สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มหาจัตตารีสกสูตร(สัมมาทิฏฐิ).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

มหาจัตตารีสกสูตร(สัมมาทิฏฐิ) สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ล.14 ข.252-281 มหาจัตตารีสกสูตร 7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ พ่อครูว่า เหตุอันเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ได้อยู่ที่บอกว่า ไปนั่งกายตรง ดำรงสติคงมั่น แล้วกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หรือไปเพ่งดูลูกแก้ว ไปเพ่งกสิณอื่นๆ ไม่ใช่ อันนั้นง่ายเกินไป เป็นของที่เขามีทั่วไป เป็นสมาธิสาธารณะ ไม่ใช่สมาธิเฉพาะของพระพุทธเจ้า หรือให้ชัดก็คือ ไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธ เป็นสมาธิของเดียรถีย์ เป็นสมาธินอกศาสนาพุทธ วันนี้ศีลก็ไม่มี ในศาสนาพุทธที่เขาเป็นกันอยู่ ปฏิบัติแต่วินัย 227 สมาธิก็เป็นสมาธิแบบเดียรถีย์ เป็นสมาธินอกรีต ไม่ต้องพูดถึงปัญญาหรือวิมุติ เพราะว่าเหตุเบื้องต้นมันไม่ถูกแล้ว ที่มามันไม่ใช่แล้ว คือทางที่จะเดิน ทางนี้ไปนิพพาน ทางนี้ไปโลกี

อ่านต่อ

ยะ แล้วคุณเริ่มต้นเดินทางไปโลกียแล้ว จะไปนิพพานได้อย่างไร

[254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิ ย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิ ย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า … ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศ โลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ [256] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น 2 อย่าง คือ 1.สัมมาทิฐิที่ยังเป็น สาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง1 2. สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง 1 [257] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน? คือ ความเห็นดังนี้ว่า … 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล 2.ยัญที่บูชาแล้ว มีผล 3.สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ 5.โลกนี้มี 7.โลกหน้ามี 8. มารดามี บิดามี 9.สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี 10.สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้คือสัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

สัมมาทิฏฐิ 10 (ที่ยังเป็น “สาสวะ”) . . . เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา). 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปบัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) คนที่ในโลกนี้ไม่เชื่อว่า ในโลกนี้ มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสัตบุรุษ แล้วพวกนี้มีความรู้เป็นของตนเอง สยังอภิญญา อภิญญา คือความรู้ยิ่ง คือความตรัสรู้ ปัจจัตตัง คือรู้ได้เป็นของตนเอง ได้ของตนเอง ทำได้แล้วก็เป็นปัจเจก สั่งสมปัจเจก ได้มากพอสมควร ก็เป็นสยังอภิญญา เป็นโพธิสัตว์ พอถึง สยัมภู ก็เป็นพระพุทธเจ้าเลย เป็นเจ้าของธรรมะ เป็นธัมมสามี ผู้ใดที่เห็นว่า ในโลกนี้ ไม่มีพระอาริย ไม่มีผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ที่ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ก็ปิดประตูบรรลุธรรม อาตมาจึงประกาศตนเอง เพื่อสอดคล้องกับความเชื่อ ประกาศว่านี่ไง เชื่อไหม เห็นหรือยัง? ถ้าบอกว่า ในโลกนี้ไม่มีพระอาริยะ คนนี้ก็ปิดประตูบรรลุธรรม เพราะเขานัตถิ โลเก เขาไม่เชื่อ คนนี้ปิดประตู พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใดโลกนี้ ยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ เขาจะซังกะตายกับศาสนา เขาจะไม่ได้ผลอะไรกับศาสนา เพราะไม่มีผู้บรรลุธรรม ก็ทำเล่นๆหัวๆไป ขออภัยที่ต้องพูด พออาตมาประกาศ อาตมาเป็นสมณพราหมณา สัมมัคคตา ทำไมต้องประกาศ เพราะเขาเรียนกันเป็นดร .เป็นเปรียญ ก็ไม่ได้บรรลุ เชื่อว่าพระที่บรรลุ ต้องไปนั่งหลับตา แต่พระเหล่านี้ ไม่รู้จักภาษาธรรมะ ขยายความไม่ได้ เพราะท่านไม่รู้เหมือนกัน เพราะเอาแต่นั่งหลับตา ก็ผิดทางมาตั้งแต่ต้น ท่านว่านั่งจนก้นแตก อาตมาก็จะพูดจนคอแตก น่าสงสารไหม

ทานที่ทำแล้ว มันก็ไม่มีมรรคผลอะไรจริงๆ เพราะทำทานแล้ว เอาทานสูตรมาขยายความ ก็คือทำทานอย่างตั้งภพชาติ มีสาเปกโข จะเอาอะไรต่อ มีภพต่อ นักธรรมะที่ไม่เข้าใจภพชาติ สร้างภพใส่จิตตัวเอง โดยสร้างความหวังจาก กรรมกริยา คุณจะทำทานหรือถือศีล ก็ไม่ต้องตั้งภพว่า จะได้อันนั้นอันนี้ มีแต่ชำระกิเลสแล้วก็จบ บุญทำหน้าที่สำเร็จหมด ชำระเสร็จก็หมด จบ ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิบัติเพื่อจะได้อะไร ปฏิบัติเพื่อสูญ 591231_พุทธศาสนาตามภูมิ ส่งท้ายปีเก่า กลาง คือ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน