570902_สรรค่าสร้างคน(๑๑) วนบ. เรื่อง ลักษณะของอเทวนิยม .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570902_สรรค่าสร้างคน( 11 ) วนบ. เรื่อง ลักษณะของอเทวนิยม
พ่อครู … วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นการเรียน สรรค่าสร้างคน ครั้งที่ 11 เราก็มาพูดต่อ อาตมาได้เอา บุญนิยมที่สมบูรณ์ ที่มีถึง 11 ประการ มาแจกแจง ลักษณะของบุญนิยมที่สมบูรณ์ 11 ประการ ทวนกระแส (คนละทิศกันกับของ ทุนนิยม) ต้อง เข้าเขตโลกุตระ ทำได้ยาก (ยกเว้นผู้มีบารมีจริง) แม้ยากก็ต้องทำ ซึ่งถ้าผู้มีมาแล้ว เป็นปัจเจก หรือ สยังอภิญญา ก็จะทำได้เร็ว หรืออย่างในไตรปิฎกก็มีเขียนไว้ เช่น พระพาหิยะ หรือพระยสะ หรือพระองคุลีมาล หรือแม้พระพุทธเจ้าเมื่อยังไม่ถึงเวลาวาระ ก็เป็นลิงลมอมข้าวพอ ตกในการครอบงำของโลกีย์ตามวิบาก อาตมาก็มีวิบากเป็นลิงลมอมข้าวพองอยู่ถึง 36 ปี เรื่องบารมีนี้ เป็นอจินไตย ไม่ใช่จะเข้าใจกันง่ายๆ
อย่างสมัยพระพุทธเจ้า สมัยนั้น ถ้ากล่าวถึงพระพุทธเจ้าแล้วล่ะก็ พราหมณ์ทุกรูปทุกสำนัก ถ้าบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงมาอุบัติ แล้วเขาจะยอมรับนับถือ ไม่ว่าจะสำนักไหนๆ จะเห็นได้ว่าในตำรา พระ ไตรปิฎก เจ้าสำนักใหญ่ๆไหน ก็ยอมทั้งนั้น ที่จริงพราหมณ์กับพุทธนั้นอันเดียวกัน แต่เวลานานๆไป พุทธก็กลายเป็นพราหมณ์อย่างเก่า แม้ยุคที่พระพุทธเจ้าจะประกาศศาสนา พราหมณ์ ก็เสื่อมหนัก แม้พุทธเดี๋ยวนี้ก็เสื่อมหนัก อย่างในญี่ปุ่น พระเป็นเจ้าสำนัก มีลูกมีเมียได้ ลูกก็สืบทอดต่อนิกายไป รวยได้มหาศาล แต่ก็ชื่อว่าพุทธมหายานนั่นแหละ ก็เหมือนกับพราหมณ์มหาศาล
เวลาที่ยาวนานมาก ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกไว้ เล่าเพื่อให้รู้ว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นนัก ขณะนี้ก็ถือว่ายากที่จะทำ แต่ก็เป็นไปได้นะ ถ้าเป็นผู้มีบารมีก็ง่ายอีก อย่างพวกเราหลายคน เรื่องอบายมุขก็ง่าย เรื่องเนื้อสัตว์ก็ง่าย แต่หลายคนไม่มีบารมีก็ต้องปฏิบัติเพ ิ
อ่านต่อ
่ ม พากเพียรก็จะได้
สรุป บุญนิยมหรือ โลกุตระทำได้ยาก แต่ยากอย่างไรก็ต้องทำ และ
เป็นไปได้ (ไม่ใช่ฝั่นเฟื่อง) สมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติ และตรัสรู้ แต่ก็มีปริวิตกว่า จะไม่สั่งสอนธรรมะ แต่มีสหัมบดีพรหมมาอาราธนา ก็ตรวจดูว่ายังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ท่านก็ตรวจดู ก็ยังมีอยู่ ท่านก็ตรวจว่าจะประกาศศาสนาไหม จะเสียของไหม ท่านตรวจแล้วก็ว่าได้ เป็น พุทธุปาทกาละ
และยุคนี้แหละ พุทธยังเป็นไปได้ไหม เสื่อมไปมากแล้วจะกู้กลับได้ไหม อาตมาเป็นโพธิสัตว์ จะฟื้นโลกุตรธรรมจะเป็นไปได้ไหม? แต่ยังไงก็ต้องมีคนได้บ้าง ในบางยุค พุทธอุบัติไม่ได้ เพราะเหตุปัจจัยไม่ได้ ไม่มีคนจะรับได้ มันเสื่อมแย่ คนไม่มีบารมีพอ เพราะฉะนั้น โพธิสัตว์บางองค์ อุบัติขึ้นก็ไม่พูดถึงพุทธเลย จะศึกษาแล้วใช้วิบากเท่านั้น เพราะไม่ใช่พุทธุปาทกาละ ไม่ใช่ยุคสมัยที่ศาสนาพุทธจะหยั่งลงได้ หลักตรวจสอบ ยืนยันพุทธ คือ โลกุตระ กับ อเทวนิยม เพราะ พุทธไม่ใช่ โลกียะ และ ไม่ใช่เทวนิยม ไม่เหมือนกัน โลกุตระคือ เหนือโลก ไม่เป็นทาสของโลกธรรม เราก็รู้ว่าลาภ ยศ สรรเสริญกาม คืออะไร เขาก็ใช้กันในโลก และลึกเข้าไปถึงอัตตา จะลึกถึงเทวะกับอเทวะ กามนั้น ฤาษี หรือเทวนิยม เขาก็ว่าเขาลด แต่ลึกเข้าไป สุดซึ่งโลกียะเขาก็พอมองออกว่า คนติดยึดกับไม่ติดยึดต่างกันอย่างไร แต่ลึกที่ว่าเทวนิยมเขาก็ทิ้งโลกธรรมได้ แต่เขาไม่รู้จักอัตตา เขาไม่รู้จักอนัตตา เขามีอาตมัน ลึกเข้าไปเป็นโลกุตระต้องปฏิบัติจนรู้อัตตา และปฏิบัติจนอนัตตาได้ โลกุตระนั้นรู้จักอัตตา ตั้งแต่ที่ไปติดอบายเป็นโอฬาริกอัตตา เราก็ล้างได้ จากโลกียะมาเป็นโลกุตรบุคคล ที่ 1 คือโสดาปัตติมรรค อยู่ในโลกุตระ 9 ก็มี สุดยอดก็เป็นนิพพาน จะเป็นโลกุตระได้ต้องมีจิตเจตสิกเข้าถึงปรมัตถ์ เร ิ่ มปฏิบัติเป็น สัมมาอาริยมรรค เร ิ่ มแต่โลกุตระแรกเลย เรียกว่า โลกุตระ 37 ในพระไตร ปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ เร ิ่ มเป็น อเทวนิยม คือต้องรู้จักเทวะ การเป็นอเทวนิยมไม่ใช่ว่าไม่รู้จักเทวะ แต่กลับ รู้จักเทวะดี ด้วยซ้ำ รู้จัก สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ ด้วย รู้จัก เทวดา มาร พรหม อย่างรู้ปรมัตถ์ของจิต
โลกุตระต้องเข้าถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วก็จัดการเทวะที่หลงผิด สุดท้าย เป็น วิสุทธิเทพ แต่ไม่ยึดว่าเทพนั้นเป็นตัวเราเป็นของเรา ซึ่งสอนในเมถุนสังโยค 7 แต่ถ้าจิตยังมีเพื่อนสอง คือเรายังเป็นเทวะ ข้อที่ 7 . ประพฤติพรหมจรรย์โดยตั้งปรารถนาเพื่อเป็นเทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งไว้ แล้วปลื้ม-สุขใจ จะวิเศษอย่างไรก็จะไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราแต่รู้จักหมดถ้วนครบ แล้วเป็นเทวดาได้ถ้วน แต่ไม่เป็นเทวดาเลย บรรลุความเป็นเทวะ แต่ไม่ติดยึดในความเป็นเทวะ จะอยู่ต่อหรือไม่ก็ได้ เป็นสิทธิสูงสุด เป็นอมตบุคคล จะตายหรือสูญก็ได้ จะตั้งจิตเป็นอวโลกิเตศวรก็ได้
ลักษณะของ อเทวนิยม คือ 1 . พลังอำนาจของ อเทวนิยม คือ กรรม กรรม คือ การกระทำ หรือ การงาน คำว่ากรรมนี้ยิ่งใหญ่ ศาสนาเทวนิยมเขานับถือคำว่า God หรือพระเจ้าเป็นอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างใด พุทธก็ถือคำว่า กรรมเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เหมือนดังพระเจ้า มีอำนาจบันดาลทุกอย่างได้ และคำว่ากรรมต่างกัน God ตรงที่ว่า ของเทวนิยมเขาไม่รู้จัก God เขาสัมผัสGod ไม่ได้ เขาจำนนต่ออำนาจพิเศษน ั้ น แต่ของ พุทธไม่จำนนต่อ คำว่า กรรม แล้วรู้จักคำว่ากรรม กรรมเกิดจาก จิต จิตเป็นตัวตั้ง มโนบุพพัง คมาธัมมา เป็นอะไรที่มาก่อน เหมือน God ที่มาก่อนและสร้างทุกอย่าง พระพุทธเจ้าก็ว่ากรรมนี้มาก่อน และสร้างทุกอย่าง พระเจ้าเป็นวิญญาณ กรรมก็เป็นวิญญาณ ผู้ที่เป็นจิตนิยาม ก็จะศึกษาเข้าหาจิต เพราะในจิตมีกรรมเป็นพระเจ้าอยู่ ถ้ากรรมนี้กระทำโดย พระเจ้าปลอม เรียกว่าผีหรือซาตานหรือมาร เรียกเป็นภาษาวิชาการว่า อวิชชา ถ้ากรรมเป็นตัวบันดาล ก็เป็นโลกียะ แล้วโลกียะเสียๆก็เป็นผีเป็นมาร เพราะพลังงานที่สร้าง ทำให้เกิดเลวเกิดชั่ว เสียหาย พระพุทธเจ้าถึงจับความสำคัญของสิ่งที่เป็นจุดสุดยอดของการเกิดในโลกได้ เมื่อดับเหตุทุกอย่างก็ดับ ทุกอย่างมาแต่เหตุ แม้เหตุร้ายเราก็ดับให้หมด แต่เหตุดีก็มี ถ้าเราดับทั้งหมดก็หมดสูญหมด แต่ถ้าดับแต่ไม่ดี ก็เหลือแต่ดี หมดบาปหมดบุญ ก็เหลือแต่ดี มีแต่กุศล อยู่ต่อไปก็ได้ แต่ พุทธก็ไม่ยึดดี สูญได้ เลิกดีได้ อีก นี่คือสุดยอด ถึงสุดดีก็คือพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า เพราะพระเจ้าคือพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ศาสนาไหนก็เรียนรู้ เพราะจิตเป็นเจ้าเรือน มีวิบากกรรมเป็นเจ้าเรือน หลักของศาสนาพุทธจึงให้เรียนรู้กรรม ท่านตรัสว่า กรรมเป็นของๆตน ตนนี่แหละคือ จิตวิญญาณ คืออาตมัน ตนนี่แหละคืออัตตา แล้วยึดตนแล้วให้ตนทำกรรม แม้อรหันต์ไม่ยึดอัตตา ทำลายความยึดได้ ก็มีอัตตาที่ไม่ลึกลับแล้ว ก็ใช้อัตตาทำงานได้ กัมมสโกมหิ กรรมเป็นของๆตน อำนาจของอเทวนิยมคือ กรรม กรรมคือตัวอัตตา เมื่อทำกรรมใดก็คือของๆตน กรรมจึงคืออัตตา เป็นอาตมัน อเทวนิยม นี้ เข้าใจธรรมะ เทวะ หรือ God ก็คือ จิตวิญญาณ ศาสนาไหนก็เรียกว่าพระจิตวิญญาณ เป็นอำนาจมีฤทธิ์แรงมีคุณธรรมสูงสุด แต่เทวนิยมไม่รู้จักความจริงของจิตวิญญาณชัด ศาสนาพุทธ อเทวนิยมจะ ต้องรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน ต้องรู้จักจิต รู้จักรูป นาม จิตนิยาม จะเกิดได้ในธาตุของสัตว์โลก ที่มีบารมีธรรม พอเป็นเวไนยสัตว์ที่เรียนรู้จิตได้ ว่าต่างจากพีชะ ต่างจากอุตุ อย่างไร ศาสนาอเทวนิยม รู้ กระจ่าง ในจิต ในกรรม และ ในGod ศาสนาเทวนิยมก็เรียนแต่ไม่ข้ามไปสู่ กรรมนิยาม เขารู้ว่ามีกรรม แต่ไม่กระจ่างในกรรม รู้ว่ามี God แต่ไม่กระจ่างในGod รู้ไม่ละเอียด ไม่รู้จักกรรมนิยาม ธรรมะ นั้น คือ สิ่งทรงไว้ ที่สุดยอดคือ ทรงไว้ซึ่งปรมัตถธรรม ให้จิตวิญญาณเรา ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า หรือไปอยู่กับพระเจ้าดีที่สุด ต้องทำตัวให้ดีที่สุดตามคำสอนของพระเจ้า จะได้ไปอยู่กับพระเจ้า แต่เขาไม่เรียนรู้ว่าความไม่ดีคืออะไร เขาเรียนแต่ความดี ศาสนาความไม่ดีนั้นเมิน ทิ้งความไม่ดี แต่ ศาสนาอเทวนิยม นั้น จับหน้าตัวไม่ดี แล้วเอาหัวใจตัวไม่ดีมาเฉือน ให้ดับให้หมด เอาจริงเอาจังตรงนี้ ศาสนาพุทธจะดูไม่มีเสน่ห์ เพราะพูดถึงความไม่ดี แล้วสิ่งไม่ดีอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ยอดรักของแต่ละคน ไปรักอะไรไม่รัก ไปรักยอดหัวใจ สิ่งไม่ดี คือ กิเลสที่พาทุกข์ ร้อนนี่แหละ รักจัง ศาสนาพุทธเอาความจริงมาตีแผ่ ฉีกหน้าสัตว์โลก เราสามารถเรียนรู้กรรมได้ ก็ต้องปฏิบัติ แล้วได้โลกุตรธรรมสูงสุดทรงไว้เป็นธรรม หมดอธรรม ไม่มีสิ่งทรงไว้ที่ไม่ดี มีแต่ส ิ่ งดีทรงไว้
สรุปว่าพลังอำนาจของ อเทวนิยม คือ กรรม พลังอำนาจของ เทวนิยม คือ God
2 . อเทวนิยม เชื่อ อนิจจัง อนัตตา ไม่ใช่ว่าเห็นแต่ตรรกะตื้นๆ แต่ต้องเข้าถึง ความไม่เที่ยงทางปรมัตถ์ ความไม่เที่ยงข้างนอก ภายนอกนั้นเห็นง่าย ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ไม่เที่ยง ไม่ยาก ในมหาภูตรูป ก็มาเรียนรู้เพ ิ่ มขึ้นอีก ในจิตวิญญาณ คือเหตุตัวการ คือผี คือซาตาน ที่พาเราวนเวียนทำชั่ว ทุกข์ร้อน เลวร้าย ก็อ่านเหตุ พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ ส ิ่ งที่เป็นเหตุให้ชัดเจน จึงมีวิธีให้ศึกษาว่า เมื่อมีจิตก็ทำจิตให้เกิดกรรมกิริยา เกิดหน้าที่การงานของจิต คือทำงาน จะทำงานก็ต้องให้มันเคลื่อนไหว ถ้ามันไม่เคลื่อน มันนิ่ง ก็อ่านมันยาก รู้มันไม่ได้ แต่มันก็ทำงานอยู่ลึกใต้ก้นบึ้ง วิธีการของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ดิ่งลึกเข้าไปโดยไม่มีฐาน แต่วิธีการของพระพุทธเจ้าให้คุ้ยออกมา กระทบให้มันออกมา แล้วตามฆ่ามัน ต้องให้มันมีบทบาทแสดงออกมา อวจรออกมาจะแสดงได้ต้องกระทบ เมื่อกระทบแล้ว ก็ค่อยๆทำไป ฆ่าไป ตั้งแต่อบาย จะฆ่าได้ ต้องเห็นมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เราไปหลงติดมันทำไม ในโลกธรรม ในกาม ก็คืออัตตา ตัวตนทั้งนั้น ก็ไล่เข้ามา วิธีปฏิบัติ ต้องรู้รูป มีโคจรรูป ปสาทรูป แล้วกระทบสัมผัสก็จะเกิด โคจรรูป เป็นอิตถีภาวะ และปุริสภาวะ อิตถีคือ ไม่นิ่ง ไม่เป็นเอก แต่ปุริสภาวะคือ มีหนึ่งเป็นเอก เพื่อจะเรียนรู้ให้จิตเป็นหนึ่งได้ ต้องกระทบสัมผัสรู้ พระพุทธเจ้าจึงตราวิโมกข์ 8 ขึ้นมา ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 รู้ทั้งนอกและใน เป็นองค์ประชุม อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ ต้องทำความรู้สึก หรือสัญญา กำหนดหมาย ตนเองสัญญาเอง ให้จิตทำงาน แล้วจะได้รู้อันอื่นอีก มีทั้งความจำ ความกำหนดหมาย ก็ใช้สัญญาทั้งนั้น ก็ใช้สัญญากำหนดหมายทั้งภายนอก และภายใน ฆ่าตัวตนตั้งแต่หยาบมา จะกลาง ละเอียด ให้มาร ผี ซาตาน หมดในจิต การสะอาดจากผี นั้นไม่ต้องหนีจากโลกที่มีผี เพราะผีทำอะไรเราไม่ได้ เข้าเราไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องหลับตา หรือหนี ในโลกมีอบาย ของโลกธรรม ของกาม โลกมันมีลาภชั่วๆ ยศชั่วๆ สรรเสริญชั่วๆ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชั่วๆ มันเป็นผีหลอกเราให้ไปเสพรสสัมผัส หรือเอามาเป็นตัวกูของกู สรุปแล้วล้างตั้งแต่อบาย ก็ไม่ต้องหนีไปไหน ฆ่าอบาย แล้วก็ฆ่ากาม ฆ่าโลก ธ รรม ให้ผีหมดไป ก็ลืมตาอยู่ แม้เป็นอนาคามีก็ลืมตาสัมผัสอยู่ไม่หนีไปไหน คนฆ่ากิเลสได้ของพระพุทธเจ้าไม่หนีไปไหน อยู่เหนือมันจริงๆไม่ต้องหนี จึงต้องมี องค์ประชุม ทวาร 6 สัมผัสอยู่ทุกอย่าง จนสัญญากำหนดรู้หมด แม้เนวสัญญา จะไม่รู้ก็ไม่ได้ แม้นานัตสัญญา อัตตาต่างๆก็กำหนดรู้ให้หมด จะมีเศษที่ไม่รู้ไม่ได้ คนไม่เข้าใจพยัญชนะ เพราะไม่รู้สภาวะ ก็ว่าจะรู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ แต่ที่จริงคือ ต้องกำหนดรู้ให้หมด ไม่มีสิ่งที่ไม่รู้ จึงหมดอวิชชาสวะ หรืออนุสัย พ้น รูปปูปาทานักขันโธ คือรูปทั้งหลาย รู้หมด ไม่ว่าจะอาหารรูป เพราะทำชีวิตรูป ความเป็นชีวิตของรูป สัตว์ ถึงขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ สัตว์ตัวสุดท้ายของสัตตาวาส 9 เลย กำจัดสัตว์ตัวที่ 1-9 ตายเกลี้ยงเลย ไม่ถูกผูกไว้ด้วยความเป็นสัตว์ พ้นสังโยชน์ จึงเป็น ผู้หมดตัวตน หรือ ปรมาตมัน อเวทวนิยมนั้นไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แม้พระพุทธเจ้า แต่ต้องบรรลุเองเป็นของตนชัดเจน และที่ต้องเชื่อ เพราะมันตรงกับที่ท่านเป็น อรหันต์ของเรากับของพระพุทธเจ้าเหมือนกันเลย จึงเชื่อในอนิจจัง อนัตตา ตัว ลักขณรูป ที่เป็นอุปาทายรูป คืออนิจจตา ทุกอย่างไม่เที่ยงไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ต้องจัดการให้บรรลุอเทวนิยมถึงอนัตตาให้ได้
3 . อเทวนิยม สามารถ ดับภพชาติ ได้อย่างสนิท บริบูรณ์
4 . อเทวนิยม เชื่อว่า กรรมวิบากไม่เที่ยง แท้ตายตัว
คุณพิมพ์เพชรรุ้ง เขียนรายงานมาว่า …
ดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่าน และทีมงานสื่อโทรทัศน์บุญนิยมทีวี ที่ทำให้ดิฉันได้ติดตามการสอนของพ่อครูฯ ทางสื่ออินเตอร์เน็ต และที่ท่านได้ส่งมาทางอีเมล์ ขณะนี้ดิฉันกำลังเตรียมงานพัฒนาความรู้ในค่ายสุขภาพล้างพิษตับ ที่กลับมาทำตามความรับผิดชอบเดิม ได้เกิดกำลังใจอย่างยิ่ง ในการเรียนรู้และพัฒนาการบรรยายความรู้ ให้ดีขึ้น และเกิดประโยชน์มากขึ้น จากการได้เรียนได้ฟัง การสอนวิชาพุทธชีวศิลป์ของพ่อครูฯ จึงขอถวายรายงานสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อขอคำแนะนำจากพ่อครูฯ ตามที่เขียนรายงานส่งมานะคะ ส่วนเรื่องที่กำลังจะนำมาเสริมการบรรยาย ในค่ายสุขภาพคือ เรื่องอาหาร 4 ( กวฬิงการาหาร, ผัสสาหาร, มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร) กับสุขภาพองค์รวม ตามที่ได้เรียนรู้ ศึกษา ฟังธรรมจากพ่อครู และ ค้นคว้าเพิ่มเติมมา และถ้าพ่อครูจะเมตตาแสดงธรรมในเรื่องอาหาร 4 นี้ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ดิฉันจะได้น้อมนำมาเพิ่มองค์ความรู้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน และเผยแพร่ต่อไปค่ะ
กราบขอบพระคุณยิ่งค่ะ,
พิมพ์เพชรรุ้ง
พ่อครูว่า… กรรมวิบากใด เราทำสำเร็จแล้ว เราจะ เปลี่ยนแปลง ให้มันหมดไปได้ ก็ด้วย คือเรา ไม่ทำมันอีก คนเรานี่ เร็วยิ่งกว่าวินาที นี้ คุณเติมกิเลสอยู่ทุกวันแหละ ขนาดปฏิบัติธรรม เราเติมกิเลสไหม แต่เรารู้บันยะบันยัง จะลดละเลิกมาตามลำดับ แต่เติมอยู่ แต่คนที่อวิชชานั้น อยู่กับทุกเศษเสี้ยววินาทีของการเติมกิเลสทั้งนั้นเลย อยากได้ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อยากไปทุกอย่างเลย มันน่าเศร้า อวิชชานี่
กรรมใดทำแล้ว แก้ไม่ได้ แต่มันจะออกฤทธิ์ให้คุณใช้วิบาก และวิบากเก่ามันก็ออกผลช้าขึ้น ถ้านานไปมันก็ออกผลช้า เพราะจะมีวิบากใหม่มาคั่น ถ้าวิบากใหม่เป็นวิบากไม่ดี มันก็รวมหัวกันผสมโรงกัน แต่ถ้าเป็นวิบากคนละตระกูลมันก็จะคั่น วิบากจะมาหาเรายากขึ้น แต่ไม่หมด ฤทธิ์มันน้อยลงๆ ก . ทำให้วิบากเก่าช้าลง คนที่ปรินิพพานนั้นไม่ได้ดับวิบาก วิบากตามมาอยู่ แม้เป็นพระพุทธเจ้าวิบากก็ตามทัน แต่เราปรินิพพานได้ก่อน วิบากจะตามทัน อรหันต์ถ้าปรินิพพานก็หนีวิบาก ดับอัตภาพ สูญ วิบากก็หาไม่เจอ แม้วิ่งมาทันก็หาไม่เจอ ยอดเยี่ยมไหม? หาวิบากดีมาคั่น โดยเราทำกุศลๆๆๆ ข . ชำระกิเลสใหม่ ที่จะเกิด เพราะกิเลสเก่าที่ทำไปแล้ว ก็ทำอะไรมันไม่ได้ แต่ ทำปัจจุบัน ทุกปัจจุบัน กิเลสเกิด ก็ฆ่ามันทุกขณะ ของพระพุทธเจ้าจึงลึกซึ้งมาก รู้จักกิเลส ฆ่ากิเลสให้หมดทุกตัว มีอำนาจจิต กิเลสเข้าไม่ได้อีกก็จบ เหลือแต่วิบากเก่าตามมา แต่เราสร้างกุศลคั่นไว้ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็มีวิบากเหลือน้อย ทุกวินาทีต้องฆ่ากิเลส บาปก็ไม่เข้าอีกแล้ว มีแต่วิบากบาปเก่า ถ้าเราสร้างวิบากดีคั่นมัน ก็ตามไม่ทัน หากอรหันต์แล้ว หลายองค์ท่านก็ไม่ต่อ เพราะวิบากท่านเยอะ
สุขของอเทวนิยม เป็นสุขแบบโลกุตระ ..สุขโลกีย์นั้นสุขหลอก เป็นโลกียะ แต่สุขโลกุตระนั้น ทั้งไม่ทุกข์ไม่สุขแบบโลกีย์ แม้อยู่กับ โลกธรรม กับกาม กับอัตตาใดๆ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ มันสุขอย่างสงบ สันตา ละเอียด ประณีต นิปปุนา สงบของโลกีย์เขาต้องหยุดนิ่งเฉย แต่ว่าโลกุตรสุขนั้นไม่น ิ่ ง แต่ทำงานอยู่ สัมผัสอยู่ เราก็ไม่เกิดกิเลส จึงสุขสงบแท้จริง
โลกของอเทวนิยม รู้รอบถึงขั้น ดับวัฏฏสงสาร ...ความวนของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เมื่อกิเลสหมด ก็ไม่ต้องวน หรือจะวนก็ได้ ถ้าดับวัฏฏสงสารที่ทำให้ชั่วให้ทุกข์ จิตวิญญาณเราสะอาดตลอดไปไม่วนไปทุกข์สุขหรือชั่วแล้ว แต่ที่พระพุทธเจ้าต้องมามีเมียมีลูก ก็เป็นแค่ลิงลมอมข้าวพอง เป็นวัฏฏสงสารปลอมๆ
มีลักษณะเข้าถึงอาริยะ คำว่า อาริยะ คำนี้อาตมาพยายามบัญญัติภาษามาใช้แทนที่เพี้ยนไปแล้ว คือคำว่า อารยะ Civilize แต่มันเพี้ยนไปหมดแล้ว และทางเถรวาทยืนยันคำว่า อริยะ ก็เพี้ยนไปแล้ว อาตมาเลยไม่อยากจะใช้ของเขา ก็เลยใช้คำว่า อาริยะ แทน เป็นสภาวะความเจริญประเสริฐ อย่างชาวอโศกเจริญ เพราะมีอาริยธรรม อย่างโลกเขาต้องการอย่างเรานี่แหละ คุณสมบูรณ์แล้ว ในเรื่องโลกธรรม ในเรื่องกาม อัตตา คุณสมบูรณ์หมดแล้ว ของคุณเต็มแล้ว คืออะไรรู้หรือเปล่า สรุปแล้วที่เอามาอธิบายคือ เกิดจาก ธาตุรู้ ผู้มีภูมิคุ้มกัน อยู่เหนือโลกธรรม คุณมีความรู้ความสามารถก็ทำ แล้วคุณก็ไม่แยแส เอาไว้ใช้สอยเท่านั้น ก็ไม่ยึดติด คนเจริญโลกุตระ เช่น เรารวย แต่เราไม่สะสม มีเท่าไหร่ก็สะพัด แล้วไม่สะสมทุนอย่างทุนนิยม คือเขาใช้ทุนของเขาได้แค่ 5 แล้วเขาก็ใช้ 10 แล้วเขาก็ไม่พอ เขาก็เอา 10 ไปออกดอกออกผลเพ ิ่ มอีก แต่ของโลกุตระ สร้าง 5 สร้าง 10 สร้างร้อยสร้างพัน แต่ไม่เอาสะสมไว้ ไม่สะสมทบทวีไป บุญนิยม ไม่ทำ นอกจากไม่ทำแล้ว แม้จะได้เพิ่มขึ้น สมรรถนะเราทำได้ 5 นานเข้าเราก็ทำได้เพ ิ่ มขึ้น เราไม่ได้หนีโลก เราทำงานกับโลก เราจะคล่องตัว แต่โลกเขาทำไม่เป็น กัมมัญญตา เหมือนโลกุตระ เพราะโลกุตระนั้นทำงาน คล่องตัว ไม่ต้องเสียเวลาแคลอรี่ไปคิดว่าจะได้กำไร หรือคุ้มทุนอย่างไรเลย โลกุตระนั้นทำงานได้เหนือโลกียะมากยิ่งทำงาน ย ิ่ งมีค่าสูงกว่าโลกียะมาก แต่เราทำงานได้มากเราก็ไม่เอาไว้เลยสะพัดออก เหลือแค่พออาศัย เป็นผู้ประมาณได้ดี
คน อาริยะ หรือ โลกุตระ นั้น หนึ่ง คนมีค่าสูงกว่า คนโลกียะมากกว่ามากเลย แล้วเราไม่เอาทุนไปหาประโยชน์ เราสะพัดไม่เหลือทุนเลย จึงเป็นคนมีค่าสูงกว่าโลกไม่รู้กี่ชั้น แต่เราทำงาน เราไม่ต้องเสียเวลา แครอรี่ หรือทุนรอนที่จะไปเปลืองไปเสพกับโลก จึงมีเวลาทำงานได้มากว่าทางโลก คนอาริยะจึงมีค่าสูงกว่าคนโลกๆมากเลย อาตมาไม่อยากพยากรณ์ หรือพูดล่วงหน้า ...แต่พูดดีกว่า พูดให้พวกเรารู้....พวกเรานี่นะเป็นอาริยบุคคล จะทำงานช่วยโลก โลกานุกัมปา ในอนาคตเราจะช่วยโลก ทางเศรษฐกิจนั้นชัดเจน เราไม่เอา เราไม่สะสม แต่เราสร้างได้มาก แล้วสะพัดแก่โลก สังคมศาสตร์เราก็ช่วย เพราะเราไม่เป็นตัวกวนตัววุ่น มีแต่รับใช้ให้เรียบร้อย สังคมก็อบอุ่นเรียบร้อย เราไปทำงานกับสังคม แม้จะเรียกว่าทำงานการเมือง เราก็ไปทำงานสังคม ไปช่วยเหลือ รับใช้ เราไปให้แก่สังคมทั้งนั้น เหนือกว่าเศรษฐศาสตร์ เราจะมีสมรรถนะ ความรู้สามารถทั้งการเมือง เศรษฐศาสตร์ เราไม่มีติดยึดสะสม ไม่ได้จดบัญชีว่า ฉัน ซี 5 ซี 8 ซี 10 เป็นรัฐมนตรีไม่ได้คิด ไม่ได้ตราตั้ง แต่ทำหน้าที่ไป อาจดีกว่าเขาด้วย แม้ไม่มีตำแหน่ง ผู้รู้จะรู้ ผู้เห็นจะเห็น ต่อไปพวกเราในอนาคตนี่พวกเราจะเป็นคนทำ เราไม่อยากได้ลาภยศ เขาจะให้เราทำ เราไม่อยากได้ลาภ เราจะได้ลาภ แต่เราจะไม่เอาไว้ เราจะสะพัดให้สังคมอีก สังคมก็จะได้ย้อนกลับคืนหมดเลย เราก็ไม่เอาไว้อีก แล้วค่าตัวก็สูงขึ้นแน่นอน ทางตะวันตกนี่ค่าสปีช ค่าเลคเชอร์นี่แพงนะ คนเก่งๆ ดูแต่เมืองไทยไปจ้างคนมาแต่ละคน ทีหนึ่งกี่สิบล้านบาท แล้วเขาก็หอบเงินไปจริงๆ แต่คนโลกุตระนั้นไม่เอา คอยดูนะคนไทยโลกุตระ ต่อไปเมืองนอกจะเชิญไปพูดให้ไปเอาเงินมัน ขณะนี้มีคนในไทยไปเชิญอดีตนายกฯอังกฤษมาพูด แล้วก็พูดเรื่องราคาค่าพูด แต่เขาก็ไม่เอา แล้วเขาก็กลับไปไม่เอา เขาก็มาพูดให้ ไม่เอาเงิน แล้วเขาก็กลับ เท่ไหม? สอนเลยนี่มันอย่างนี้จริงๆ นี่คือคนอาริยะ ในอนาคต พวกเราจะเป็นคนเช่นนี้
ศาสดาของอเทวนิยมเป็นคนปกติสามัญ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่มีคุณธรรมเหมือนคนทั่วไป แต่เป็นคนติดดินเหมือนคนทั่วไป แต่ก็รู้ค่าของสิ่งที่โลกเขาสมมุติ แต่ท่านอยู่กับโลกเขา อย่างที่เขาสมมุติ คุณว่าในหลวงเราติดดินไหม แต่ท่านก็ต้องมีสมมุติ ที่ไม่ให้เสียเลย แต่ท่านก็ติดดิน ไม่เหมือนพวกเป็นใหญ่ทั้งหลายแหล่ ซึ่งต้องดูเป็นดูออก ไม่ใช่ว่าอาตมามายกยอปอปั้นนะ ศาสดานั้นเป็นคนเหมือนสามัญ พระพุทธเจ้าท่านก็เหมือนสงฆ์ทั้งหลาย พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพไปหาพระพุทธเจ้า ก็ว่าไม่เห็นมีพระพุทธเจ้า มีสงฆ์อยู่มากมาย แต่ไม่เห็นพระพุทธเจ้า ก็นั่งปนกับสงฆ์ทั้งหลาย พระเจ้าอชาติศัตรูก็ว่าถูกหลอกแล้ว ไม่เห็นมีพระพุทธเจ้า เพราะConcept ว่าพระพุทธเจ้านั้น ต้องเด่นเหนือคนอื่น พระเจ้าอชาติศัตรูก็ไม่เห็น เป็นคนปกติสามัญ
คุณวิเศษของอเทวนิยมคือ อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ อันนี้ไม่อธิบายแล้ว..ขอผ่าน
ที่พึ่งของอเทวนิยม คือกรรม หรือพระรัตนตรัย ก็คืออธิบายไปแล้ว ข้าง บน … จบ
หมายเหตุ บุญนิยมที่สมบูรณ์ 11 ประการ (จากหนังสือ สรรค่าสร้างคน หน้า16-17) ทวนกระแส (คนละทิศกันกับ “ทุนนิยม”) ต้องเข้าเขตโลกุตระ ทำได้ยาก (ยกเว้นผู้มีบารมีจริง) แม้ยากก็ต้องทำ เป็นไปได้ (ไม่ใช่ฝันเฟื่อง) เป็นสัจธรรม (ของจริงของแท้สำหรับมนุษย์และสังคม) “กำไร” ของชาวบุญนิยม หรือที่เรียกว่า “รายได้” “ผลประโยชน์” สำหรับตนก็คือ “สิ่งที่ให้ออกไป-คุณค่าที่ได้สละจริง เพื่อผู้อื่น เพื่อมวลมนุษย์ และสัตว์โลกทั้งหลาย” จึงเรียกว่า “บุญ” สร้าง “คน” ให้ประสบผลสำเร็จเป็นหลัก ต้องศึกษาฝึกฝนกันจน “จิตเกิด-จิตเป็น” เรียกว่า “บรรลุธรรม” ตามลำดับ จึงชื่อว่า “เป็นผลสำเร็จจริง” ความร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ไม่อยู่ที่ส่วนบุคคล แต่อยู่ที่ส่วนรวมหรือส่วนกลาง เชิญชวนให้มาดูได้ หรือพิสูจน์ได้ ดุจเดียวกับพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จุดสัมบูรณ์ คือ อิสรเสรีภาพ-ภราดรภาพ-สันติภาพ-สมรรถภาพ-บูรณภาพ