พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ในเรื่องกาย 2 1 0.docx
เนื้อหาในไฟล์
พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ในเรื่องกาย 2 1 0 _ฟ้าเจือศีล...ขอแสดงความคิดเห็นว่า พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ในตัวเรา เรื่องกาย กายนี้คือนิวเคลียส สภาพ 2 ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ถ้าเป็นวัตถุก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเริ่มเป็น พีชะ ชีวะ ก็มีตัวประธานเป็นเจ้าของ I S H ตัว S H คือบวกกับลบ I คือประธาน เป็นเจ้าของพลังงานก็ปรุงแต่งกันไป แต่พีชะ ไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ ปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่มีบาปไม่มีบุญ มีแต่ดูดกับผลักเป็นตัวตนของตัวเอง พ่อครูว่า...ไม่รับเท่านั้นไม่ได้ผลัก ไอ้ที่ไม่ใช่ก็ไม่เอา ใครจะทำร้ายก็ทำได้ จุดนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนทำจิตนิยามให้ พีชนิยาม จบ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบุญไม่มีบาป ไม่มีคู่วิบากอีกแล้ว จบได้ พีชนิยาม จึงเป็นลักษณะคุณวิเศษ อาการนี้ของจิต ต้องเรียนให้รู้แล้วต้องรู้จักวิธีทำให้เป็น โดยท่านสอน เรื่องนี้ในธรรมนิยาม 5 อุตุนิยามก็อย่างหนึ่ง พีชนิยามก็อย่างหนึ่ง จิตนิยามก็อย่างหนึ่ง โดยเรียนรู้กรรมกับธรรมะ ธรรมะเป็น Static กรรม เป็น Dynamic สั่งสมสภาพคู่เป็น Static Dynamic ให้มันเกิดผลฆ่ากิเลสให้ได้ดับกิเลสให้ได้ ทำพีชนิยามได้ แล้วทำพีชะให้เป็นอุตุนิยามให้ได้ ตั้งแต่สภาพตอนเราเป็นๆ โลกที่มันปรุงแต่งเราก็เอามาเรียนตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม ก็เยอะแยะมากมาย ตัวอย่างทำได้จนกระทั่งเด็ดขาด อบายไม่เกิดอีกที่จะเป็นโลกให้แก่เรา กามภพหรือกามโลก ก็ไม่เกิดอีก ที่จะเป็นพิษภัยแก่เราก็ไม่เกิดอีกจนจบ หรือข้างในเป็นรูปภพก็ฆ่าอีก หมดอีก เหลือรูปภพ ก็ฆ่าอีก แบ่งเป็น 3 ลำดับอย่างนี้ แต่มันก็มีละเอียดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่นเขา ดูของตัวเอง จัดการของตัวเองให้เรียบร้อย กายนี้คือนิวเคลียส จากหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไรเล่ม 1 หน้า 266 ไปเปิดดู
อ่านต่อ
ทวนอ่าน มีคนเข้าใจได้ตรงนี้นะ เราจะเข้าใจได้อย่างคุณ ฟ้าเจือศีลไหมนะ ตอนนี้ หนังสือรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไรมี 3 เล่มแล้ว จะออกเล่ม 4 ส่วนเปิดยุคบุญนิยมมีแค่ 3 เล่ม จบแล้ว ส่วนคนจะมีธรรมะได้อย่างไรมี 4 เล่ม คุณฟ้าเจือศีล แบ่งเป็น 4 มุมมอง _มุมมองที่ 1 ทำให้เห็นชัดขึ้น ที่ เมื่อกาย คือ นิวเคลียส ดังนั้น กาย ไม่ใช่ร่างกาย พ่อครูว่า...ชัดขึ้นว่า กายไม่ได้หมายเอาร่างนะ ร่างมันเรื่องหยาบ แต่กายหมายเอาที่จิต แค่นี้คนไทย พุทธศาสนิกชนคนไทยก็สอบตกกันระนาว เพราะกาย ไปหมายถึงร่างเมื่อเป็นภาษาไทยแล้ว พอมาบอกว่า กายคือจิต ก็บอกว่าพวกนี้จะมาทำลายศาสนา อาตมาก็เจอกรณีนี้ ที่อาตมาพูดเรื่องกาย บุญ สมาธิ ฌาน มันต่างกันกับของเขาหมด เพราะของเขาผิด ขออภัยที่อาตมาย้ำยืนยันอย่างแรงว่าเขาผิดอาตมาถูก ขอยืนยัน เพราะในร่างกายประกอบด้วยนิวเคลียสเป็นล้านล้านล้านๆ มุมมองที่ 2 นิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ถ้าโปรตอนและอิเล็กตรอนก็คือบวกกับลบ ถ้านิวตรอนก็คือ 0 2 ตัวนี้ยึดเหนี่ยวอยู่ในองค์ประกอบที่พอเหมาะ พ่อครูว่า...ก็ดี แสดงว่า ความรู้ของคุณ ฟ้าเจือศีลเอียงไปทางบุรุษเพศกับ 0 แต่หากเอียงไปทาง อิตถีภาวะคือ 2 กับ 0 ก็ไม่ค่อยดี 0 1 2 เลขสามเส้านี้ ยิ่งใหญ่เป็นวงจร Cyclic Order ของมหาจักรวาลที่ไอน์สไตน์เอามาใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ที่อาตมาเอามาใช้ จาก E=MC 2 ยังไม่พอยังเป็น E=MC 2 + A และยังเป็นถึง E=C(MC 2 + A) เพราะฉะนั้นสูตรที่อาตมาค้นพบต่อยอดจากของไอน์สไตน์ คือ E=MC 2 + A (A คือ Abstract ทั้งหลายเป็นนามธรรมก็คือ MC ซึ่งก็คือ E ของเขา) เพราะฉะนั้น กายไม่ใช่สสาร แต่มีพลังงานร่วมด้วย เมื่อไปสมมุติเรียกว่านิวตรอนคือสสาร โปรตอนคือพลังงาน พ่อครูว่า...ก็ได้ โปรตอนคือพลังงาน คือ Dynamic นิวตรอนคือสสารคือ Static เป็น 1 ก็ได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กายไม่ใช่สสาร แต่มีพลังงานร่วมด้วย ใช่ เพราะฉะนั้นคำว่าพลังงานคำนี้ เมื่อเอาไปอธิบายโดยสมมุติทางวิทยาศาสตร์ ภาษาทางอุตุนิยามเอามาใช้ คนที่ยึดมั่นถือมั่นทางนามธรรม เขาบอกว่านามธรรมไม่ใช่รูปธรรม อันนั้นพลังงานจะเป็นรูปได้อย่างไร เขาแยกสังขารไม่ได้ เขายึดมั่นถือมั่น อภิธรรม ก็นาม มันจะเป็นรูปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็สอนถึงรูป 28 แต่เขาไม่เข้าใจถึงสภาวะ เขาก็แย้ง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... อธิบายรูปไปเทียบกับนามของเรา ใช้รูปธรรมอธิบายถึงนามธรรมได้ คนจะเข้าใจได้ง่าย ตามแต่ละสายที่เขารับรู้รูปธรรมได้ (ต่อ) มุมมองที่ 3 การทำโยนิโสมนสิการเท่ากับการเข้าไปอ่านกายคืออ่านรูปนาม แล้วพยายามเปลี่ยนนามให้มีนิสัยใหม่ เปรียบเสมือนเราเปลี่ยนพลังงานซึ่งก็คือโปรตอน การเปลี่ยนโปรตอนก็คือการเปลี่ยน DNA (ในโลกวิทยาศาสตร์ทำได้ยาก) พ่อครูว่า...เราเอา DNA ไปเรียกนามธรรมเท่านั้นเอง DNA เขาเปลี่ยนไม่ได้ แต่นามธรรมทางจิตวิญญาณ DNA ก็คือเชื้อแกนหลัก เพราะฉะนั้นของรูปธรรมทางวัตถุ โดยเฉพาะของชีวะ บวก(+) ลบ(-) หรือ ปุริสภาวะทางหญิงหรือชาย DNA ชาย โครโมโซม x y เพราะฉะนั้นทางสายวิทยาศาสตร์ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะว่ามันไม่ใช่นามธรรมเป็นรูปธรรมก็เปลี่ยนได้ยาก แต่ถ้าเราไม่ต้องสับสนรูปมันเปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็เปลี่ยนนามธรรมก็แล้วกัน แล้วก็ชัดเจนให้ได้ว่า อาการของนามธรรมที่เมื่อใด เราเรียกมันว่าสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป เมื่อใดมันเป็นตัวผู้รู้เป็นประธานเองก็เรียกว่านาม ลักษณะนามคือสิ่งที่เข้าไปรู้ของเราเอง เมื่อนามนี้เป็นตัวถูกรู้เรียกว่ารูป เราก็รู้นามธรรมของเราตัวนั้น มันเป็นตัวถูกรู้ ตัวประธานตัวรู้ Subject ไอ้ตัวนั้นเป็นตัว Object มันถูกรู้ แต่ เราเป็น Subject เป็นประธานเป็นตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นี้ เมื่อหยาบ มันก็เป็นประธาน เมื่อละเอียดเข้าไปอีก ซ้อนลึกเข้าไปอีก ก็จะมีประธานตัวใหม่คือปัญญา เข้าไปรู้ซ้อนอีก รู้ตัวที่แต่ก่อนเรายังไม่รู้ ตอนนี้รู้เพิ่มขึ้นแล้ว ไอ้ตัวนามธรรมที่เป็นอวิชชาถูกเรารู้ แล้วเราก็จัดการมันได้อีก ก็จัดการได้ เมื่อจัดการตัวนี้ได้อีกแล้ว ก็เป็นจิตสะอาด จิตสะอาดก็เป็นปัญญา ไปเป็นนามธรรม ก็มารู้ตัวที่ยังไม่สะอาดยังเหลือ ตัวไม่สะอาดที่ยังเป็นกิเลสที่เหลืออยู่อีก จับตัวนี้ได้อีก ตัวที่ถูกรู้ตัวนั้นเป็นนามธรรมก็กลายเป็นรูปธรรมที่ถูกรู้ โดยตัวประธานตัว Subject ของเราเอง มันก็เปลี่ยนกันไปเป็นกันมา นามธรรมกลายเป็นรูป ซึ่งอาตมาเขียนตั้งแต่หนังสือเล่มแรกคือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก รูปกับนาม นามกับรูป ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากลับไปกลับมา คนก็บอกว่า ไม่อยู่กับร่องกับรอย นามก็ต้องนาม รูปก็ต้องรูปสิ กลายเป็นสัสสตทิฏฐิเที่ยงแท้ ก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ เราไม่มีสัสสตทิฏฐิถาวร อุจเฉททิฏฐิก็ไม่มี จะบอกว่าเป็นอย่างนั้นโดยที่สุดได้ แล้วก็ต้องรู้ในฐานะที่คนยังไม่ตาย ผู้ยังมีร่างยังไม่สิ้นสุด แต่ตายแล้วสุด อุจเฉททิฏฐิถาวรนิรันดร ตายแล้วไม่มี ธาตุรู้ของเราก็ไม่มี หายไปหมดเลยเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดแล้ว รู้จักที่สุดแห่งที่สุดไหมล่ะ คุณอยากรู้ที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องทำตั้งแต่โลกอบายของคุณ ทำรูปนามของอันนั้นของคุณให้มันสูญไปสิ แล้วมันสูญถาวร เดี๋ยวนี้มันมีอีกเมื่อไหร่เราก็อยู่เหนือมัน อาตมาใช้สำนวนว่าลูบหัวพระอาทิตย์ ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ มันจะมีฤทธิ์แรงเท่ากับพระอาทิตย์ดวงใหญ่กี่ดวงก็ได้ เราก็ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ สำนวนของพระพุทธเจ้าคือลูบคลำพระอาทิตย์ พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ มีอำนาจปานนั้น เหนือโลกนั่นเองสรุป พระอาทิตย์พระจันทร์ก็คือโลกและมีโลกที่มีฤทธิ์แรงมาก แต่ผู้ที่อยู่เหนือนั้นลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ สำนวนของพระพุทธเจ้า ผู้ใดทำได้ก็คือ โยนิโสมนสิการ อันนี้ก็ขอแวะไปอีกนิดหน่อย โยนิโสคือ ลงไปถึงที่เกิด จะแปลว่าถ่องแท้แยบคายละเอียดลออ ก็ได้ มันต้องแยบคายละเอียดลออ มันต้องแม่นต้องเล็กต้องลงไปถึงจุดเกิดจุดตาย จุดสำคัญที่เกิดตายตรงนี้เรียกว่า จุดเกิดจุดตาย ลงไปถึงที่เกิด แล้วก็จัดการที่นี่แหละ อะไรจะให้ตายก็ตายตรงนี้ จะให้เกิดใหม่ก็เกิดตรงนี้ ให้กิเลสตาย ให้จิตสะอาดเกิด ให้มันมี 0 และให้มันมี 1 เป็นอิทธิพลเหนือ ในฐานะที่ผู้นี้อยู่ในความมี ยังไม่ “ไม่มี”อย่างเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังอยู่ในภาวะที่มีชีวะชีวิตอาศัยอัตตาอยู่ก็ต้องมีความมี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43-44 ก็ต้องอาศัยความมีกับความไม่มีเท่านี้แหละ คือการศึกษาทั้งหมด แล้วก็จะกลายเป็น อนุปคัมมะ คือ ผู้ที่คนเป็นกลางแล้ว มัชเฌนะหรือมัชฌิมา คือคนที่เป็นกลางแล้ว Dynamic ก็คือ อนุปคัมมะ พลังงานที่รู้และทำงาน ตัว มัชเฌนะ ก็คือตัวตนผู้นั้น 2 อย่าง รู้องค์ประกอบ สิ่งมีกับสิ่งไม่มี ตั้งแต่คู่หนึ่ง จนเป็นกี่คู่ก็แล้วแต่ กับความมีและความไม่มีในมหาจักรวาล รู้ชัดเจนแล้วก็จับคู่มีกับไม่มี หรือตัวไหน 0 แล้วตัวไหน 1 อยู่ ตัวไหนยัง 2 อยู่ตัวไหนยัง 1 อยู่ ตัวไหนตัว 2 ที่ไม่สามารถจะทำให้เป็น 2 ได้ เป็น 3 4 5 6 7 8 9 10 ไปเรื่อยๆ คูณหรือยกกำลังไปเลย เป็นคนที่ควบคุมไม่ได้ไม่มีอำนาจทางจิตก็จริงของเขา คนทำได้ก็ลดลงจนเหลือ 0 ได้ ฟังทันไหม มุมมองที่ 3 นั้น คุณฟ้าเจือศีล สรุป มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐามโนมยา คือ จิต เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง พาให้เจริญ พาให้เกิด หรือพาไม่เป็นตัวตน มโน มยา มยัง ก็คือตัวตนอยู่ก็ไปเรื่อยๆยังมีอยู่นั่นแหละ มยัง ก็รู้ในภาวะมีหรือไม่มีที่สุดสรุป
มุมมองที่ 4 มุมมองของการปฏิบัติธรรมคือการเปลี่ยนแปลงนิวเคลียสทีละหน่วย เริ่มจากนิวเคลียสที่เราสามารถเห็นชัดได้ก่อน เป็นการกระทำทีละนิวเคลียส ซึ่งก็คือทำทีละคู่ของรูปนาม ชัดเจนไหม พ่อครูว่า...สรุปลงที่ตัวปฏิบัติจริง อยู่ในสามเส้า ตัวประธานเป็นผู้กระทำ ทำอะไร ทำรูปนาม นามรูป ทำให้จบ ทำ 2 ให้เป็น 1 ทำ 2 ให้เป็น 0 สรุปลงตรงนี้ เพราะฉะนั้นเลข 0 เลข 1 และ 2 จึงคือ Cyclic Order ที่ยิ่งใหญ่ วงวนของสามเส้า ที่เป็นนิวเคลียสที่ยิ่งใหญ่ ในตัววัตถุเองไม่มีประธาน มันไม่รู้ แต่มันก็มีพลังงานภายนอกเป็นนายของมัน คนถึงเอามันมาทำพลังงานระเบิดปรมาณู เพื่อสันติหรือบางคนไปทำเพื่อชิบหายเพื่อระเบิดทำร้ายเขาก็ได้บาปไป ถ้าเขาจะเอามาทำให้เป็นประโยชน์ก็ต้องได้ประโยชน์ แต่มันก็ช่วยไม่ได้หรอก คนเราก็จะต้อง... มันมีความรู้เสียแล้ว จะไปห้ามคิมจองอึนไม่ให้ทำปืนระเบิด อาวุธร้ายแรง ที่จะใช้พลังงานปรมาณูนี้ มันห้ามไม่ได้ อเมริกาก็ตาม ประเทศที่เขามีพลังงานต้องใช้อาวุธเขาก็ทำไป เมืองไทยไม่ต้องทำหรอก ให้เขามายึดเอาประเทศไทยไปเลย เขาจะเอาไปทำอะไรล่ะ สมมตินะ แต่เรื่องนี้เป็นจริงไม่ได้หรอก แต่สมมุติเล่นเล่าให้ฟัง นิทานหลอกเด็กของ เซียงเมี่ยง ถ้าเขามายึดเมืองไทยได้ ด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ร้ายแรง เมืองไทยไม่สู้ เขามายึดได้เขาก็เอาไป มันก็จะมีสมบัติในเมืองไทย จะมีน้ำมัน จะมีทองคำ จะมีแร่ธาตุ จะมีอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าจะมีข้าว ต้องอาศัยคนปลูก ถ้าเขาบังคับ คุณก็เป็นทาส แต่ถ้าเราไม่ยอมเป็นทาส เราไม่ปลูกให้คุณกิน มันก็เป็นเรื่องของการบังคับ พวกมีอิสรเสรีภาพ พวกไม่หลุดพ้น มันก็วนเวียนอยู่แค่นี้ คุณก็ได้แต่แผ่นดินกับตัวคนที่ยังเป็นทาส ทาสไม่ยอม เดี๋ยวทาสรวมหัวกันเข้า ประเทศไทยถูกข่มขี่ สมมุติประเทศใดประเทศหนึ่งยึดเอาไป แล้วไปทำอย่างที่ว่านี้ ประเทศต่างๆเขาจะยอมไหม ถ้าประเทศไทยมีคุณงามความดี สมมุติง่ายๆ ไทยสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงโลก อาตมาก็เร่งรัดให้พวกเราทำให้ได้ด้วย ถ้าทำได้จริงนะ ประเทศไทยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงคนขั้วโลกเหนือก็กินพืช ขั้วโลกใต้ก็กินพืช แม้คุณจะไม่มีพืชกินมากเท่าไหร่ จำนนต้องไปกินเนื้อสัตว์ก็ตาม คุณกินพืชอยู่ได้ยาวนาน พวกคนที่กินเนื้อสัตว์ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้่ อายุสูงสุดไม่เกิน 40 ปีหรอก สถิติส่วนมากก็อายุ 25 พวกขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ ค่าเฉลี่ยของอายุ 25 ปี 27 ปี 30 ปี สูงสุด 40 ปีตาย กินแต่เนื้อสัตว์ เพราะคนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ คนมันสัตว์กินพืช พวกกินพืชอายุเกิน 100 อย่างพวกหรรษาอยู่ยอดภูเขากินพืช อยู่เกิน 100 กันเต็มหมดเลย ส่วนขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้กินแต่เนื้อสัตว์ มันมีที่ไหนอายุ 100 นี่ก็ยืนยันชัดเจน คนก็ช่างไม่ฉลาดพอ ไม่เชื่อว่า คนมากินพืชเถอะ ไปกินทำไมเนื้อสัตว์ แล้วอธิบายเรื่องกรรมวิบากเข้าไปอีก ซึ่งเขาไม่ใช่รู้ง่ายๆ เพราะว่ากรรมวิบากเป็นอจินไตย มันยิ่งหนักหนาสาหัสที่กรรมวิบากไม่รู้จะจบอีกกี่ชาติ คุณก็ทำอัตภาพของคุณให้ทุกข์ๆสุขๆ ลงนรกขึ้นสวรรค์ไปอีกตั้งเท่าไหร่ ทรมานทรกรรมตัวเองอีกเท่าไหร่ คุณบรรลุเป็นอรหันต์แล้วจะอยู่ใกล้เท่าไหร่ก็อยู่สิ มันปลอดภัยเกี่ยวกับนรกสวรรค์แล้ว จะต้องไปถูกนรกลากลงแล้วนรกหนักเข้า อวิชชาอยู่ตลอดแล้วก็ขึ้นสวรรค์หลง สวรรค์คือแดนมายาแดนหลง สวรรค์สูงเท่าไหร่ก็ตกนรกหนักเท่านั้นเพราะมันเป็นคู่กัน คุณติด2 +2 ก็คือ -2 คุณติดสวรรค์ 5 ได้ +5 คือก็ลงนรก 5 ก็มันคู่กัน จะไปมีอะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอามาสอนไว้แล้ว อาตมาก็เอามาสืบทอด นี่ก็พยายามไป 641027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์แห่งพระอภิธรรม