เหลือกิเลสน้อยนิดกับหมดแล้ว มีสัญญากับหมดกิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
เหลือกิเลสน้อยนิดกับหมดแล้ว มีสัญญากับหมดกิเลส ในหนังสือธรรมพุทธสุดลึก หน้า 25 เรื่องความเพียร(วิริยะ) พยายาม(วายามะ) จะมีผล 3 เพราะ 1. ไม่เอาทุกข์ทับถมตนเอง 2. ไม่สละความสุขที่เกิดโดยธรรม 3. ไม่เป็นผู้หมกมุ่นในความสุขนั้น ยังสงสัยข้อ 2 ไม่สละความสุขที่เกิดโดยธรรม อันนี้เป็นโลกุตรสุข ที่พ่อท่านว่าต้องสละทั้งสุขและทุกข์ แต่อันนี้ไม่สละความสุขโดยธรรม จะมีความเพียรเพิ่มขึ้น จะมีความพยายามที่มีผลเพิ่มขึ้น อย่างไร พ่อครูว่า…อันนี้เป็นความลึกซึ้งที่ต้องใช้พยัญชนะคำว่าสุขมาใช้แทน เหมือนกับความมี อัตตา หรือไม่มีอัตตา จริงๆแล้วทุกอย่างก็ไม่มี อัตตา อนัตตา แต่เรายังมีชีวิตอยู่เราก็ต้องมี อัตตา อาศัยอัตตาเพราะว่าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ต้องใช้อาศัย อัตตาอยู่ ความจริงแล้วมันอนัตตาไม่มีตัวตนหรอก คนก็พูดโก้ๆว่าทุกอย่างอนัตตา บางทีเจ้าสำนักบางแห่งก็บอกว่าทุกอย่างก็เป็นธรรมะถ้าไม่ใช่ธรรมะก็ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น ทั้งที่ตนเองยึดถือคำว่าธรรมะเต็มบ้องเลย คืออัตตาแท้ๆ ทีนี้คำว่า “สุข” คำว่า “ไม่ยึดสุข” ไม่ให้มีสุขดับความสุขความทุกข์ก็เหมือนกัน เราก็ยังไม่ได้ดับขันธ์เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ต้องมีความสุข สุข-ทุกข์ เป็นอารมณ์อาศัย ท่านก็อธิบายแล้วว่าอารมณ์อาศัยที่ดีที่สุดคือไม่สุขไม่ทุกข์หรืออุเบกขา ก็เป็นพยัญชนะทั้งนั้น เราก็เข้าใจอารมณ์จริงๆทำอารมณ์ให้ได้จริงๆ แล้วอารมณ์นั้นได้แล้วเข้าใจรู้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ รู้ได้ด้วยตนเอง เราจะเทียบเคียงโดยเสมอว่านี่คือมีอาการสุขไม่สุขอย่างไร บางคนสนุกจัดจ้านมันชอบนักสนุกเพลิดเพลินมีรสชาติทางความสุข ความสุขอะไรที่มันจัดจ้านต่างๆนานาเขาจะปรุงแต่งอารมณ์อย่างนั้นอารมณ์จัดจ้าน ถือว่ายังไม่พอยังจะปรุงแต่งให้พิสดาร ให้มีความแปลกประห
อ่านต่อ
ลาดให้มีความแตกต่างไปสารพัด คนที่ไม่รู้จักวิชชา ก็จะหาความสุขที่พลิกแพลงไปเรื่อยๆก็ไม่จบ จริงๆแล้วอุเบกขาเป็นฐานนิพพานเป็นศูนย์ แต่มันก็มีอะไรอาศัยบ้าง บางทีก็จำได้ว่าอันนี้เป็นความสุข แต่ความจำกับความจริงนั้นมันไม่ใช่อันเดียวกัน คนไม่รู้จะแยกความจำกับความจริงออกยาก โดยเฉพาะความจริงกับความจำที่ไปถึงขั้นความจริงอันเป็นวิมุติ เป็นอุเบกขาแล้ว กับมันยังมีอยู่น้อยนึง มีน้อยนึง กับไม่มีแล้ว นี่ก็ยาก 2. ไม่มีแล้วล่ะแต่ยังเป็นความจำ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ ความจำนี้มันช้านะ กว่าจะหมดเกลี้ยงได้ ทั้งๆที่มันไม่ได้ติดยึดแล้ว แต่เป็นเพียงความจำที่ยังจำได้อยู่ ก็วนเวียนนึกถึงมันก็เผลอๆ ผู้ที่มีขั้นตอนถึงตรงนี้จริงๆไม่ได้มีความติดในสิ่งหยาบแล้ว ละเอียดมากแล้ว มันจะมีตรงนี้ทุกคนแหละ อาตมาก็มี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสอันนี้ อาตมาถึงซาบซึ้งว่ามันเป็นเช่นนี้เอง เราก็เพียรอย่าไปหมกมุ่นอย่าไปหลง แม้แต่ความจำเอามาระลึก ต้องหัดวางความจำ ปล่อยวางไปเรื่อยๆ มันก็จะเบาบางลงไปเอง โดยรู้ทันๆ ไม่ต้องไปหงุดหงิด ไม่ต้องไปรำคาญอะไร แต่ว่ารู้จริงๆว่า มันมาหลอกหลอน เพราะจริงๆแล้วมันก็เป็นความจำ มันไม่ได้หยาบคายจะต้องเป็นความจริงที่เป็น กามภพ หรือแม้แต่รูปภพก็ยังหยาบ แต่นี่อรูปภพที่เบาบางมากแล้ว เมื่อยังไม่ตายก็ไม่มีปัญหาอะไร พระอรหันต์ที่เป็นพระอรหันต์ใหม่ๆก็ยังมีพวกนี้เยอะ อรหันต์เก่าๆไปแล้วก็จะไม่มี ก็จะเฉยๆสบายๆว่างๆก็ได้ หรือ ผู้ที่จะสูงขึ้นไปอีกเป็นโพธิสัตว์ จะกลับให้มามีร่วมเป็นอารมณ์กับเขาแล้วเราก็ปล่อยวาง บางทีมันก็ค้างเหมือนกันนะ ก็ต้องสังวรตนอย่างมาก ว่า นี่มันจะเกิดมาฟื้นคืนแล้วนะนี่ มันจะค้าง ก็จะต้องระวัง คนผู้ปฏิบัติจริงจะเข้าใจสภาพที่มันจะมีเกิดขึ้นมาหรือไม่มีเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราได้ฝึกตั้งแต่คุณธรรมระดับพระโสดาบันเข้ากระแสแล้ว โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต สัมโพธิปรายนะ 4 ขั้น เข้ากระแสคือจิตเข้ากระแสโลกุตระ ทำกิเลสออกไปเรื่อยๆจนถึงขั้น อวินิปาตะ คือได้แล้วไมตกต่ำ พระโสดาบันเข้ากระแสแต่เผลอก็ตกต่ำได้อีก บางทีมี 7 ชาติอะไรอย่างนี้ หมุนเวียนกว่าจะกลับมาได้ เพราะฉะนั้นต้องดูอาการพวกนี้จริงๆและประมาทไม่ได้ อวินิปาตธรรมผ่านแล้วไปสู่นิยต เที่ยงแท้แน่นอนเลย 50 เปอร์เซ็นต์ไปแล้วไปหา 75% เลยจาก 75% ไปก็ถือว่าเป็น สัมโพธิปรายนะ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาไปสู่ที่สูงที่สุด หรือ แม้แต่ผู้ที่สูงแล้วอนุโลมมาอย่างเป็นโพธิสัตว์ ก็จะต้องระมัดระวังพวกนี้ แล้วมันก็จะเป็นพวกนี้แหละค่อยๆชำนาญ ค่อยๆเก่ง ค่อยๆมีจิต ยังจิต ให้เป็นไปในอำนาจขึ้นไปเรื่อยๆได้ ก็จะเจริญไปตามลำดับ เอาประมาณนี้ก็แล้วกัน
640125_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 25