พระอภิธรรมคือรู้รูปนาม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.83 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

พระอภิธรรมคือรู้รูปนาม _ลอย แคนาดา : พ่อครู มีความเห็นอย่างไรกับ อภิธรรมปิฎก 7 เล่ม ครับ มีความจำเป็น ให้นักบวชศึกษาหรือไม่ พ่อครูว่า... ตอบง่ายๆว่า ไม่จำเป็น แต่เรียนรู้ไว้บ้างก็ดี ความรู้ที่มากเกินนี่แหละเป็นผู้ที่น่าสงสาร ไม่สรุปไปทีละลำดับ เรียนไปทีละคู่ๆ ตัดกิเลสไปทีละวัฏฏะ ทีละ cyclic ทีละคู่ มีตัวเราเป็นประธาน อ่านกิเลสทีละคู่ไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะได้ลำดับที่น่าอัศจรรย์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เพราะฉะนั้นใครที่จับภาวะเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ที่จะเป็นสัจจะไปตามลำดับไม่ได้ไปยินดีกับความรู้ที่มากเหมือนมหายานเหมือนมหาประยุทธ์ ท่านพุทธโฆษาจารย์ เหมือนใครๆอีกเยอะที่ยังหลงในความรู้ ผู้ที่หลงในความรู้นี้จะไม่จบง่ายๆ เพราะความรู้ไม่มีจบ มันขยายไปได้เรื่อยๆๆ เพราะฉะนั้นต้องรู้จุดเริ่มต้นตั้งแต่ 1 กาย คู่หนึ่ง 2 รูปนาม ซึ่งเป็นความหมายที่ลึกซึ้งมาก รูปกับนาม ในวิญญาหาร ในปุตตมังสสูตร ผู้ที่ใช้นามรูปทำงานกับวิญญาณไปตลอดเลย จบ ผู้ที่รู้วิญญาณแล้วรู้นามรูปก็ไม่ต้องรู้อะไรอีก เพราะรู้แค่นี้แหละเป็นตัวหลักในการปฏิบัติ เมื่อดูนามรูปวิญญาณก็ปฏิบัติไปตั้งแต่ภาษา มีมโนสัญเจตนาแล้วก็อ่านจิต เจตนาที่มันไปหลงอยู่ในผัสสะในเวทนาต่างๆ ที่เกิด กวฬิงการาหาร โภชเนมัตตัญญุตาต่างๆ เรียนรู้มีเหตุปัจจัยที่สัมผัสและอ่านกิเลสที่เกิดจากผัสสะในปัจจุบัน กิเลสที่เกิดในปัจจุบันชาติคือกิเลสที่แท้จริงๆคือกิเลสตัวจริง ถ้ากิเลสผ่านปัจจุบันชาติไปแล้วเป็นอดีต มันก็เป็นสัญญา หรือยังมาไม่ถึงมันก็เป็นอนาคต ส่วนที่เป็นอดีตกับส่วนที่เป็นอนาคต คนไม่รู้เป็นอวิชชาในอวิชชา 8 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ)

อ่านต่อ

4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ)

เพราะฉะนั้นความเป็นส่วนอดีตกับส่วนอนาคต มันต้องต่างกันแน่ แต่ทีนี้ ในความต่างกันจะมีความเหมือนกันในส่วนอดีตกับส่วนอนาคต อดีตก็ตามในส่วนอนาคตก็ตาม ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ 0 ทำ 0 ให้ได้ ทำให้กิเลสหมดให้ได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นทั้งปัจจุบัน ทั้งอดีต ทั้งอนาคต 3 อันนี้เป็น 0 หมด เพราะฉะนั้นคนที่สามารถทำปัจจุบันให้กิเลส 0 แล้วสั่งสมเป็นอดีต เป็นจิตที่ตกผลึกลงตั้งมั่นแข็งแรง จนกระทั่งกลายเป็นฐาน อดีตเป็นฐาน ปัจจุบันก็เป็นตัว Dynamic เป็นตัวที่เกิดอยู่ในปัจจุบันมีประสบการณ์สัมผัสอยู่ ก็มีพลังงานสามารถทำให้กิเลสสูญได้ตลอดกาล อย่างเก่ง อย่างเร็ว อย่างไว อย่างสำเร็จแน่นอนมั่นคง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ปัจจุบันจึงเป็นตัวที่เป็นสัจจะเป็นความจริงที่แท้จริง อดีตก็เป็นฐานเสริม เป็นฐานที่ตั้ง อเนญชา สมาหิโต สมาหิตะ เป็นอเนญชาที่สั่งสมตั้งมั่นๆ จิตตั้งมั่นแปลว่า จิตมีสมาธิเป็นภาษาทั่วไป พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิของท่านไม่เหมือนทั่วไปทีเดียว ที่เป็นเจโตสมาธิ แต่เจโตสมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า สมาหิโต ต้องมีความรู้ครบครันทุกอย่าง จนกระทั่งรู้แม้ในส่วนอดีต ส่วนที่เป็นตัวที่ 7 ในอวิชชา 8 ส่วนอดีตและส่วนอนาคต อันนั้นทั้งอดีตทั้งอนาคตทั้งปัจจุบันเป็น 0 หมด ส่วนอดีตไม่เที่ยงหรอก หากคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานปัจจุบันก็จะมีกรรมกิริยา แต่ถ้าผู้ทำ 0 ได้แล้ว ผ่านมากิเลส 0 ก็เป็นมวลไปสะสมให้อดีตเพิ่มขึ้น อดีตก็ไม่เที่ยง เพราะว่า ชีวะ คุณยังมีกรรมวิบาก ยังมีผลของกรรมวิบาก แต่ผลของกรรมวิบากนี้เป็นผลที่เป็นกุศล ไม่ใช่ผลวิบากกรรมของโลกุตระ บุญหรือบาป ไม่ใช่ เพราะผู้ที่สำเร็จ 0 ได้ จิตเป็นอรหันต์แล้ว ผ่านมา 0 หมด บุญบาปไม่มีหรอก แต่มีกุศล อันไม่มีจบ ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อดีตก็มีแต่กุศลเท่านั้น เติมลงไปมีแต่กุศล ก็คือ สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา มีแต่กุศลที่เป็นสมบัติ กุศลที่เป็นโลกียะ ส่วนบุญบาป เป็นโลกุตระจบไปแล้ว 0 ท่าเดียวไม่ต้องมีอะไร เพราะฉะนั้นส่วนอดีตส่วนอนาคตที่เป็น 0 ก็ต้องไปอีกข้อในอวิชชา เป็นสมรรถนะของพระอรหันต์เจ้าและพระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าก็แน่นอนยกไว้เป็น 0 ไม่มีผิดเพี้ยนไปจากนั้น ถ้า 0 ไม่ได้ก็ไม่สำเร็จงานไม่จบกิจ 0 อย่างเก่งขึ้นๆ เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยิ่งมีอีกเท่าไหร่ก็ยิ่งประภัสรายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการลดความเจริญ เจริญอย่างไม่หยุดยั้ง เจริญไปข้างหน้าเรื่อยๆไป เหมือนคุณเจริญนี่ก็รวยเรื่อยๆไม่จบ ตราบใดที่คนยังมีอวิชชาเสพสิ่งเสพติดที่เขามอมเมา ต่างคนลงนรกทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับก็คือคุณเจริญ ผู้ให้ก็คือผู้ที่ไปจ่ายสตางค์ซื้อของเขา บาปด้วยกันไป พากันลงนรกไปด้วยกันทั้งคู่ นี่ก็ขอแวะตำหนิ ด้วยเจตนาดี ด้วยปรารถนาดี เลิกเถอะ อย่าไปหลงความรวย อย่าไปมอมเมาคนให้มันหลงตกนรกกันทั้งคู่อยู่เลย ถ้าเลิกได้ก็ต้องให้รัฐบาลจัดการ ที่จะทำอย่างไรให้มันเข้มข้น ไม่ให้เกิดมีการกินเหล้ากินยากันเข้มงวด จะ Error บ้างก็ต้องจับ เหมือนอย่างการเข้มงวดอย่างทางอิสลาม Error ก็ต้องจับ ต้องลงโทษกันไป ถ้าจับไม่ได้ก็แล้วไป มันต้องมีกฎหมาย ต้องมีหลักการ ก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าคนยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ทุกคน ก็ต้องลงโทษให้เข็ดหลาบ เรื่องไม่ดีจะปล่อยให้เขาพัฒนาไปทำไม 641027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์แห่งพระอภิธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน