ . 2555 : 10 ) ตอนที่ 1 ศึกษาปัญหาความเมื่อยล้า ระดับความเมื่อยล้าของคนงานทำเสื่อกก โดยแบ่งตามขั้นตอนได้ดังนี้ 1. ข้อมูลส่วนบุคคล (เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพ ระดับนามบัญญัติ Nominal Scale ) ได้แก่ ( 1) เพศ ( 2 ) สถานภาพสมรส ( 3 ) การประกอบอาชีพอื่น วิเคราะห์รายข้อโดยการแจกแจงความถี่และหาร้อยละของคะแนนแต่ละคำตอบ 2. ข้อมูลส่วนบุคคล (เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพ ระดับจัดลำดับ Ordinal Scale) ได้แก่ 1) ความดันโลหิต วิเคราะห์รายข้อโดยการแจกแจงความถี่และหาร้อยละของคะแนนแต่ละคำตอบ 3. ข้อมูลส่วนบุคคล (เฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณ ระดับเรียงลำดับ Ratio Scale ) ได้แก่ 1) อายุ วิเคราะห์รายข้อโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุดของแต่ละคำตอบ 4. ข้อมูลปัญหาสุขภาพ เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ระดับนามบัญญัติ ได้แก่ 1) โรคประจำตัว 2) การประสบอุบัติเหตุก่อนอาชีพทำเสื่อ วิเคราะห์รายข้อโดยการแจกแจงความถี่และหาร้อยละของคะแนนแต่ละคำตอบ 5. ข้อมูลสภาพแวดล้อมการทำงาน เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ระดับนามบัญญัติ วิเคราะห์รายข้อโดยการแจกแจงความถี่และหาร้อยละของคะแนนแต่ละคำตอบ 6. ข้อมูลลักษณะความเมื่อยล้า เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ระดับนามบัญญัติ และระดับจัดลำดับ วิเคราะห์รายข้อโดยการแจกแจงความถี่และหาร้อยละของคะแนนแต่ละคำตอบ ตอนที่ 2 ศึกษาระดับความเมื่อยล้า ในเชิงจิตวิสัย ( Subjective test) ศึกษาระดับความเมื่อยล้าโดยวัดจากแบบประเมินค่าดัชนีความไม่ปกติ (Abnormal Index) ใน 8 ด้าน ได้แก่ ( 1 ) ด้านความล้าทั่วไป ( 2 ) ด้านความเสี่ยงต่อการเจ็บปวดและบาดเจ็บ ( 3 ) ด้านระดับความสนใจต่องานที่ทำ ( 4 ) ด้านความซับซ้อนของลักษณะงาน ( 5 ) ด้านความยากง่ายของการทำงาน ( 6 ) ด้านจังหวะการทำงาน ( 7 ) ด้านความรับผิดชอบในการทำงาน ( 8 ) ด้านความเป็นอิสระในการทำงาน วิเคราะห์รายด้านโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุดแต่ละด้าน หาร้อยละของระดับค่าดัชนีความไม่ปกติของค่าเฉลี่ย ร้อยละของระดับค่าดัชนีความไม่ปกติของแต่ละราย ด้วยการคำนวณค่าดัชนีความไม่ปกติ (Abnormal Index = AI) โดยใช้สมการ 2821305 225191 8 0 0 8 2339340 224790 0 AI = ∑( 1,2,4,5,6,7) - ∑(3,8) ตอนที่ 3 ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานทำเสื่อกก ด้วยสถิติค่าสหสัมพันธ์ เพียร์ สัน โปร ดักโมเมนต์ (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) Bivariate Correlation ในข้อมูลเชิงปริมาณ และ Fisher’s Exact Test ในข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปบันทึกข้อมูลและหาความสัมพันธ์ของตัวแปรแต่ละตัว การวิจัยครั้งนี้กำหนดระดับนัยสำคัญทางพารามิเตอร์ที่ระดับ 0.05 ( ยุทธ ไกยวรรณ์ . 2555 : 26 ) การพิทักษ์สิทธิและความปลอดภัยของประชากรเป้าหมายในการเข้าร่วมการศึกษา ผู้วิจัยทำการชี้แจงว่า ความสมัครใจของกลุ่มตัวอย่าง จะไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มตัวอย่าง โดยจะได้รับใบชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการวิจัย เพื่อศึกษาก่อนตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัย หากกลุ่มตัวอย่างตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัย ผู้วิจัยจะให้ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากเกิดเปลี่ยนใจภายหลังก็มีสิทธิขอถอนตัวโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น ข้อมูลที่ได้รับจากการการตอบแบบสอบถามจะถูกเก็บไว้เป็นความลับและใช้ประโยชน์เฉพาะสำหรับงานวิจัยเท่านั้น ทั้งนี้จะไม่มีการระบุชื่อ ที่อยู่ หรือสัญลักษณ์ใดๆ ผู้ตอบแบบสอบถาม การวิจัยนี้ไม่ก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงหรืออันตรายใดๆ ต่อกลุ่มตัวอย่าง และผู้วิจัยจะทำลายแบบสอบถามที่กลุ่มตัวอย่างส่งคืนมาให้หลังเสร็จสิ้นการวิจัยแล้ว สรุปการศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานทำเสื่อกก กรณีศึกษา ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีวิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร ตำราวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ทำให้ผู้วิจัยได้แนวคิดในการสังเคราะห์ประเด็นต่างๆ เกิดการพัฒนากรอบแนวคิด และแนวทางในการศึกษา การเลือกพื้นที่การศึกษาและประชากรเป้าหมาย เป็นกรณีศึกษาของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลภาคสนาม ทำการแจกแบบสอบถามและแบบประเมินด้วยตัวผู้วิจัย ขอบเขตการวิจัยเป็นเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-sectional survey study) วิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและเชิงสหสัมพันธ์แต่ละด้าน ตารางที่ 3 คุณลักษณะของข้อมูล วิธีการได้มาของข้อมูล เทคนิคการวิจัย เครื่องมือวิจัย ข้อมูล บุคคลที่ทำการศึกษา เทคนิคการเก็บข้อมูล เครื่องมือ 1. ข้อมูลส่วนบุคคล คนงานทำเสื่อกก แจกแบบสอบถาม แบบสอบถามส่วนที่ 1 2. ข้อมูลปัญหาสุขภาพ คนงานทำเสื่อกก แจกแบบสอบถาม แบบสอบถามส่วนที่ 2 3. ข้อมูลสภาพแวดล้อมการทำงาน คนงานทำเสื่อกก แจกแบบประเมิน แบบประเมินส่วนที่ 3 4. ข้อมูลลักษณะความเมื่อยล้า คนงานทำเสื่อกก แจกแบบประเมิน แบบประเมินส่วนที่ 4 5. ข้อมูลค่าดัชนีความไม่ปกติ (Abnormal Index) ใน 8 ด้าน คนงานทำเสื่อกก แจกแบบประเมิน แบบประเมินส่วนที่ 5