14-ภาคผนวก ง 2.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.37 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ง โปรแกรมการประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณที่แขนต่ออาการปวดคอ บ่าไหล่ คู่มือ การประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขน ต่ออาการปวดคอ บ่าไหล่ โดย นายมงคลวัฒน์ รัตนชล โครงสร้างกายวิภาคคอ บ่าไหล่ คอ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีรยางค์หลายชนิด เป็นโครงสร้างที่แยกศีรษะออกจากลำตัว คอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่ง จากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายคอของเราประกอบด้วยกระดูกคอทั้งหมด 7 ชิ้นเราเรียก Cervical Spine ประกอบด้วย กระดูก 7 ชิ้น โดยชิ้นที่ 1 จะอยู่ติดกับกะโหลก ชิ้นที่ 7 จะติดกับกระดูก หน้าอก ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกขั้นกลาง เมื่อเราคลำส่วนหลังของคอจะคลำได้ เป็นตุ่มๆ ซึ่งเป็นกระดูกยื่นมาจากส่วนหลังของกระดูกต้นคอตรงกลางของกระดูกจะมีรูเรียกว่า Spinal Canal ซึ่งเป็นรูที่ให้ประสาทไขสันหลัง Spinal Cord ระหว่างรอยต่อของกระดูกต้นคอจะมี ช่องให้เส้นประสาทลอดออกไป ซึ่งจะนำคำสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อ และรับความรู้สึกส่วนต่างๆ ไปยังสมอง หากรูนี้เล็กลงหรือมีกระดูกงอกไปกดก็จะทำให้มีอาการปวดต้นคอและปวดแขน บ่า หรือไหล่ บ่า เป็นส่วนของร่างกายระหว่างคอกับหัวไหล่ โดยทั่ว ไปความหมายทางกายวิภาคศาสตร์มักจะรวมความหมายเป็นชุดเดียวกับไหล่ เช่น สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย ( 2556 ) กล่าวถึงบ่าและไหล่ คือ ไหล่ หรือ บ่า ( S houlder ) เป็นส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ที่อยู่บริเวณข้อต่อไหล่ ซึ่งประกอบด้วยกระดูกต้นแขนประกอบกับกระดูกสะบัก ไหล่ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหปลาร้า ( C lavicle ) กระดูกสะบัก ( S capula ) และกระดูกต้นแขน ( H umerus ) ร่วมกับกล้ามเนื้อ เอ็น และเอ็นกล้ามเนื้อที่เก

อ่านต่อ

ี่ยวข้อง ข้อต่อระหว่างกระดูกต่างๆเหล่านี้ประกอบกันเป็นข้อต่อไหล่ ไหล่เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้แขนและมือสามารถการเคลื่อนที่ได้อย่างมาก และยังมีความแข็งแรงมากเพื่อใช้ในการออกแรงยกของ ดัน และดึง จากหน้าที่การทำงานของไหล่ดังกล่าวทำให้ไหล่เป็นบริเวณที่คนมักบาดเจ็บหรือปวดล้าอยู่สม่ำเสมอ คอ บ่า ไหล่ ภาพ แสดง บริเวณ คอ บ่าไหล่ ความผิดปกติของร่างกาย บริเวณ คอ บ่าไหล่ ความผิดปกติของร่างกาย บริเวณ คอ บ่าไหล่อาจทำให้เกิดความไม่สุขสบายหลายอาการ เช่น อาการปวด เมื่อยล้า ยกแขนไม่ขึ้นหรือไม่สุด เอามือไขว้หลังไม่ได้ หันคอไปมาไม่ได้ ชาปลายมือ มือหรือแขนอ่อนแรง ค วามเจ็บปวดเป็นอาการที่แสดงถึงความไม่สุขสบายทุกข์ทรมานและต้องการความช่วยเหลือให้ความเจ็บปวดลดลงในมุมมองทางพยาธิสรีรวิทยาได้มองเห็นว่าความเจ็บปวดเป็นกลไกในการป้องกันตนเองระบบประสาทที่มีการทำงานซับซ้อนตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ทำลายเซลล์ประสาทเกิดสัญญาณประสาทส่งผ่านไปยังประสาทส่วนกลางทำให้เกิดการรับรู้รู้สึกและตอบสนองต่อสิ่งนั้น โดยทั่วไปนิยามของอาการปวดหมายถึงความรู้สึกไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลมีความรู้สึกตัวดีเนื่องมาจากการหดเกร็งหรือการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือพังผืดและในที่นี้อาการปวดคอหมายถึงอาการปวดในบริเวณตั้งแต่กระดูกคอชิ้นที่ 1 ถึงชิ้นที่ 7 ลักษณะของความเจ็บปวด จำแนกตามอาการแสดงที่เป็นลักษณะเฉพาะ 1. อาการปวดร้าว เป็นความเจ็บปวดที่ร้าวออกไปจากแหล่งต้นกำเนิดโดยแผ่ไปในบริเวณผิวกายที่มีเส้นประสาทไขสันหลังส่วนเดียวกันไปเลี้ยง เนื่องจากเซลล์ประสาทที่ส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆและผิวหนังจะมารวมบรรจบกันที่ Dorsal Horn ส่วนเดียวกัน 2. อาการปวดเฉียบ เป็นอาการปวดรุนแรงแบบปวดเกร็ง ปวดมากจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ต้องพักอยู่นิ่ง ๆ มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา ( 2550 : 12 - 19) ได้อธิบายว่ากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อพังผืด ( Myofacial Pain Syndrome ) การแพทย์แผนไทยเทียบได้ว่าเป็นโรค ลมปลายปัตคาด เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดมีลักษณะเฉพาะ คือ จะต้องมีจุดปวดหรือจุดกดเจ็บ เป็นจุดที่ท ำ ให้เกิดการปวดร้าวส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย อาการปวดคอมีสาเหตุดังนี้ 1. เกิดจากการบาดเจ็บรุนแรง 2. บาดเจ็บเล็กน้อย แต่บาดเจ็บเรื้อรัง เช่น นั่งผิดสุขลักษณะ 3. กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง 4. สารอาหารไม่เพียงพอ เช่น กรดโฟลิก วิตามิน บี 1 , 6 , 12 และวิตามินซี 5. หลังผ่าตัดที่ต้องนอนนาน ๆ 6 . ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต 7 . เครียด จิตเครียดกล้ามเนื้อจะเครียดด้วย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแถว ๆ คอ 8 . นอนไม่พอ อ่อนเพลีย สาเหตุของการปวดต้นคอที่พบบ่อย 1. อิริยาบถหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยล้าเกินไป เช่น บางคนชอบนั่งก้มหน้า หรือช่างที่ต ้ องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา หรือ ใช้หมอนสูงเกินไป 2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การงาน ครอบครัวการ พักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง 3. คอเคล็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไปเนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ทำให้เกิดคอเคล็ด เช่น การก้มเพื่อมองหาของใต้โต๊ะ การหกล้ม 4. ภาวะข้อกระดูกเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ทำให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา 5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น ตกที่สูงถูกทำร้ายร่างกาย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ 6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะทำให้กระดูกต้นคออักเสบ เช่นรูมาตอยด์ การกดจุด การกดจุด หมายถึง การใช้นิ้วมือกด ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Finger P ressures คือ การกดสัมผัสด้วยนิ้วมือ ไม่ใช่การนวดถูซึ่งหมายถึงการใช้นิ้วมือทั้ง 5 รวมทั้งอุ้งมือฝ่ามือ ถูคลึงตามร่างกายและโดยทั่วไปการนวดมักต้องทายาหรือทาครีมนวดตัว ไม่เช่นนั้นก็อาจมีการเจ็บปวดจากการเสียดสีแต่การใช้นิ้วกดสัมผัสนั้นไม่ต้องทายาใด ๆ การกดจุดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะในการดูแลรักษาตัวเองตามวิธี ธรรมชาติบำบัดเพียงใช้ปลายนิ้วและกดอย่างถูกต้อง ตามจุดต่าง ๆ สามารถรักษาเยียวยาอาการเจ็บป่วยไม่สบายและโรคต่างๆ ได้ การกดจุดนั้นเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากเวชกรรมการฝังเข็มเรื่องของการ “กดจุด” นี้เป็นศาสตร์ที่การแพทย์แผนโบราณของจีนได้คิดค้นขึ้นและก็ให้ผลดีแท้จริง ต่อร่างกายมนุษย์ จนแม้แต่การแพทย์แผนปัจจุบันทั่วโลกต่างก็ยอมรับ การกดจุดเป็นการกระตุ้นหรือฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายด้วยวิธีทางอย่างธรรมชาติ และสรรพคุณของการกดจุดสามารถระงับโรคต่าง ๆ ได้ดี จนร่างกายแข็งแรงและสุขภาพทางจิตใจก็แจ่มใสขึ้นไปด ้วย การกดและกระตุ้นอย่างถูกต้อง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในร่างกายให้อวัยวะทุกส่วนทำงานกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สะดุดติดขัดหรือเสื่อมสภาพไป ช่วยเสริมความต้านทานโรคและสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แก่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย การกดจุดนั้นไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องอาศัยผู้มีคุณวุฒิทางการแพทย์มาช่วยบำบัดรักษา สามารถทำได้เองโดยต้องศึกษาวิธีการใช้นิ้วมือตำแหน่ง จุด ที่ถูกต้องเท่านั้นเอง (สำนักแพทย์ทางเลือก. 2560) ภาพ แสดงการกดจุดลมปราณ ที่ แขนของผู้เข้าค่ายสุขภาพ ณ สวนป่านาบุญ 2 อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมชาติ เส้นลมปราณ เส้นลมปราณแต่ละเส้นมีจุดเริ่มต้นและทิศทางที่ทอดไป เส้นที่ทอดขนานไปตามแกนของลำตัวผ่านอวัยวะภายใน แล้วผ่านมาตามแขนและขา เปรียบเสมือนทางเอก เรียกว่า “จิง” จิงจะปรากฏอยู่ในส่วนที่ลึก เช่น ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ ส่วนเส้นที่แตกแขนงออกไป เปรียบเสมือนทางโท เรียกว่า “ลั่ว”พบอยู่ตามส่วนที่ตื้นขึ้นมา(ภาสกิจ วัณนาวิบูล . 25 4 5 ) เส้นลมปราณ ทอดยาวไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นเส้นทางลำเลียงพลังลมปราณ เลือด ของเหลวไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้การทำงานของอวัยวะทุกส่วนอยู่ในภาวะสมดุล เส้นลมปราณมักแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเชื่อมอวัยวะภายใน ภายนอก ประสาทสัมผัส และความรู้สึกเข้าด้วยกัน โยง ไ ยอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อควบคุมการทำงานของร่างกายเมื่อใดก็ตามที่เกิดการติดขัดในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งทำให้พลังลมปราณ เลือดของเหลวต้องคั่งค้าง หยุดชะงัก ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้ และในทางกลับกันเมื่อเกิดโรคหรือประสบอุบัติเหตุ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง โครงร่างของร่างกายขาดความสมดุลอาจเพราะขาดการออกกำลังกาย ก็จะทำให้เส้นลมปราณติดขัดซึ่งมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่เส้นลมปราณทอดผ่านได้ เช่น เกิดอาการปวด บวม หรือแม้แต่โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่หลายๆ คนอาจนึกไม่ถึงเช่นกันเช่น ท้องผูก ริดสีดวงทวาร เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ หรือแม้แต่มะเร็งได้ เพราะ เส้นลมปราณ ไม่สามารถนำพลังลมปราณสารอาหาร ไปเลี้ยงอวัยวะที่เส้นลมปราณวิ่งผ่านได้ ในทางกลับกันถ้าเราสามารถเปิดทางเดินของเส้นลมปราณ ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติไม่ติดขัดหรือเกิดความสมดุล อวัยวะที่เส้นลมปราณวิ่งผ่านได้รับพลังลมปราณ สารอาหาร สาม า รถขับของเสียได้ดี ก็ทำให้โรคต่าง ๆ หาย หรือทุเลาลงได้ ทั้งนี้ การกดจุดเส้นลมปราณเพื่อรักษาอาการปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่ จะทำการกดเส้นลมปราณบริเวณแขนทั้ง 6 เส้น ได้แก่ (1) เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ (2) เส้นลมปราณหัวใจ (3) เส้นลมปราณลำไส้เล็ก (4) เส้นลมปราณปอด (5) เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ และ (6) เส้นลมปราณซานเจียว ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1 . เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ เริ่มกดจาก จุดเน่ยกวาน วัดห่างจากข้อมือ โดยใช้สองนิ้วมือวางเรียงชิดกันกลางข้อมือ ด้านใน ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วก้อย กดพื้นที่ต่อพื้นที่มาเรื่อย ๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงแขนพับ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้แล้วอาสาสมัครยกแขนขึ้น แขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้า ทาง จมูก ให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้ว หายใจ ออก ทาง ปาก ยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ ในกรณีที่ไม่มีเวลา สามารถกดจุด เน่ยกวนแทนการกดเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจทั้งเส้น โดยกดลงน้ำหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย ค้างไว้ประมาณ 1 - 3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที กดกี่รอบก็ได้เท่าที่รู้สึกสบาย กรณีที่มีเวลากดเส้นลมปราณทั้งเส้น กดพื้นที่ต่อพื้นที่มาเรื่อย ๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงแขนพับ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ แล้วยกแขนขึ้น และหายใจเข้าจมูกผ่อนออกปาก 3 ครั้ง จุดเน่ยกวาน ภาพ แสดงเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ ( ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553 ) เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ 1. เริ่มกดจาก จุดเน่ยกวาน วัดห่างจากข้อมือ โดยใช้สองนิ้วมือวางเรียงชิดกันกลางข้อมือด้านใน ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วก้อย 2. ใช้นิ้วหั วแม่มือกด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กด โดยกดลงน้ำหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย ค้างไว้ประมาณ 1 - 3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3. มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กดโดยงอ นิ้วหัวแม่มือให้ตั้ง 4. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1 - 1 . 5 มม . กดมา เรื่อยๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงแขนพับ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ 5. กดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ 6. กดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ ( ขอบเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมัดหน้าที่รักแร้ ) 7 . อาสาสมัครยกแขนขึ้น แขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้า ทาง จมูก ให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้ว หายใจออก ทาง ปาก ยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ 2 . เส้นลมปราณหัวใจ เริ่มกดจาก จุดหลิงต้าว วัดห่างจากข้อมือโดยใช้นิ้วสองนิ้ววางเรียงชิดกันตรงข้อมือด้านในบริเวณร่องที่ตรงกับด้านหน้าของนิ้วก้อย กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กด กับจุดถัดไปประมาณ 1 - 1 . 5 มม . ) กด มาเรื่อย ๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ พอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ จากนั้นอาสาสมัครยกแขนขึ้น แล้วหายใจเข้าจมูกผ่อนออกปาก 3 ครั้ง (ในกรณีที่ไม่มีเวลา สามารถกดจุดหลิงต้าวแทนการกดเส้นลมปราณหัวใจทั้งเส้นได้) จุดกลางรักแร้ จุดหลิงต้าว ภาพ แสดงเส้นลมปราณหัวใจ ( ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553 ) 1 . เริ่มกดจาก จุดหลิงต้าว วัดห่างจากข้อมือโดยใช้นิ้วสองนิ้ววางเรียงชิดกันตรงข้อมือด้านในบริเวณร่องที่ตรงกับด้านหน้าของนิ้วก้อย เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณหัวใจ 2 . ใช้นิ้วหัวแม่มือกด มุมที่กดตั้งฉากกับจุ ดที่กด โดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้ง ฉาก กดลงน้ำหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย หรือให้ถึงจุดที่ตึงกดนิ่ง ค้างไว้ประมาณ 1 - 3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1 - 1 . 5 มม . )กด มาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ พอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 4. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1 - 1 . 5 มม . ) กด มาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ พอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 5. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1 - 1 . 5 มม . ) กด ต่อ มาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ พอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 6. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1 - 1 . 5 มม . )กด มาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ พอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 7 . อาสาสมัครยกแขนขึ้น แขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้า ทาง จมูก ให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้ว หายใจออก ทาง ปาก ยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ 3 . เส้นลมปราณปอด เริ่มกดจากข้อมือด้านในบริเวณกึ่งกลางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วโป้ง กดมาเรื่อยๆตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงจุดข้อพับบริเวณศอกเรียกว่า จุดฉื่อเจ๋อ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดนอกจนสุดกระดูกหัวไหล่ แล้วกดเลาะอ้อมข้างกระดูกหัวไหล่ลงมากดเขี่ยตรงจุดรอยต่อระหว่างกระดูกไหปลาร้ากับรักแร้ เรียกว่า จุดจงฝู่ จากนั้นอาสาสมัครยกแขนขึ้น แล้วหายใจเข้าจมูก ผ่อนออกปาก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลาสามารถกดจุดฉื่อเจ๋อ หรือ จุดจงฝู่ หรือกดทั้งสองจุดแทนเส้นลมปราณปอดทั้งเส้นได้) จุดจงฝู่ จุดฉื่อเจ๋อ เส้นลมปราณปอด ภาพ แสดงเส้นลมปราณปอด ( ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553 ) เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณ ปอด 1. เริ่มกดจากข้อมือด้านในบริเวณกึ่งกลางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วโป้ง ระ ยะห่างจากฐานข้อมือ 2 นิ้วมือเรียง ชิดกัน 2. ใช้นิ้วหัวแม่มือกด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กด โดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้ง ฉาก กดลงน้ำหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย หรือให้ถึงจุดที่ตึงกดนิ่ง ค้างไว้ประมาณ 1 - 3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1 . 0 - 1 . 5 ม.ม . )กด มาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ จนถึงจุดข้อพับบริเวณศอกเรียกว่า จุดฉื่อเจ๋อ 4. กด มาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ แขนด้านหน้ามัดนอก 5. กดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดนอกจน ถึงปลาย สุดกระดูกหัวไหล่ 6. กดเลาะอ้อมข้างกระดูกหัวไหล่ลงมากดเขี่ยตรงจุดรอยต่อระหว่างกระดูกไหปลาร้ากับรักแร้ เรียกว่า จุดจงฝู่ จำนวน 3-5 ครั้ง เท่าที่รู้สึกสบาย แล้ว 7 . อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ 4 . เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ เริ่มกดจาก จุดเจียนอวี่ บริเวณร่องบุ๋มใต้กระดูกหัวไหล่ตรงกลางแขนด้านนอก กดตรงลงมาเรื่อยๆ พอถึงข้อศอก สามารถงอแขนเพื่อให้กดได้ง่าย แล้วใช้นิ้วโป้งกดกลางแขนด้านนอกออกมาเรื่อยๆ จนถึงข้อมือ กดเขี่ยระบายพิษที่ข ้อมือสักพักแล้วเลื่อนมากดที่จุด เหอกู่ ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ วัดเข้ามาด้านหลังมือ 1 ข้อนิ้วโป้งชิดกับกระดูกนิ้วชี้ จากนั้นรีดออกไปทางนิ้วชี้ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง จากนั้นอาสาสมัครยกแขนแนบหู แล้วหายใจเข้าจมูก ผ่อนออก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลา สามารถกดจุดเจียนอวี่หรือจุดเห๋อกู่ หรือกดทั้งสองจุดแทนเส้นลมปราณใหญ่ทั้งเส้นได้) จุดเจียนอวี่ จุดเหอกู่ ภาพแสดงเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ ( ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553 ) เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ 1. เริ่มกดจาก จุดเจียนอวี่ บริเวณร่องบุ๋มใต้กระดูกหัวไหล่ตรงกลางแขนด้านนอก 2. ใช้นิ้วหัวแม่มือ หรือนิ้วทั้งสี่กด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กด โดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้ง ฉาก กดลงน้ำหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย หรือให้ถึงจุดที่ตึงกดนิ่ง ค้างไว้ประมาณ 1 - 3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3. กดตรงลงมาเรื่อยๆ พอถึงข้อศอก สามารถงอแขนเพื่อให้กดได้ง่าย 4. กดกลางแขนด้านนอกออกมาเรื่อย ๆ 5. กดกลางแขนด้านนอกมาเรื่อยๆ จนถึงข้อมือ กดเขี่ยระบายพิษที่ข้อมือ ประมาณ 3-5 วินาที 6. แล้วเลื่อนมากดที่จุด เหอกู่ ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ วัดเข้ามาด้านหลังมือ 1 ข้อนิ้วโป้งชิดกับกระดูกนิ้วชี้ จากนั้นรีดออกไปทางนิ้วชี้ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง 7 . อาสาสมัครยกแขนขึ้น แขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้า ทาง จมูก ให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้ว หายใจออก ทาง ปาก ยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ 5 . เส้นลมปราณซานเจียว ซาน แปลว่า สาม เจียว แปลว่า ชุมทาง ดังนั้นเส้น ลมปราณซานเจียว จึง เป็นเส้นชุมทางของพลังงานสามส่วน ได้แก่ ช่องท้อง ช่องอกและช่องเชิงกราน เริ่มกดจากชายผมที่ห่างจากหู ไปทางด้านหลังประมาณหนึ่งข้อนิ้วมือ กดลงมาข้างคอ กดร่องกลางบ่า กดตรงมาเรื่อย ๆ ที่หัวไหล่และแขนตรงจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ จนถึงเฉียดด้านในของปุ่มกระดูกแขนด้านนอก จากนั้นก็จะถึงข้อมือ กดเขี่ยระบายพิษที่ข้อมือ แล้วกดรีดออกนิ้วนาง จากนั้นอาสาสมัครยกแขนแนบหูแล้วหายใจเข้าจมูก ผ่อนออกทางปาก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลาสามารถกดจุดว่ายกวานแทนการกดเส้นลมปราณซานเจียวทั้งเส้นได้ จุดว่ายกวานอยู่ตรงจุดที่วัดขึ้นไปจากข้อมือแขนด้านนอกสองนิ้วมือเรียงชิดติดกัน ห่างจากกึ่งกลางแขนด้านนอกไปทางนิ้วก้อยประมาณครึ่งข้อนิ้วมือหรือ 1 ร่องเส้นเอ็น) จุดซานเจียว จุดว่ายกวาน ภาพแสดงเส้นลมปราณซานเจียว ( ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553 ) เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณซานเจียว 1. เริ่มกดจากชายผมที่ห่างจากหู ไปทางด้านหลังประมาณหนึ่งข้อนิ้วมื อ 2. กดลงมาข้างคอ กดร่องกลางบ่า กดตรงมาเรื่อยๆ ที่หัวไหล่ 3. กดที่ ร่องรอยต่อระหว่างกระดูก หัวไหล่ กระดูกไหปลาร้าและกระดูกสะบัก เขี่ยประมาณ 1- 3 ครั้ง 4. กดตรงมาเรื่อย ๆ ตาม แขนตรงจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อ มัดหลัง 5. กดตรงลงมาจนถ ึงจุดรอยบุ๋มของข้อศอก กดเขี่ย 1- 3 ครั้ง แล้วกดลงมาเรื่อยๆ ตามร่องกล้ามเนื้อด้านในของกระดูกแขนด้านนอก 6. กดลงมาเรื่อยๆ จนเฉียด ปุ่มกระดูกแขนด้านนอก ตร ง จุดว่ายกวานอยู่ตรงจุดที่วัดขึ้นไปจากข้อมือแขนด้านนอกสองนิ้วมือเรียงชิดติดกัน ห่างจากกึ่งกลางแขนด้านนอกไปทางนิ้วก้อยประมาณครึ่งข้อนิ้วมือหรือ 1 ร่องเส้นเอ็น 7 . กดต่อมาตามร่องของเส้นเอ็นระหว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อย กดรีดออกไปทางปลายนิ้วนาง 8 . อาสาสมัครยกแขนขึ้น แขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้า ทาง จมูก ให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้ว หายใจออก ทาง ปาก ยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ 6 . เส้นลมปราณลำไส้เล็ก ยื่นแขนซ้ายออกไปด้านหน้า ใช้นิ้วมือขวาอ้อมไปกดจากปลายสะบักด้านหลัง กดพื้นที่ต่อพื้นที่ เลื่อนเข้ามาหากลางสะบัก แล้วกดต่อเนื่องออกมาที่แขน กดตรงไปเรื่อย ๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงข้อศอกกดต่อไปเรื่อยๆตรงข้างกระดูกส่วนที่เป็นร่องกล้ามเนื้อระหว่างรอยต่อของหน้าแขนกับหลังแขนด้านนิ้วก้อยจนถึงโคนนิ้วก้อย กดรีดออกไปจนสุดนิ้วก้อย จากนั้นอาสาสมัครยกแขนขึ้น แล้วใช้นิ้วทั้ง 5 ของมือ ขวา กำนิ้วมือทีละนิ้วของมือซ้าย ดึงให้เข้าที่จนครบทุกนิ้ว จากนั้นใช้มือขวาดัดมือซ้ายไปทางด้านหลังแรงเท่าที่รู้สึกสบาย ประมาณ 3 ครั้ง แล้วหายใจเข้าจมูกผ่อนออกปาก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลาสามารถกด จุดโฮ่วซี แทนการกดเส้นลมปราณลำไส้เล็กทั้งเส้นได้ จุดโฮ่วซี อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างหน้ามือกับหลังมือด้านนิ้วก้อย บริเวณโคนของกระดูกนิ้วก้อยชิ้นที่สาม นับจากปลายนิ้วเข้าไปแล้ววัดเข้ามาด้านข้อมือครึ่งข้อนิ้วมือ หรือถ้าหงายมือทั้งสองข้างแล้ววางชิดกัน เราจะเห็นลายมือที่มีลักษณะคล้ายเรือหรือคล้ายธนู จุดโฮ่วซีจะวัดจากกึ่งกลางเรือหรือกึ่งกลางธนูมาทางข้อมือครึ่งข้อนิ้วมือ) จุดโฮ่วชี ภาพ แ สดงเส้นลมปราณลำไส้เล็ก ( ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 255 3 ) เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณลำไส้ เล็ก 1. ยื่นแขนซ้ายออกไปด้านหน้า ใช้นิ้วมือขวาอ้อมไปกดจากปลายสะบักด้านหลัง ใช้นิ้วทั้งสี่ เริ่มกดจากจุดปลายสะบัก กดพื้นที่ต่อพื้นที่ เลื่อนเข้ามาหากลางสะบัก 2. กดพื้นที่ต่อพื้นที่ จาก กลางสะบัก แล้วกดต่อเนื่องออกมาที่แขน 3. กดตรงไปเรื่อยๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงข้อศอก 4. กดต่อไปเรื่อย ๆ ตรงข้างกระดูกส่วนที่เป็นร่องกล้ามเนื้อ ตรงขอบกระดูกแขนด้านนอกด้านล่าง 5. กดต่อไปเรื่อย ๆ ตรงข้างกระดูกส่วนที่เป็นร่องกล้ามเนื้อระหว่างรอยต่อของหน้าแขนกับหลังแขนด้านนิ้วก้อยจนถึง ข้อมือ 6. กดต่อไปเรื่อย ๆ ตามร่องสันมือ ถึง จุดโฮ่วซี ซึ่ง อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างหน้ามือกับหลังมือด้านนิ้วก้อย บริเวณโคนของกระดูกนิ้วก้อยชิ้นที่สาม นับจากปลายนิ้วเข้าไปแล้ววัดเข้ามาด้านข้อมือครึ่งข้อนิ้วมือ กด 1-3 วินาที และเลื่อนไปตาม โคนนิ้วก้อยกดรีดออกไปจนสุดนิ้วก้อย 7 . อาสาสมัครยกแขนขึ้น แขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้า ทาง จมูก ให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3 - 5 วินาทีเท่าที่ทำได้แล้ว หายใจออก ทาง ปาก ยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ทำซ้ำ 3 รอบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563