ตัณหา 3 อุปาทาน 4 ภพ 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตัณหา 3 อุปาทาน 4 ภพ 3 ความคิดของคุณ คุณไม่ได้คิดเท่านั้นยังมีตัวตัณหา ถ้าคุณคิดก็แค่คิดก็เสพอุปาทานของคุณไป เสพอุปาทาน มีอะไร 1 การเสพกาม คือ กามุปาทาน 2 เสพ ศีลพรต สีลัพพตุปาทาน ศีลพรต คือการปฏิบัติ นักปฏิบัติไปเสพการปฏิบัติ 3. ทิฏฐุปาทาน ติดยึด ในความเห็น ตัวนี้แหละน่าสงสารที่สุดเลย ความเห็นความรู้ความเชื่อ แล้วก็ยึดอยู่ในความรู้ของกู ทิฐิความเห็นของกู ความเข้าใจของกู ความฉลาดของกู ความเชื่อถือของกู ยึดอยู่ตรงนี้ ทิฏฐิ แล้วก็จบลงที่อัตตาตัวตน แล้วยึดได้แค่นี้ แค่นี้คืออะไร แค่นี้คืออัตตวาทุปาทาน คืออัตตา ตกผลึกเป็นอัตตาแล้วอัตตาที่ยึดได้นั้น ซ้อนลงไปน่าสงสารยิ่ง ยึดได้แค่วาทะ ไม่เข้าถึงสภาวะเลยนะ เป็นแค่คำพูดความรู้บัญญัติ ตักกะ แค่พยัญชนะ ไม่เข้าสู่สภาวะจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นแค่วาทะของอัตตา พยายามรู้ศีลพรตและทิฏฐิ อย่างโพธิรักษ์ บอกศีลพรตให้สัมมาทิฏฐิมาเรียนรู้กับชาวอโศก ปฏิบัติศีล ปฏิบัติอปันกธรรม 3 ก็จะเกิดสัทธรรม 7 ปฏิบัติโดยมีผัสสะเป็นปัจจัยก็จะเกิดเวทนาแล้วแยกเวทนาได้รู้จักตัณหา รู้ความโง่ คนสอนให้รู้อย่างนี้เขาสอนถูกเอาตามเขาสอน พวกนี้จะรู้จัก ละอาย พอได้ความรู้ความเข้าใจความเชื่อความศรัทธาขึ้นมา สัทธรรม 7 คุณก็จะละอายขึ้นมาเลยมันเป็นความจริงแต่ถ้าคุณยังโง่คุณยังอวิชชาคุณยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ คุณจะไม่เข้าใจจากนี้จะไม่ปฏิบัติอย่างที่ว่า ปฏิบัติอะไร สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ เป็นหลักธรรมของพุทธปฏิบัติตามหลักนี้ไม่ผิด ถ้าไม่มี 3 อันนี้ผิด ย่อสรุปให้แล้ว อย่าไปรู้มากกว่านี้เลย ปฏิบัติอันนี้ให้ได้รับรองจาก สัทธรรม 7 แล้วจะเกิดการขัดเกลากิเลส ฌาน 1 2 3 4 เพราะเกิดความละอาย มีหิริโอตตัปปะ กลัวว่าเราคิดผิด เพิ่งจะรู้ความจริงนี้โดยเฉพาะ สามารถ
อ่านต่อ
ที่จะปฏิบัติ อปันกปฏิปทา 3 แล้วสามารถจับกิเลสได้ เช่นรู้จักกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วคุณก็เริ่มปฏิบัติ เริ่มปฏิบัติคุณก็จะสังวรสำรวมอินทรีย์ สำรวมอินทรีย์และคุณจะรู้เลยมันจะมีเหตุปัจจัยในการสำรวมอินทรีย์ คุณมีตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเหตุปัจจัยกระทบสัมผัส อย่างเช่นหัวหอม พูดตามภาษาโลกว่ามันน่ากิน เขาก็เอามาให้กินพูดตามสัญญาที่จำได้มันก็หอมหวาน อาตมาพูดตามภาษา ใครจะว่ามีกิเลสก็แล้วแต่แต่อาตมาอธิบายธรรมะ อาตมาจะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสเรื่องของอาตมาแต่ขณะนี้กำลังอธิบายธรรมะให้ฟังเป็นพยัญชนะเป็นสมมติ ปรมัตถ์ของอาตมาจะเป็นอย่างไรก็เป็นของอาตมา ใครจะเพ่งโทษก็ว่าไป ผัสสะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสรุป ผัสสะ โภชนะ สิ่งที่กิน กวฬิงการาหาร อาหารอาศัยเรียนก็อาศัย กวฬิงการาหาร ในนั้นจบในตัว จะเกิดผัสสะ เกิดเวทนา แล้วก็จะเรียนในเวทนาในผัสสะ เรียนแยกไปจะเจอเจตนาซ้อนในนั้นอาศัยในนั้น กวฬิงการาหาร นี่แหละ แล้วจะผัสสะ มีเวทนา ก็มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ในนี้ จะมีตัวการคือเจตนาที่ซุกซ่อนอยู่ในเวทนา เจตนานี่แหละเป็นกรรม เป็นตัวการมันอยากได้อันนี้เช่นอยากได้หอมได้มามากก็สุข เด๊! เมื่อเราสัมผัสอันนี้อะไรก็แล้วแต่ที่คุณได้ติดยึด สัมผัสอันนั้นมันก็เป็นสุขถ้าได้สมใจถ้าสัมผัสแล้วไม่สมใจคุณก็ทุกข์ทุกข์มากทุกข์น้อยก็แล้วแต่ ได้หอมเน่าๆมาก็ไม่สุข แต่นี่อยากได้หอมใหม่ๆสดๆซิงๆเลย เพราะฉะนั้นคุณก็สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ไม่ต้องไปหาเรื่องปฏิบัติอะไรไกลเลย อาหาร เป็นหนึ่งในโลก กวฬิงการาหาร ปฏิบัติอันนี้เป็น มโนสัญเจตนาหารวิญญาณอาหารปฏิบัติและเกิดความโง่อวิชชา เป็นสังขาร ต่อไป จนมีชาติ แต่คุณไม่รู้ ชรา มรณะ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส ตรงกันข้ามกับ โศกะคือไม่โศก ปริเทวะคือ ไม่มียืดเยื้อพิรี้พิไรแล้ว คุณก็ไม่รู้ คุณมีอยู่แต่คุณก็ไม่รู้มัน ต่อจากชรา มรณะ คุณก็จมในโศกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ โดยไม่เข้าใจไปเห็นว่ามันเป็นความสนุกสนานรื่นเริงอีก ปริเทวะ คือต่องแต่ง มาเรียนรู้ว่ามันไม่จบนะมันยาวไปเรื่อยๆ แล้วตัวนั้นคืออะไรตัวนั้นก็คือ โทมนัส เข้าไปภายในรวมแล้วก็เป็น อุปายาสะ อธิบายอย่าง อาตมาว่า อาหาร ไม่ได้เอาตำรามาพูดแปลอย่างโพธิรักษ์ เพราะฉะนั้นในอาหาร 4 เรียนรู้จบโภชเนมัตตัญญุตา สำรวมอินทรีย์โภชเนมัตตัญญุตาตื่นเสียทีตื่นเสียทีชาคริยานุโยค เคยหลับไหลมานานพอตื่นขึ้นมาหลุดพ้นได้ก็หลุดออกมา แต่นี่ไม่ตื่นเสียทีงมงายอยู่อย่างนั้น งมงายอยู่กับอุปาทานทั้ง 4 งมงายอยู่กับกามุปาทาน งมงายอยู่กับศีลพรต สีลัพพตุปาทาน งมงายกับทิฏฐุปาทาน ไม่รู้จบ มีแต่ตัวแท้คือ กาม ศีลพรต คือ วิธีปฏิบัติเพื่อออกจากกาม แต่เขาปฏิบัติไม่ได้ออก เสร็จแล้วเรียนรู้ หัวผุ หัวพังก็ได้แต่ทิฐิมาก็ยึดทิฐินั่นแหละ ว่าฉันรู้สิ่งต่างๆแต่ไม่ได้เรียนรู้ให้เลิกจากกามเลย เหมือนมหาบัวญาณสัมปันโน ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างเพื่อให้รู้ง่าย เสพกามหยาบๆก็ไม่รู้การนั่งหลับตาสะกดจิตก็ยิ่งทำให้มันผนึกแข็งแน่น เป็นกอบเป็นกองเป็นหมู่เป็นฝูงอยู่ในนั้น มันไม่ได้คลี่คลายขยายอะไรเลย สำหรับการนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีทางที่จะทำลายกิเลสตัวนี้เลย เมื่อเข้าใจไม่ได้ไปหลงทิฐิสุดท้ายก็เลยแย่ใหญ่ไปได้แต่ หลงวาทะ หลงได้แต่เรื่องราว บอกว่าจะมา 1 คนคนที่สักยันต์ แล้วตัวเองทำเองให้เป็นคนยืนยันกับคุณนะคุณกล้ายืนยันพระจันทร์ ไม่กลัวจะมาจะพูดผิดไม่กลัวจะมาจากหน้าแตกอธิบายไม่ถูกต้องอธิบายความจริงโดยเฉพาะโลกุตรธรรมปราศจาก อาตมาไม่กลัวหรอกพ่อถ้าอยากโอนก็โอนไปเถอะจะมีแต่ดีเท่านั้นแหละของรัฐบาลออกมาทีไรมีแต่หนี้ มันอาจจะเกินไปจนกระทั่งรับไม่ไหวนะครับแล้วแต่ความจริงๆเลยจริงเกินจนจากอุทัยไปถึงว่ะขนาดนี้ก็ยังไม่ยืนยัน ลองไปดูสิ ได้แต่พูดบัญญัติพยัญชนะเป็นอัตตา มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ประมาทจนกระทั่งโพธิสัตว์ อาตมานี่บอกว่าตัวเองเป็นโพธิสัตว์ เขาก็หัวเราะเยาะเหม็นขี้ฟัน ถามจริงๆ แล้วตัวท่านเองกล้ายืนยันเหมือนอย่างอาตมาหรือไม่ อาตมาไม่กลัวว่าจะพูดผิดไม่กลัวว่าจะหน้าแตก ไม่ไม่กลัวว่าจะอธิบายธรรมะไม่ถูกต้อง อธิบายทุกวันนี้ขอยืนยันว่าอาตมาอธิบายความถูกต้องความจริง โดยเฉพาะโลกุตรธรรมปรมัตถสัจจะของพระพุทธเจ้า ขออภัยพูดเหมือนอวดดี แต่มันดีจริงๆ อาตมาจะไปอวดความโง่ทำไม ใครอยากอวดโง่ก็อวดไปเถอะอาตมามีดีก็อวดดี ขออภัยของอาตมามีแต่ดีทั้งนั้น อวดออกมามีแต่ดี เพราะฉะนั้นอาตมาต้องอวดดี อาตมาไม่มีชั่วเลวให้อวด ขออภัยที่พูดนี้อาจจะจริงเกินไปจนรับไม่ไหวก็แล้วแต่ คุณไม่เชื่อว่าอาตมามีความจริงเกินจนคุณคาดไม่ถึงว่าอาตมามีความจริงขนาดนี้เชียวหรือคุณจะไม่เชื่อง่ายๆ จริง ยิ่งคุณมีการศึกษามา อัตตามานะมาก คุณก็ยิ่งจะไม่ใช่ง่ายๆก็น่าสงสาร อาตมาถามอีกซ้ำ คุณปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ หรือคุณพยายามอธิบายต่อคนเป็นอรหันต์แล้วก็เอาความรู้ไปขยายต่อ เป็นโพธิสัตว์ คุณรู้ไหมตรงนี้แล้วคุณทำอย่างนี้ไหมคุณกล้าว่าคุณเป็นคนอย่างนี้ไหม คุณไม่กล้าเพราะคุณไม่มั่นใจว่าที่พูดนี้จะถูกต้อง คุณไม่มีน้ำหนักความมั่นใจเท่าอาตมาหรอก นี่อาตมาพูดอย่างแสดงธรรมใช้สำเนียงเสียงเน้นให้รู้ความจริงไม่พูดเหยาะแหยะเบาๆ เพราะอาตมามั่นใจ อาตมาจะทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะยังขันธ์ต่อไปไม่ไหวตายก็จบ ยังไม่ตายก็ทำไปเรื่อยๆ เพราะว่ามันจะต้องให้อันนี้แก่มนุษยชาติ ไม่มีอะไรสำคัญดียิ่งกว่านี้หรอก คนอย่างพระพุทธเจ้า ท่านรู้อะไรในโลกมากมายแต่ท่านก็สอนแต่อันนี้และท่านก็สิ้นพระชนม์ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ท่านรู้อะไรอีกเยอะแยะท่านก็ไม่เอา ท่านไม่ทำอย่างอื่น ท่านมาเอางานการอันนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมารู้แล้วสาระสัจจะอันนี้ เสียเวลาไป 36 ปีจนกว่าจะมารู้ พระพุทธเจ้าเสียเวลาไป 29 ปี เสร็จแล้วไปหลง โลกียะ ครอบงำอีก 6 ปีก็ต้องเสียเวลาไปทางโน้นอีก 6 ปี จนอายุ 35 ปีกว่าจะรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จึงมาประกาศศาสนา อาตมาก็ไปเสียเวลาอยู่แต่พอรู้ตัวก็เริ่มปฏิบัติก็ค่อยๆเข้าใจจนกระทั่งรู้ตัวเองอาตมาอายุ 36 ปีจบเลยพอรู้ตัวว่าจะต้องทำอันนี้ก็ปิดบัญชี เหมือนอย่างที่ธัมมชโยบอกปิดบัญชีโลกมาบัญชีทางธรรม ปิดบัญชีถอนหมด จนกระทั่งบัดนี้ยืนยันได้อาตมายังไม่เคยแวะออกไปทางโลกเลยมาตั้งแต่อายุ 36 ปีตอนนี้ 87 ปี ก็ 51 ปี ชีวิตของพระพุทธเจ้าก็ดี ชีวิตของอาตมาก็ดี เกิดมาพอรู้ตัวแล้วก็ถึงรู้ว่าสุดยอดความรู้มันไม่มีอะไรสุดยอดสิ่งที่สำคัญสิ่งที่วิเศษไม่มีอะไร คือความรู้ธรรมะโลกุตรธรรมนี่แหละ เป็นสุดยอดอภิมหาสมบัติ แล้วก็เป็นสิ่งที่จะต้องมาทำงานอันนี้ เป็นงานสุดยอดงาน อย่างที่พระอรหันต์ท่านรู้จบก็มาเอางานอันนี้ ไม่ไปเอาแล้วงานโลก ทุกองค์ยืนยันได้ อย่าว่าแต่พระอรหันต์เลยผู้รู้ดีอนาคามีก็ไม่ไปแล้ว.. ว่าไหม? พอรู้ตัวไหม อนาคามีก็คือ ไม่กลับไปแล้วโลกๆไม่อาคต แต่อนาคตะแล้ว ใครจะอาคตะ จะกลับไปก็เรื่องของเขา ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีทางกลับไปอยู่ทางนี้หมด ยิ่งเป็นโพธิสัตว์แล้วจะให้ไปอย่างไร อาตมารู้ตัวแล้วก็ปิดบัญชีทางโลกเลย กลับมาสู่ชาติ แล้วเป็นภพ ภพ คืออะไร? ภพ.. ท่านบอกว่ามี 3 คือ กามภพ, ภวภพ, วิภวภพ หรือเป็นตัณหา 3 คือ กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภวตัณหา ต่างกันอย่างไร? “ตัณหา” กับ “ภพ” เป็น Synonym คุณยังมีตัณหาก็มีภพ คุณยังมีภพก็มีตัณหา คุณดับตัณหาแล้วภพคุณก็จะหมด คุณมีกามตัณหา คุณก็ยังมีกามภพ คุณรู้ว่านี่คือกามตัณหา ตัณหาทางตาหูจมูกลิ้นกายทางทวารทั้ง 5 ก็ดับให้หมด ดับหมดแล้ว มันก็เหลือภายนอก 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย คุณอยู่กับ กาม ภพ กาม มันมีอยู่ในโลกเป็นอนาคามีคุณอยู่เหนือภพของกาม ก็สัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กิเลสก็ไม่เกิดทางภายนอกนี้เลย ยังเหลือระริกระรี้อยู่ภายในเป็น รูป กับ อรูป ดับรูปแล้วเหลือเศษธุลีเป็น อรูป คุณก็ต้องดับมันไปตามลำดับก็ต้องเรียนรู้ไปตามลำดับ คนไปนั่งหลับตาไม่ได้ล้างตัณหาที่เป็นกามก่อน ดับไปอยู่ในรูปภพอรูปภพ เหมือนคนจะเข้าไปสู่แก่นต้นไม้แต่ไม่ทำลายเปลือก กระพี้ก่อนจะไปเข้าสู่แก่นภายในได้อย่างไร มันลัดขั้นตอนด้วยความโง่มันไม่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ หลับตานี่ น่าสงสารพวกนั่งหลับตาที่ไม่มีปฏิบัติ อปัณกปฏิปทา ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด แต่ไปปฏิบัติผิดทาง มาเรียนรู้แม้แต่ กามภพ เหลือภวภพ หมดภวภพ ก็เป็นวิภวภพ แม้จะเรียกว่า พระพุทธเจ้ามีวิภวตัณหาท่านก็ไม่ไปติดใน กามภพ ภวภพ ภพมี 3 หมดแล้ว แต่ท่านมีความปรารถนาดีมีความปรารถนาต้องการตัณหาอยากให้คนมาดูอย่างท่าน พระอรหันต์ทุกองค์ก็เหมือนกันแล้วก็มาทำอย่างนี้ เป็นตัณหาอุดมการณ์
640124_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาทที่ ชาติ ภพ ตัณหา