ชาติ 5 แบบคลี่ขยาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข24 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ชาติ 5 แบบคลี่ขยาย ทีนี้มาเข้าสู่เรื่องธรรมะ จะพูดถึงเรื่องชาติ ชาติ คำนี้เป็นคำขึ้นต้นและลงท้าย ถ้าคุณรู้ชาติดับชาติได้ ภพก็ดับ อุปาทานก็ดับตัณหาดับ ผัสสะดับ เวทนาดับ อายตนะดับ วิญญาณดับ สังขารดับ อวิชชาก็ดับ บรรลุหมดเลยตามหลักปฏิจจสมุปบาท มีนัยยะลึกซึ้งมากตั้งแต่เริ่มต้นจนได้มีรายละเอียดจนจบความเป็นชาติ อาตมาจึงพยายามมาคลี่ขยาย ชาติ ที่เป็นชาติ 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ชาติ คือ รูป การเกิดทางกาย เกิดชาติพันธุ์ ประชาชาติ ชาติ คือ นาม การเกิดทางจิตโอปปาติกโยนิ ได้แก่ 1.ความเกิด (ชาติ) 2.ความบังเกิด (สัญชาติ) 3.ความหยั่งลง (โอกกันติ) 4.เกิด (นิพพัตติ) 5.เกิดจำเพาะ (อภินิพพัตติ) [ล.16 ข.7]

คนที่อวิชชาไม่รู้ก็จะเกิดบ้างดีบ้างชั่วสั่งสมไป จนกว่าจะมีปัญญามี อัญญธาตุ สามารถที่จะรู้จักสิ่งที่จะให้เกิด สิ่งที่ไม่ให้เกิดก็คือเป็นบาปเป็นอกุศลเป็นกิเลส ไม่ให้กิเลสเกิด เพราะฉะนั้นการเกิดนี้ก็จะเป็นการเกิดที่ปราศจากกิเลสหรืออย่างเก่งก็ระงับได้บ้างส่วนหนึ่ง ก็ยังเป็นกิเลสอยู่บ้างถ้าสามารถระงับได้ดีเลย ก็ไม่มีกิเลสร่วมเกิดในชาติที่จะให้เกิด ก็มีแต่จิตสะอาดบริสุทธิ์เกิด ก็ทำให้กิเลสลดลงไม่ให้เกิดเต็มตัวได้ก็เรียกว่าการเกิดแบบ “นิพพัตติ” พอเป็นการเกิดที่ไม่ให้มีกิเลสร่วมได้เลยเรียกว่า “อภินิพพัตติ”

อาตมาเองก็คลี่ขยาย อีกอันว่า 1. การเกิดที่มีร่างกายเป็นคนเป็นสัตว์ ถ้าตายก็หมดในชาตินี้ ชาติหนึ่งก็คือการเกิดในร่างกายที่มีอยู่ พอคุณตายคุณก็เลิกไปชาตินึง ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือจิต จากนั้นก็จะไปเกิดเป็นสัมภเวสีไม่มีที่ตั้งทางร่างกายก็อยู่ที่จิตเท่านั้นเอง มันก็ไปของมันตามเรื่อง ซึ่งก็ไม่ต้องไปตามศึกษาเพราะไปทำอะไรกับมันไม่ได้คิดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าอย่าไปยุ่งกั

อ่านต่อ

บมันสำหรับจิตที่ไม่มีรากไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไปจับเอาอะไรมันไม่ได้ มันอิสระเสรีไปของมัน ตัวใครตัวมัน พระพุทธเจ้าไปทำก็ไม่ได้ 2. การเกิดแบบโอปปาติกโยนิ คือเป็นการเกิดทางจิตวิญญาณในร่างเป็นเป็นของเรา เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณในร่างคนเรา การเกิดอันนี้ ถ้าวิญญาณนี้ขาดจากความเป็นสัตว์ คือโอปปาติกสัตว์ วิญญาณหากเกิดเป็นสัตว์อยู่ก็เรียกโอปปาติกสัตว์ เช่นพระพุทธเจ้าแจกแจงไว้เป็นสัตตาวาส 9 เป็นต้น 3. การเกิดแบบลิงลมอมข้าวพอง การเกิดแบบนี้ เป็นสิ่งที่ถูกครอบงำจากกระแสโลกในขณะที่เรายังไม่โต เช่นว่าเด็กเกิดมาใหม่ๆก็ยังไม่โตก็ถูกครอบงำจากโลกเมื่อโตขึ้นมาแข็งแรงผู้มีโลกุตรจิตก็สู้กับโลกได้ ผู้ที่ไม่มีโลกุตรจิต ก็ถูกโลกครอบงำดีไม่ดีจะไปหลงตามโลกียไปกับโลกเลย เขาต้องการจะร่ำรวยมากมีอำนาจมากได้ลาภยศสรรเสริญสุขมากไปใหญ่เลย ก็ไม่มีทางอื่น แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นการถูกครอบงำ โพธิสัตว์ก็ไม่พ้นการถูกครอบงำอันนี้ พระราชบิดาครอบงำพระพุทธเจ้าจริงๆ เพราะถูกพยากรณ์ไว้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าท่านก็ปิดทางเลย ไม่ให้รู้โลกเลย ขนาดคนแก่คนเจ็บคนตายยังไม่รู้จักเลยนักบวชยังไม่รู้จักสำหรับเทวทูต 4 อย่าง 4. การเกิดขึ้นเป็นประเทศชาติ หรือชาติรัฐ เกิดในองค์รวม ของพื้นที่สถานที่ บุคคล อาหาร ธรรมะ เช่นของประเทศไทย จะมีวัฒนธรรมความรู้ตามของแต่ละชาติแต่ละประเทศเขามีกัน มีผู้รู้ผู้มีอำนาจจะให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ อย่างเช่นประเทศไทย มีการอยู่อย่างราชประชาสมาสัย เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก แม้แต่ประเทศหรือชาติรัฐที่เขาไม่มีพระเจ้าแผ่นดินเขาก็ยอมรับ ว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งพวกอันธพาลจะหาเรื่องเอาง่ายๆในขณะนี้พวกอันธพาลออกมาร้องเรียก โดยเข้าใจว่าประชาธิปไตยต้องไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน แล้วก็จะล้างพระเจ้าแผ่นดินให้หมดจากประเทศไทยจะให้เป็นแบบที่ตะวันตกหรือโลกก็มีกัน แบบอเมริกาเป็นต้น ความรู้เขามีกรอบแค่นั้นก็ทำอย่างนั้น 5. การเกิดแบบตรรกะ คือ ยึดทิฏฐิ หรือยึดอัตตา

ทิฏฐิ คือความเห็นความเข้าใจของผู้นั้นว่ามีทิฐิอย่างไรเชื่ออย่างไร ก็ตกผลึกเป็นอัตตาของแต่ละคนไป แต่อยู่ในคนละสถานะเท่านั้น ทิฏฐิคือตัวทำงาน เป็น Dynamic อัตตา เป็น static ก็มี 2 อย่างคือคู่เป็นเทว คือภาวะ 2 อย่างของโลกที่มีจิตวิญญาณกับมนุษยชาติ มนุษยชาติเป็นสัตว์ที่มีจิตวิญญาณและมีวัฒนธรรมความต่างกันกับสัตว์เดรัจฉาน ปกครองดูแลกันหรือว่ามีคุณค่าที่จะเป็นประโยชน์ ประโยชน์ต่อตนเองประโยชน์ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหารดินน้ำไฟลมประโยชน์ต่อมนุษยชาติ คนนี้เป็นได้สัตว์ก็เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไม่ได้หรอก คนไปเอามันมาเป็นประโยชน์ ไปกินแรงมันไปเอามันมาใช้เป็นประโยชน์ หรือเอามากินเป็นอาหารเลย เป็นสุดยอดแห่งยักษ์มารแห่งคนเห็นแก่ตัว เอาแรงงานมันมาใช้ไม่พอ ยังเอาเนื้อหนังมังสามันมากินอีก ต้องแก้ทิฏฐิ อัตตา ให้สัมมาทิฏฐิ แล้วทิฏฐิ กลายเป็นปัญญา ล้างอัตตาสุดยอด เป็นคนหมดอัตตา เป็นอนัตตา เป็นพระอรหันต์ก็จบลงที่ไม่มีอัตตา รู้ทั้งสิ่งที่เป็นอนัตตาและสิ่งเป็นอัตตา แต่ท่านอาศัยอนัตตาเป็นพื้นฐาน แล้วก็อาศัยใช้อัตตาไปโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้ง อัตตาและอนัตตา แล้วท่านก็รู้จักสมุทัยของโลกจึงทำให้ โลกาธิปไตย ทำให้โลกอยู่ได้ด้วยดีด้วยอำนาจแห่งธรรม อำนาจของท่านคือสติแล้วก็ควบคุมด้วยปัญญา คือสิ่งที่เหนือโลกอีกทีหนึ่ง ปัญญาก็คุมสติอีกทีหนึ่ง สติคือพลังงานคืออธิปไตยที่รู้โลก ก็ช่วยโลกบริหารโลกด้วยปัญญาที่อยู่เหนือโลกเหนือโลกีย์เหนือการที่จะตกเป็นทาสทั้งมวล จึงเป็นผู้ที่มีสติและเข้มแข็งแรง เป็นอธิปไตยมีปัญญาจริงๆ คือมีความอยู่เหนือโลกจริงๆ มีความรู้ที่จะบริหารด้วยความรู้ ไม่ได้ไปดูถูกข่มขี่ให้เขาลำบาก จะช่วยแม้แต่คนชั่ว ช่วยให้เขาฟื้นจากความชั่วกลับจากความชั่วเป็นความดี สุดวิสัยที่จะช่วยก็ต้องปล่อยให้เขาไปตามยถากรรม เพราะถ้าขืนไปช่วยคนนี้อันธพาลมากไปแต่ไม่ได้มันยิ่งใหญ่คืออัตตาเต็มตัวก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม ส่วนที่พอช่วยได้แม้แต่น้อย อย่างเช่นอาตมาช่วยได้เท่าที่พอจะช่วยได้ ช่วยอยู่พูดถึงอยู่ อาตมาพูดด้วยเมตตาเป็นการพูดให้ฟังพูดให้คนรู้เข้าไปด้วย จำเพาะเจ้าตัวรู้ด้วยยิ่งดีรับฟังแล้วก็เข้าใจว่าชั่วอย่างนี้เองหรือก็ยอมรับจริงๆยิ่งสุดยอดเลย อาตมาก็จะพูดในวงที่อาตมาเป็นอยู่ก็คือวงของพุทธ อาตมาไม่เคยพูดถึงวงของศาสนาอื่นศาสดาอื่น เพราะอาตมาก็อยู่ในวงนี้แหละ ไม่ไปละลาบละล้วงวงอื่น ก็ทำงานไปอยู่อย่างนี้ โดยเฉพาะเข้าใจชาติรวมแล้ว อาตมากระจายชาติเพิ่มเติมอีกให้รู้ในเรื่องของโลกของอัตตาที่พูดกันเข้าใจ ในยุคพระพุทธเจ้ายังพูดกันได้ยากในเรื่องของชาติของรัฐ เพราะเป็นเรื่องของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สิทธิมนุษยชนอะไรพูดไม่รู้เรื่อง ทุกวันนี้สามารถพูดกันรู้เรื่องแล้วสามารถเปิดจิต รับได้เต็มที่ไม่มีอะไรมาห้ามไม่มีอะไรมากั้น ไม่มีอะไรมาทำให้เราไม่มีอิสระที่จะทำการรับรู้สื่อสารได้ เต็มสภาพแล้วทุกวันนี้

640124_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาทที่ ชาติ ภพ ตัณหา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน