10 บทที่ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่อง รูปแบบและผลการสวนล้างลำไส้ใหญ่ ของผู้เข้าค่ายสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ผู้วิจัยได้ค้นคว้าข้อมูล เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามหัวข้อและรายละเอียดดังนี้ 1. แนวคิดองค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม 2 . การประเมินภาวะร้อนเย็น 9 ภาวะ ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 3 . กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหาร 4 . ส่วนประกอบของอุจจาระ 5 . ปัญหาที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร 6 . ส่วนประกอบและการทำงานอย่างอัตโนมัติของชีวโมเลกุล 7 . การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (โอเร็ม) 8 . การสวนล้างลำไส้ใหญ่ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน 9 . การสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพร 10 . การสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยต นเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 11 . สารประกอบในน้ำปัสสาวะ 1 2 . พฤติกรรมสุขภาพกับภาวะสุขภาพ 1 3 . เครื่องมือการวัดด้านสุขภาพ 1 4 . งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิด องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม ( Buddhist Medicine ) ความหมาย การแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจ พอเพียง ของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สำนักการแพทย์ทางเลือก. 2555 : 1 ) พัฒนา องค์ความรู้โดย ใจเพชร กล้าจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม ที่นำเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบันแผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยมคือ อิทธิบาท 4 อารมณ์ อาหาร ออกกำลังกาย อากาศ เอนกาย เอาพิษภัยออก และอาชีพที่เหมาะสมมาบริหารจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ ผสมผสาน บูรณาการด้วยหลักธรรมของพุทธศาสนา ร่วมกับหลักการปรับสมดุลร้อนเย็น และปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท
อ่านต่อ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ โดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลักประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืน โดยสามารถสร้างความเป็นพุทธะในตนไปพร้อม ๆ กับ การเกื้อกูลมวลมนุษยชาติ ด้วยการสานพลังกับหมู่มิตรดี ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยมี แนวทางปฏิบั ติ คือยา 9 เม็ดหรือเทคนิค 9 ข้อ ( ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 180-181) คือ 1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 2. การ กัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม 3. การสวนล้างลำไส้ใหญ่ ( Colon D etoxification ) ด้วยสมุนไพร 4. การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน 5. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร 6 . การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง 7 . การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย 8 . ใช้ธรรมะ ทำใจให้เป็นสุข ยินดี เต็มใจ เบิกบาน แจ่มใส สงบ สบายไร้กังวล คบมิตรดี ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี 9. รู้เพียรรู้พักให้ พอดี การปรับสมดุลร้อนเย็นด้วยข้อปฏิบัติเทคนิค 9 ข้อหรือยา 9 เม็ด ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม จะปรับสมดุลไปสู่จุดที่รู้สึก สุขสบายเบากายมีกำลัง และปรับกลับไปกลับมาตามภาวะร้อนเย็นของผู้นั้น ณ สิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น ๆ แต่ละคนอาจเลือกทำเพียงข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อร่วมกันตามความเหมาะสมของแต่ละคน ข้อใดที่ทำแล้วรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบาย แต่เบากาย มีกำลัง แสดงว่าเหมาะสมกับผู้นั้น ณ เวลานั้นควรทำต่อไป ส่วนข้อใดที่ทำแล้วรู้สึก ไม่สุขไม่สบาย หนักตัวอ่อนเพลีย แสดงว่าไม่เหมาะสมกับผู้นั้น ณ เวลานั้น ควรงดเสีย ที่มาของการแพทย์วิถีธรรม การแพทย์วิถีธรรม หรือมีชื่อเรียกอีก อย่าง หนึ่งว่าการแพทย์วิถีพุทธ เริ่มต้นจากการมองเห็นภาพรวมของปัญหาสุขภาพที่ มวล มนุษยชาติต้องประสบอยู่ในปัจจุบันว่ามี 3 ลักษณะ คือ ( 1 ) ปริมาณผู้ป่วย ชนิด และความรุนแรงของความเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ( 2 ) ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น ( 3 ) ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองลดน้อยลง การบริหารองค์ความรู้และการดำเนินการที่มีอยู่ในระบบปกติช่วยลดปัญหาได้เพียงบางส่วน ยังมีปัญหาอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ยิ่งไปกว่านั้นกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ๆ ทฤษฎีการแพทย์วิถีธรรม (สำนักการแพทย์ทางเลือก. 2558 : 21 ) จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาจาก การวิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้าน ทฤษฎีสสารและพลังงาน และทฤษฎีขั้วตรงกันข้ามเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างสุขภาวะ และเพื่อช่วยลดหรือแก้ปัญหาดังกล่าว (ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 21 ) ในรูปแบบค่ายสุขภาพวิถีธรรม ค่ายพระไตรปิฎก และค่ายแฟนพันธุ์แท้ อบรมแนวทางการดูแลสุขภาพ แบบพึ่งตนเองด้านร่างกายและจิตใจแก่ประชาชนที่สนใจโดยไม ่คิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน สมดุลร้อนเย็นที่มีผลต่อสุขภาพ การแพทย์วิถีธรรมเชื่อว่าภาวะร่างกายและจิตใจที่มีความสมดุลร้อนเย็นจะส่งผลให้เกิดความแข็งแรง แต่ถ้าร่างกายและจิ ต ใจมีภาวะร้อนเย็นไม่สมดุลจะส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วย ดังนั้นจึง แบ่ง สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค/อาการเจ็บป่วยเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ( 1 ) ความร้อนเย็นไม่สมดุลด้านวัตถุ ( 2 ) ทำบาป/อก ุ ศ ลกรรม ( 3 ) การไม่บำเพ็ญบุญกุศล ( 4 ) ความกลัว /ความใจร้อน/ความกังวล/ความ เศร้าหมอง และ ( 5 ) การคบมิตรที่ไม่ดี การอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ดี (สำนักการแพทย์ทางเลือก. 2558 : 21 ) ซึ่งแนวทางในการแก้ไขหรือหัวใจหลักของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม คือ การแก้ปัญหาความเจ็บป่วยที่ต้นเหตุด้วยสิ่งที่ประหยัดเรียบง่ายตามที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ ตัวชี้วัดภาวะสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ตัวชี้วัดของการมีสุขภาพที่ดี มี 5 ข้อ ดังนี้ ( 1) ความเจ็บป่วยน้อย ( 2) ความลำบากกายน้อย ( 3) เบากาย ( 4) มีกำลัง ( 5) เป็นอยู่ผาสุก เมื่อปรับสมดุลร้อนเย็นมีอาการ 3 อย่างที่ควรรู้ ( ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 271-273 ) ดังนี้ 1. รู้สึกสบายเบากายมีกำลัง แสดงว่า ปรับสมดุลร้อนเย็นได้ถูกต้อง และช่องทางระบายพิษของร่างกายโล่ง ให้ใช้วิธีนั้นต่อไป 2 . รู้สึกไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง แสดงว่า ปรับสมดุลร้อนเย็นได้ถูกต้อง ชีวิตจึงมีกำลังส่งผลให้มีความรู้สึกเบากาย แต่ช่องทางระบายพิษของร่างกายติดขัดจึงเกิดอาการไม่สบายขึ้น ให้ใช้วิธีนั้นต่อไปพร้อมกับเปิดช่องทางระบายพิษทุกช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางที่ติดขัดคือบริเวณที่เกิดอาการไม่สบาย ด้วยการใช้เทคนิค 9 ข้อ ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมหรือวิธีอื่น ๆ ที่ถูกกัน (ลางเนื้อชอบลางยา) เมื่อปฏิบัติได้ดีต่อเนื่องอาการไม่สบายจะทุเลาหรือหายไป 3 . รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง แสดงว่า การปรับสมดุลร้อนเย็นไม่ถูกต้อง ทำให้เกิด ภาวะร้อนเย็นไม่สมดุลยิ่งขึ้น ชีวิตจะเสียพลังในการขับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลออก ทำให้รู้สึก อ่อนเพลียหนักตัว รวมทั้งเกิดอาการไม่สบายต่าง ๆ ถ้าทำต่อไปจะเกิดผลเสียหายต่อสุขภาพยิ่งขึ้น ให้หยุดวิธีการนั้น แล้วค้นหาวิธีการใหม่ที่ถูก กัน การประเมินภาวะร้อนเย็น 9 ภาวะตามหลักการแพทย์วิถีธรรม การประเมินอาการโดยพิจารณาจากร้อนเย็นไม่สมดุลซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการเจ็บป่วย สามารถจำแนก กลุ่ม อาการเจ็บป่วยจากภาวะร้อนเย็นไม่สมดุล ตามหลัก การ แพทย์วิถีธรรม ได้ 9 กลุ่มอาการ (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : 2-9) ดังนี้ 1 . กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน 2 . กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน 3 . กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกิน เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 . กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะ ร้อนหลอก ชนิดที่ 1 ( เย็นเกิน ) 5 . กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะ ร้อน หลอก ชนิดที่ 2 (ร้อนเย็น พันกัน ) 6 . กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะเย็น หลอก ชนิดที่ 1 (ร้อน เกิน ) 7 . กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะเย็น หลอก ชนิดที่ 2 (ร้อน เย็นพันกัน ) 8 . กลุ่มอาการของร่างกายที่มี ภาวะร้อน เย็นพันกันหลอก ชนิดที่ 1 (ร้อนเกิน) 9. กลุ่มอาการของร่างกายที่มีภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก ชนิดที่ 2 (เย็นเกิน) การประเมินว่าจะเป็นกลุ่มอาการอะไรจะพิจารณาจากอาการหลักเป็นสำคัญ ร่วมกับอาการเด่นเป็นตัวช่วยในการพิจารณา จะกล่าวรายละเอียดการประเมิน (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : 2 - 9 ) ดังต่อไปนี้ กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน ยุคนี้ 80 % มักจะร้อนเกิน ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเครียด อาหารรสจัด อาหารเนื้อสัตว์ อาหารมีสารพิษ การสัมผัสเครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องอิเลคโทรนิค โลกร้อนขึ้น และมลพิษต่าง ๆ เป็นต้น อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) 1. เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกไม่สบาย ไม่เบากายไม่มีกำลัง (อ่อนเพลียหนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง อาการเด่น เป็น อาการที่มักเป็นในลำดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้ ได้แก่ ปากคอแห้ง กระหายน้ำ ดื่มน้ำแล้วรู้สึกสดชื่น ปวด บวม แดง ร้อน ตึง แข็ง มึน ชา แผลพุพอง ผื่น คัน ปัสสาวะเข้มปริมาณน้อย อุจจาระแข็ง กำลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว การแก้ไขภาวะร้อนเกิน กรณีเป็นภาวะร้อนเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็น ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน ยุคนี้ 5 % มักจะเย็นเกิน ซึ่งมี สาเหตุตรงกันข้ามกับภาวะร้อนเกิน อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์หรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในลำดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ำ รสของน้ำจืดผิดปกติ ปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา ท้องอืด หัวตื้อ มือเย็น เท้าเย็น หนาวสั่น ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหลว กำลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นเบา เส้นเลือดหดตัว การแก้ไขภาวะเย็นเกิน กรณีเป็นภาวะเย็นเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน มีเพียง 15 % ของคนยุคนี้ มักจะมีทั้งภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) แต่เมื่อกระทบทั้งสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง เช่น อยู่ในร่มหรือที่อากาศเย็นแล้วรู้สึกหนาว อยากตากแดดหรืออยากอยู่ใน ที่อากาศร้อน พอตากแดดหรืออยู่ในที่อากาศร้อน แล้วรู้สึกสบาย สักพักรู้สึกร้อนไม่สบายตัว อยากเข้าร่มหรืออยากอยู่ในที่อากาศเย็น พอเข้าร่มหรืออยู่ในที่อากาศเย็นก็สบายดี สักพักเกิดอาการหนาวไม่สบาย อยากตากแดดหรืออยากอยู่ในที่อากาศร้อน สลับไปมาแบบนี้เรื่อย ๆ แสดงว่าชีวิตต้องการทั้งพลังร้อนและเย็นมาสังเคราะห์ในเวลาเดียวกัน แสดงว่าเป็นอาการภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือกินอาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบาย กินอาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบาย แต่กินอาหารหรือสมุนไพรทั้งฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบาย เบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง แสดงว่าชีวิตต้องการสารและพลังงานทั้งร้อนและเย็นมาสังเคราะห์ในเวลาเดียวกัน แสดงว่าเป็นอาการภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในลำดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ไข้สูง (เป็นเด่นของร้อน) แต่หนาวสั่น (เป็นเด่นของเย็น) ปวดศีรษะ (เป็นเด่นของร้อน) ร่วมกับท้องอืด (เป็นเด่นของเย็น) ตัวร้อน (เป็นเด่นของร้อน) ร่วมกับมือเท้าเย็น (เป็นเด่นของเย็น) เป็นต้น การแก้ไขภาวะร้อนเย็นพันกัน กรณีเป็นภาวะร้อนเย็นพันกัน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน เท่าที่รู้สึก สุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการขอ งภาวะร่างกาย ที่มีภาวะร้อนหลอก ชนิดที่ 1 (เย็นเกิน) เป็นภาวะเย็นเกินจนตีกลับเป็นออกอาการร้อนเกิน ซึ่งสาเหตุเกิดจากภาวะเย็นเกิน สามารถ ตรวจสอบได้จากอาการหลัก และอาการเด่น/อาการแสดง ดังนี้ อาการหลัก 1. เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นอื่น ๆ แล้ว รู้สึกไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อน อื่น ๆ แล้ว รู้สึกสบาย เบากาย มี กำลัง หรือ ไม่สบาย แต่เบากาย มีกำลัง อาการเด่น อาการเด่น หรือ อาการแสดงของภาวะเย็นเกิน/ร้อนหลอก สามารถประเมินภาวะเย็นเกิน/ร้อนหลอกโดยพิจารณาจากอาการแสดงของภาวะร้อนเกิน ต่อไปนี้ คือ ปากคอแห้ง กระหายน้ำ ปวด บวม แดง ร้อน ตึง แข็ง มึน ชา มีแผลพุพอง ผื่นคัน ปัสสาวะเข้ม ปริมาณน้อย อุจจาระแข็งหรือท้องผูก อ่อนเพลีย หนักตัว กำลังตก ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว เป็นต้น การแก้ไข กรณีเป็นภาวะร้อนหลอก (เย็นเกิน) แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อ น ลดหรืองดสิ่งที่มี ฤทธิ์ เย็ น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะร้อน หลอก ชนิดที่ 2 (ร้อนเย็น พันกัน) เป็นภาวะของร่างกายที่มีสาเหตุมาจากร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน และเฉพาะภาวะเย็นเกินตีกลับเป็นออกอาการร้อนเกิน สามารถตรวจสอบได้จากอาการหลัก และอาการเด่น/อาการแสดง ดังนี้ อาการหลัก 1. เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นอื่น ๆ เพียงอย่างเดียวแล้ว รู้สึกไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศร้อ น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อน อื่น ๆ เพียงอย่างเดียว แล้ว รู้สึก ไม่ สบาย ไม่ เบากาย ไม่มี กำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 3. เมื่อกระทบอากาศ อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อนและฤทธิ์เย็นผสมกัน แล้วรู้สึกสบาย เบากาย มี กำลัง หรือ ไม่สบาย แต่เบากาย มีกำลัง อาการเด่น อาการแสดงของภาวะร้อนหลอก (ร้อนเย็นพันกัน) สามารถประเมินภาวะร้อนหลอก (ร้อนเย็นพันกัน) โดยพิจารณาจากอาการเด่นหรืออาการ แสดงของภาวะร้อนหลอก ได้ดังอาการต่อไปนี้ คือ ปากคอแห้ง กระหายน้ำ ปวด บวม แดง ร้อน ตึง แข็ง มึน ชา มีแผลพุพอง ผื่นคัน ปัสสาวะเข้ม ปริมาณน้อย อุจจาระแข็งหรือท้องผูก อ่อนเพลีย หนักตัว กำลังตก ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว เป็นต้น การแก้ไข กรณีเป็นภาวะร้อนหลอก ( ร้อน เย็นพันกัน) แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อ น และฤทธิ์เย็นผสมกัน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะเย็น หลอก ชนิดที่ 1 (ร้อน เกิน ) เป็นภาวะร้อนเกินจนตีกลับเป็นออกอาการเย็นเกิน ซึ่งสาเหตุเกิดจากภาวะร้อนเกิน สามารถตรวจสอบได้จากอาการหลัก และอาการเด่น/อาการแสดง ดังนี้ อาการหลัก 1. เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนอื่น ๆ แล้ว รู้สึกไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศ เย็ น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ เย็น อื่น ๆ แล้ว รู้สึกสบาย เบากาย มี กำลัง หรือ ไม่สบาย แต่เบากาย มีกำลัง อาการเด่น อาการเด่น หรือ อาการแสดงของภาวะเย็นหลอก/หรือร้อนเกิน สามารถประเมินภาวะเย็นหลอก/หรือร้อนเกิน โดยพิจารณาจากอาการเด่น/อาการแสดงของภาวะเย็นหลอก/หรือร้อนเกิน ต่อไปนี้ คือ ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ำ ปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา มีอาการท้องอืด มือเท้าเย็น ปัสสาวะใส ปริมาณมาก อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ อ่อนเพลีย หนักตัว กำลังตก ชีพจรเต้นเบา เส้นเลือดหดตัว เป็นต้น การแก้ไข กรณีเป็นภาวะ เย็น หลอก/ หรือร้อน เกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ เย็ น ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อ น เท่าที่รู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของ ร่างกายที่มี ภาวะเย็น หลอก ชนิดที่ 2 (ร้อน เย็นพันกัน ) เป็นภาวะที่ร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกันและเฉพาะภาวะร้อนเกินตีกลับเป็นออกอาการเย็นเกิน ส่งผลให้มีอาการทั้งร้อนและเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน สามารถตรวจสอบได้จากอาการหลัก และอาการเด่น/อาการแสดง ดังนี้ อาการหลัก 1. เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนอื่น ๆ เพียงอย่างเดียวแล้ว รู้สึกไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศ เย็ น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ เย็น อื่น ๆ เพียงอย่างเดียว แล้ว รู้สึก ไม่ สบาย ไม่ เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 3. เมื่อกระทบกับอากาศ อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็นผสมกันแล้ว รู้สึกสบาย เบากาย มีกำลัง หรือไม่สบาย แต่เบากาย มีกำลัง อาการเด่น อาการเด่น หรือ อาการแสดงของภาวะเย็นหลอก/หรือร้อนเย็นพันกัน สามารถประเมินภาวะเย็นหลอก/หรือร้อนเย็นพันกัน โดยพิจารณาจากอาการเด่น/อาการแสดงของภาวะเย็นหลอก/หรือร้อนเย็นพันกัน ต่อไปนี้ คือ ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ำ ปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา มีอาการท้องอืด มือเท้าเย็น ปัสสาวะใส ปริมาณมาก อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ อ่อนเพลีย หนักตัว กำลังตก ชีพจรเต้นเบา เส้นเลือดหดตัว เป็นต้น การแก้ไข กรณีเป็นภาวะ เย็น หลอก/ หรือร้อนเย็นพันกัน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อนและฤทธิ์เย็ น ผสมกัน เท่าที่รู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของร่างกายที่มี ภาวะร้อน เย็นพันกันหลอก ชนิดที่ 1 (ร้อนเกิน) เป็นกลุ่มอาการที่ร่างกายมีภาวะร้อนเกิน โดยที่บางส่วนของภาวะร้อนเกินตีกลับเป็นออกอาการเย็นเกิน และภาวะร้อนเกินส่วนที่เหลือยังคงออกอาการร้อนเกินอยู่ ทำให้ออกอาการร้อนเย็นพันกัน แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากภาวะร้อนเกิน สามารถตรวจสอบได้จากอาการหลัก และอาการเด่น/อาการแสดง ดังนี้ อาการหลัก 1. เมื่อกระทบอากาศ อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็นอื่น ๆ ผสมกันแล้ว รู้สึกไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศ ร้อน อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อน อื่น ๆ แล้ว รู้สึก ไม่ สบาย ไม่ เบากาย ไม่มี กำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 3. เมื่อกระทบอากาศ เย็น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ เย็น อื่น ๆ แล้ว รู้สึกสบาย เบากาย มี กำลัง อาการเด่น อาการเด่น หรือ อาการแสดงของภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก/หรือร้อนเกิน สามารถประเมินภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก/หรือร้อนเกิน โดยพิจารณาจากอาการเด่น/ หรืออาการแสดงของภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก/หรือร้อนเกิน ต่อไปนี้ คือ มีไข้สูงแต่หนาวสั่น ปวดศีรษะ ร่วมกับมีอาการท้องอืด ตัวร้อนร่วมกับมือเท้าเย็น หรือมีอาการเด่นของภาวะร้อนเกินอื่น ๆ ร่วมกับอาการเด่นของภาวะเย็นเกินอื่น ๆ เป็นต้น การแก้ไข กรณีเป็นภาวะ ร้อนเย็นพันกัน หลอก/ หรือร้อน เกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ เย็ น ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อ น เท่าที่รู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กลุ่มอาการของร่างกายที่มีภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก ชนิดที่ 2 (เย็นเกิน) เป็นกลุ่มอาการที่ร่างกายมีภาวะเย็นเกิน โดยที่บางส่วนของภาวะเย็นเกินตีกลับเป็นออกอาการร้อนเกิน และภาวะเย็นเกินส่วนที่เหลือยังคงออกอาการเย็นเกินอยู่ ทำให้ออกอาการเด่นหรือ อาการแสดงเป็นร้อนเย็นพันกัน แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากภาวะเย็นเกิน สามารถตรวจสอบได้จากอาการหลัก และอาการเด่น/อาการแสดง ดังนี้ อาการหลัก 1. เมื่อกระทบอากาศ อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็นอื่น ๆ ผสมกันแล้ว รู้สึกไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 2. เมื่อกระทบอากาศ เย็น อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ เย็น อื่น ๆ แล้ว รู้สึก ไม่ สบาย ไม่ เบากาย ไม่มี กำลัง (อ่อนเพลีย หนักตัว) 3. เมื่อกระทบอากาศ ร้อน อาหาร/สมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อน อื่น ๆ แล้ว รู้สึกสบาย เบากาย มี กำลัง อาการเด่น อาการเด่น หรือ อาการแสดงของภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก/หรือเย็นเกิน สามารถประเมินภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก/หรือเย็นเกิน โดยพิจารณาจากอาการเด่น/หรืออาการแสดงของภาวะร้อนเย็นพันกันหลอก/หรือเย็นเกิน ต่อไปนี้ คือ มีไข้สูงแต่หนาวสั่น ปวดศีรษะร่วมกับมีอาการท้องอืด ตัวร้อนร่วมกับมือเท้าเย็น หรือมีอาการเด่นของภาวะร้อนเกินอื่น ๆ ร่วมกับอาการเด่นของภาวะเย็นเกินอื่น ๆ เป็นต้น การแก้ไข กรณีเป็นภาวะ ร้อนเย็นพันกัน หลอก ที่เกิดจากเย็นเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ ร้อ น ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ เย็ น เท่าที่รู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal System) รำแพน พรเทพเกษมสันต์ (2549 : 176 - 187 ) ระบบทางเดินอาหารเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ซึ่งอวัยวะในระบบย่อยอาหารสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1. อวัยวะที่ประกอบกันเป็นท่อทางเดินอาหา ร ที่เรียกว่า Gastrointestinal T ract หรือ Alimentary canal โดย เริ่มจากปาก (Mouth), คอหอย (Pharynx), หลอดอาหาร (Esophagus), กระเพาะอาหาร (Stomach), ลำไส้เล็ก (Smal l I ntestine), ลำไส้ใหญ่ (Large I ntestine) 2 . อวัยวะที่ ช่วยในการย่อยอาหาร (Accessory D igestive O rgan) ทำหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารร่วมด้วยเสมอ ได้แก่ ฟัน (Teeth), ลิ้น (tongue), ต่อมน้ำลาย (Salivary G land) , ตับ (Liver), ถุงน้ำดี (Gallbladder), ตับอ่อน ( Pancreas ) ลักษณะทางจุลกายวิภาคของผนังท่อทางเดินอาหาร (Histology of the Alimentary Canal Wall) ลักษณะทั่วไปของทางเดินอาหาร มีแบบแผนโครงสร้างพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน ตั้งแต่คอหอย ไปจนถึงทวารหนัก มีการเรียงตัว 4 ชั้น ได้แก่ Mucosa, Submucosa, Muscular L ayer, Adventitia 1. Mucosa หรือ mucous me m brane เป็นชั้นเยื่อเมือกที่บุในท่อทางเดินอาหาร ชั้นในสุด ประกอบด้วย 1.1 เยื่อบุผิว (Epithelium M embrane ) ส่วนใหญ่เป็น wet หรือ M oise M embrane ที่พบในทา งเดินอาหาร ส่วนใหญ่เป็น Simple C olumnar E pithelium เพราะต้องทำหน้าที่ในการดูด ซึมอาหาร และมักมีกา รเรียงตัวทำหน้าที่เป็นต่อมชนิด S imple T ubular G land หรือ S imple B ranched T ubular G land ด้วย เรียกรวมกันว่าเป็น I ntestinal G la nds หรือ C rypts of L ieberkuhn มีเยื่อบุผิวส่วนน้อยที่เป็น Stratified S quamous epithelium พบได้ที่คอหอย หลอดอาหาร และทวารหนักเท่านั้น เยื่อบุ ผิวจะวางอยู่บน Basement M embrane กั้นออกจาก Lamina P ropia 1.2 Lamina P ropia เป็น Cellular L oose C onnective T issue มีหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองขนาดเล็กจำนวนม าก ในบางแห่งจะพบว่ามี Compound G land ในชั้นนี้และบางแห่งจะพบ Lymph N odule ได้เป็นกลุ่ม 1.3 Muscularis Mucosa เป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบบา ง ๆ มักเรียงตัวเป็น 2 ชั้น คือ I nner C ircular และ O uter L onitudinal L ayers แต่อาจจะเรียงตัวตามย าวชั้นเดียวก็ได้ ชั้นนี้จะกั้น M ucosa ออกจากชั้น S ubmucosa 2. Submucosa เป็นชั้นถัดจาก Mucosa ออกมา เป็นเนื้อเยื่อเกี่ย วพัน Connective T issue เกาะกันอย่างหลวม ๆ ที่เป็นทางผ่านของหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง และเส้นประสาทต่าง ๆ พบได้ใน ทุกส่วนของทางเดินอาหารยกเว้นช ่องปากและคอหอยและในชั้นนี้จะพบ G anglion ของ P arasympathetic และ P lexus ของ U myel
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive