ชาติ 4 ชาติ 5 ชาติ 10 เป็นอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ชาติ 4 ชาติ 5 ชาติ 10 เป็นอย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาได้อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท เรื่องของ ชาติ มาในครั้งก่อน และอธิบายไปแล้วว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็มีชาติ 4 บ้าง ชาติ 5 บ้าง ชาติ 4 คือ โยนิ 4 ๑. ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) ๒. อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ -ทิชาชาติ) ๓. สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการแบ่งตัว) ๔. โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับโดยไม่มีซาก) (พตปฎ.เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๖๓) โอปปาติกโยนิ ถ้าหากจิตไม่มีการติดยึด ไม่มีอุปาทาน ถ้าตายก็ตายอย่างจิต สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ตายอย่างนิพพาน 3 ตายอย่างสูญ ตายแล้วสลายถ้าจิตเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย หมดกิเลส ตัณหาอุปาทานสูญไปเลย เมื่อพระอรหันต์ตายด้วยนิพพาน 3 นี้ ก็จบ เป็นดินน้ำไฟลมแยกธาตุไป แต่ถ้าไม่ตายด้วยนิพพาน 3 นี้ สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน แต่มาตั้งจิตต่อ อย่างอาตมาตั้งจิตไม่ตายสูญ จะเกิดอีก มาสืบสานธรรมะพระพุทธเจ้าจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ อาตมาก็ตั้งจิตต่อ ตั้งนิมิตต่อตามลำดับ มันก็ไม่เหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็สอนต่างๆนาๆไว้แล้วทั้งนั้น แม้แต่ความเกิดที่เป็นปัจจุบันกับความเกิดที่วนเวียน ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ในชาติ 5 ก็พูดทวนแล้วทวนเล่า ย้ำแล้วย้ำอีก ถ้าคุณเข้าใจไม่ถูก สัญญาไม่ถูก แปลไม่ถูก เช่น ที่เขาแปลกันในพระไตรปิฎก แปลไม่รู้เรื่องกันเลย นิพพัตติ เขาแปลว่า ความเกิด อภินิพพัตติ เขาแปลว่า เกิดจำเพาะ อ่านคำแปลแล้วมันก็เลยยาก ใช้ภาษาไทยมันไม่พอ แต่ถ้าคนเข้าใจสภาวะและเข้าใจภาษาบาลีก็จะเข้าใจได้เลย ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติ คือ การเก
อ่านต่อ
ิด กลางๆ สัญชาติ ก็คือการเกิดที่มันจำ สัญญามันจำเป็นตัวเราเป็นอัตโนมัติมา มันก็เป็นไปตามสัญญาเก่าที่มันติด มันจะมาแต่เดิม เป็นสัญชาติเองเลยมันไม่ต้องไปทำอะไร คนก็เหมือนกัน สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกัน มันเกิดมาหลายชาติแล้ว มันก็จำของมันได้ มันก็เป็นไปตามของมัน อาตมาเคยยกตัวอย่างจิงโจ้ ลูกจิงโจ้มันคลอดออกมามันก็เดินได้หากระเป๋า พอเจอกระเป๋าก็เข้าไปอยู่ในกระเป๋าจนโต อย่างนี้เป็นต้น แล้วใครไปว่ามัน นกกระจาบมันจะสร้างรัง สัญชาตญาณของมันตั้งแต่เกิดเก่าก่อน มันเกิดเป็นนกกระจาบตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แหละ แต่มันก็ได้รับถ่ายทอดจนมันทำเอง สานรังของมัน รังของมันพิเศษเหมือนกันนะ สร้างได้ยอดเยี่ยม มันก็ทำด้วยสัญชาตญาณของมัน ส่วน โอกกันติ เป็นการเกิดในปัจจุบันธรรม มีอะไรเกิดมีอะไรสั่งสมลงในจิตเจตสิก สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา เราก็ต้องเรียนรู้อันนี้แหละที่สำคัญ เรียนรู้จนกระทั่ง ต้องเรียนรู้การเกิดอีกว่า นิพพัตติ เรียนรู้การเกิด แล้วก็เรียนรู้เหตุแห่งการเกิด แล้วอย่าให้มันเกิดเรียกว่า นิพพัตติ คือ อย่าให้มันเกิดยืดยาดต่อไป ลดเหตุ ที่มันจะเกิด ตั้งแต่มันปรุงแต่งทางโลกอย่างหยาบๆ เป็นอบายมุขก็เลิก เลิกได้การเกิดก็สั้นลงๆ เป็น นิพพัตติ เลิกโลกกาม เลิกกามคุณ 5 เลิกมาได้อีกการเกิดก็สั้นลง นิพพัตติก็สั้นลง เลิก รูปภพ อรูปภพอีก ก็เลิกได้ จนหมดเลย ไม่มีภพชาติอีก ก็เป็น อภินิพพัตติ เป็นการไม่เกิดอีก ได้เป็นพระอรหันต์ถึงขั้นนั้น อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้ฟังเข้าใจนะ แล้วปฏิบัติได้ให้ได้มันก็เป็น แล้วไม่ใช่เท่านั้น เหตุที่จะไปดับเหตุอย่างไร เรียนรู้ปฏิบัติเพื่อจะดับเหตุไม่ให้มันเกิด คุณก็เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาทนี่แหละ ภพ มันมี 3 ภพ กามภพ อบายมุขคือกาม ทางตาหูจมูกลิ้นกาย หยาบๆใหญ่ๆ สายหลับตาไม่ได้เรียนรู้ตาหูจมูกลิ้นกาย หยาบๆใหญ่ๆไม่เรียนรู้ แล้วจะไปหลับตาให้มันดับกิเลสไปเลยมันก็เป็นโมฆะ มันทำไม่ได้ หยาบๆ หยาบรู้จักไม่บริบูรณ์ คุณเลิกไม่ได้ เป็นขั้นตอนหยาบ กลาง ละเอียด คุณทำไม่ได้ คุณไม่ได้ทำ มันก็เป็นโมฆะอยู่ตลอด โมเมไปอยู่อย่างนั้น นึกว่ามันดับๆ ทีนี้มันก็มีซ้อนว่า อาสวะบางอย่างของพวกสัทธาวิมุตนี้มีได้ ก็เพราะว่า เขาเคยทำได้ในชาติที่เขาเคยดับได้มาแล้วถึงขั้น อาสวะ พอมาชาตินี้ ก็เลยติดมาเป็นสัญชาติแล้วก็มาดับได้ในชาตินี้ เพราะรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในสัทธาวิมุติ อันที่ไม่รู้ก็ดับไม่ได้ อันที่ดับได้เพราะดับได้ตั้งแต่ในชาติก่อนมา พอชาตินี้ไม่ได้เปิดทวารทั้ง 5 ดับ แล้วจะไปดับอาสวะ ไม่ได้ อาสวะไม่มีภายนอก มันไม่สมบูรณ์มันไม่เป็น อาสวะจริง มันต้องมีหยาบ กลาง ละเอียด คุณเองคุณไม่ปอกเปลือกทุเรียนก่อน แล้วคุณก็ค่อยๆเอาเปลือกออก หรือ คุณจะกินจาวมะพร้าว คุณก็ต้องปอกเปลือกนอกออกก่อน แล้วปอกเข้าไปจนถึงเปลือกใน เอากะลาออก เอาเนื้อออก คุณถึงจะได้กินจาวมะพร้าว ถ้าคุณจะกินจาวมะพร้าว แต่คุณไม่ได้ปอกเปลือกเลย คุณจะทำอย่างไรจะได้กิน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอย่าไปทำอะไรมันเป็นโมฆะ เสียเวลาปฏิบัติ หลับตาปฏิบัตินั่นแหละ อาตมาก็พูดเยอะ ยกตัวอย่างและอธิบายให้เห็นต่างๆนานา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยสอน แล้วไปเข้าใจอย่างไรว่าพระพุทธเจ้าสอนให้นั่งหลับตา เดียรถีย์ เขาผิด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาจะมีแต่เดียรถีย์ที่นั่งหลับตาเปล่า นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นเป็นของเดียรถีย์ทั้งนั้น แล้วเขาก็ยืนยันจะมาทำอย่างเดียรถีย์อย่างเก่า มันก็ไม่เสร็จ พระพุทธเจ้าสอนให้ฉลาดกลับไปโง่ไม่เสร็จ จนกระทั่ง ต้องทำอย่างนี้เชื่ออย่างนี้เลย อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร คนพวกนี้ แทงด้วยปากหอกร้อยเล่ม หอกหัก กลางวันก็แทงอีกหัก เย็นก็ร้อยเล่มก็หัก เดี๋ยวขอทุนรอนไปซื้อหอกอีกหน่อย จะได้มาแทงพวกนี้อีกเพราะมันน่าสงสาร ทำไมมันจะเหนียวทนทานขนาดนั้น ไม่รู้จักสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย
อาตมาจะเกริ่นอีกอันหนึ่ง ชาติ อาตมาเอามาประยุกต์กับยุคนี้ ชาติ 5 ของอาตมา ในหนังสือสรรค่าสร้างคน 1. การเกิดที่มีร่างกาย เป็นคน เป็นสัตว์ ถ้าตายก็หมดไปชาตินึง เป็นชาติของร่างกาย 2. การเกิดทางใจ โอปปาติกโยนิ ถ้าวิญญาณเป็นสัตว์ เป็นโอปปาติกโยนิ ความเป็นสัตว์ตายไปจากใจ ใจก็เกิดจิตดวงใหม่ เป็นจิตสะอาดจากกิเลสขึ้น นี่ นี้เป็นจุดสำคัญ การเกิดการตาย โอปปาติกโยนิ 3. การเกิดแบบลิงลมอมข้าวพอง (เป็นศัพท์ที่อาตมาใช้โดยตรง) มีชีวิตหลงเมาในโลกีย์ มันครอบงำเอา จะมีการเกิดอย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะเกิดมาก็ถูกกิเลสพ่อมอมเมาครอบงำ จะให้ติดอยู่ในโลกีย์ จะไม่ให้ไปเป็นนักบวช ไม่ให้เป็นพระพุทธเจ้า จะให้ไปเป็นเจ้าจักรพรรดิ มอมเมา ท่านก็ต้องติดไปกับโลกที่ครอบงำ อาตมาอยู่กับโลกโลกีย์ที่มันครอบงำอยู่ 36 ปี อาตมาก็หลงไปล่า ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเกี่ยวกับโลกเขา อาตมาไม่ได้จัดจ้านอะไรมากเพราะมันมีบารมีเก่า แต่ก็ถูกโลกครอบงำเป็นลิงลมอมข้าวพอง ต้องเสียเวลาไป 36 ปีนี้เป็นต้น ซึ่ง มันไม่ละเว้นเหมือนกันนะ การเกิดลิงลมอมข้าวพอง แม้แต่พระพุทธเจ้า มันก็ไม่ละเว้น 4. การเกิดขึ้นเป็นประเทศชาติ หรือ ชาติรัฐ ประเทศไทยเกิดขึ้นมาเกือบ 1,000 ปีแล้ว การเกิดขึ้นก็มารวมตัวกัน โดยมี พ่อขุนรามคำแหง รวบรวมแผ่นดิน จนกระทั่งทุกวันนี้ถูกต่างชาติรุกราน แต่เราก็ไม่ถึงกับตกเป็นทาส เอาคืนมาบ้าง ถูกเขายึดบ้าง ถูกเขารังแกบ้าง เราถือว่าเรารอดตัว ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นหรือเป็นทาสของประเทศไหน โดยจะต้องไปนั่งส่งส่วย เสียภาษี ไม่ต้อง 5. การเกิดแบบตรรกะ เกิดเอง เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เกิดเป็นภพ เป็นชาติ ตามทิฏฐิ เป็นอัตตา เป็นตัวตน สร้างไว้เยอะ พระพุทธเจ้าประมวลไว้ถึง 44 ทิฏฐิ สำหรับอนาคต ฟุ้งซ่านไป ถ้าตามขันธ์อดีต ก็มี 18 อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นชาติที่อาตมารวบรวม ให้ฟัง ทีนี้ ชาติ อาตมาเก็บ ตามพระบาลี ตามบัญญัติที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ชาติในทีนี้ คือ การเกิดทางใจ โอปปาติกโยนิ ในสรรค่าสร้างคน หน้า 50 เมื่อวิญญาณความเป็นสัตว์คือโอปปาติกสัตว์ ตายจากใจ ย่อมเกิดจิตตัวใหม่ กิเลสคือสัตว์ที่มันตายจากใจ จิตสะอาดจากกิเลสขึ้นเป็นลำดับๆ อาตมาประมาณไว้ 10 ลำดับ ชาติ 10 มิติ ในหน้า 50 ของหนังสือ สรรค่าสร้างคน “ชาติ” ในที่นี้คือ การเกิดทางใจ(โอปปาติกโยน) เมื่อวิญญาณความเป็นสัตว์ (โอปปาติกสัตว์) ตายจากใจ ย่อมเกิดจิตตัวใหม่(จิตสะอาดจากกิเลส) ขึ้นเป็นลำดับ แบ่งเป็น 10 มิติ 1. ความเกิดแห่งตัวตน (ชาตัตตะ) 2. แดนเกิดแห่งชาติ (ชาติสัมภวะ) 3. ขอบเขตที่เกิด (ชาติเขตตะ) 4. ความแตกต่างแห่งชาติ (ชาติสัมเภทะ) 5. การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ชาติสังสาร) 6. ความดับสินแห่งการเกิด (ชาตินิโรธ) 7. ความสิ้นไปแห่งการเกิด (ชาติกขยะ) 8. ความดับการเกิดของกิเลสนั้นได้สำเร็จ (ชาติมยะ) 9. ความถึงพร้อมด้วยชาติอย่างสมบูรณ์ ชาติสัมปันนะ) 10. ความเป็นผู้ระลึกชาติได้ (ชาติสสระ)
เกิดแห่งตัวตนอธิบายอยู่ทุกวัน การเกิดแดนเกิดแห่งชาติก็คือ ภพหรือแดน จิตมันก็ไปเกิด เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นสัตว์นรก มันก็ไปอยู่ในแดนนั้น มันก็เป็นสิ่งที่อาศัยของจิตวิญญาณตนเอง ที่ไปตามองค์ประกอบของมัน องค์ประกอบของนรกก็เป็นทุกข์ องค์ประกอบเป็นสวรรค์ก็เป็นสุข หลอกทั้งนั้น มายาทั้งนั้น ให้อยู่กับปัจจุบันนี้ จะได้ไม่ถูกหลอก จะมีปัจจุบันเป็นแดนเกิดอันนี้จริง ไปอยู่ในภพนึกคิดเอาเองเป็นอดีตอนาคตมันไปแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก อดีตก็ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่ถึง แต่ปัจจุบันนี้แก้ไขได้เปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียเวลาอยู่กับสิ่งที่เป็นการเปล่าประโยชน์ในอดีตกับอนาคตเลย 3. ขอบเขตที่เกิด ชาติกเขต ชาติ ขอบเขตแห่งการเกิด คุณเกิดอยู่ในกรอบใดขนาดใด มีเหตุปัจจัยขนาดใด คุณดับเหตุที่ไปสู่อบาย ไปสู่ทางต่ำ ทางไม่เจริญให้ได้ ส่วนความเกิดในทางเจริญแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าเราไม่สันโดษในกุศล คุณจะเจริญในกุศลไม่มีขอบเขตหาที่สุดไม่ได้เลย แต่ทางที่เสื่อมต่ำ เลิกให้ได้ ตัดให้ได้ สั้นลง ให้น้อยลง จนหมด ไม่เกิดในทางต่ำเลย ขอบเขตแห่งการเกิด ความแตกต่างแห่งชาติ ชาติสัมเภทะ การเกิดเป็นสัตว์นรกกับการเกิดเป็นสัตว์สวรรค์แตกต่างกันไหม แตกต่างกัน การเกิดเป็นมนุษย์ที่มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน โอโห มันแปลก แตกต่างกันมหาศาลเลย ที่นั่งอยู่นี่ไม่เหมือนสักคนเลยที่นั่งอยู่นี่ไม่เหมือนสักคนเลย คิดนึกไปต่างๆเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้างมีเยอะ เหมือนกันนี้มีไม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เหมือนกันเยอะนี่อย่าไปติดใจมาก เพราะมันทั้งนั้นแหละ มันต้องไม่เหมือนกัน ปรมาณู 2 หน่วย มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว ยิ่งมาเป็นคน ไม่รู้กี่ล้านปรมาณู เพราะฉะนั้นมันต้องแตกต่างกันแน่ เรารู้ว่ามันต้องมีแตกต่างกันแน่ เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปกังวลในความแตกต่าง เรารู้ความจริง อย่างเขาก็เป็นอย่างนี้ ถ้าคนนี้เราไม่ไหวเข้าใกล้ไม่ได้ก็ห่างไป ก็รักษาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยวบ้าง แต่ถ้าคบกันได้ดีคุณก็คบกันไป มันก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ชาติสังสาร อันนี้พวกศึกษาธรรมะรู้ดี ถ้ายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด แม้แต่เป็นโพธิสัตว์ก็เข้าใจแล้ว การดับสิ้นแห่งการเกิด ชาตินิโรธ จริงๆก็หมายเอากิเลสดับสิ้น กิเลสไม่เกิดอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ดับแล้ว ไม่เกิดอีกเลย เป็นอรหันต์ ดับสิ้นแห่งการเกิด ตัวนี้แหละ คุณอยู่เป็นอมตะบุคคลแล้ว ดับกิเลสที่จะพาเกิด คุณดับเหตุที่พาเกิดได้แล้ว คุณจะเกิดอีกก็ได้ อมตะบุคคล เป็นโพธิสัตว์จนกระทั่งถึงที่สุดเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละ เป็นพระพุทธเจ้าสุดแห่งคนแล้ว ท่านไม่เอาสมัยสองหรอก พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ เป็นยอดคนแล้วจะรู้การเกิด การดับ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ อะไรก็แล้วแต่ มันสุดยอด พระอรหันต์ทำให้คนอื่นไม่ต้องเกิดเหมือนตนเองได้ เป็นโพธิสัตว์ต้องไปเกิดอีกหลายล้านแบบ ถึงจะเห็นว่าคนมันต่างกันอย่างนี้นี่เอง มันมีนัยยะที่ต่างกันละเอียดลออ มุมนั้นเหลี่ยมนี้ต่างๆ ความสิ้นไปแห่งการเกิด ชาติกขยะ มันสิ้นเลย ก็ไม่มีอะไรแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ดับเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ความสิ้นไปแห่งการเกิด 7.ชาติกขยะ ก็คล้ายกันกับ ชาตินิโรธ ความถึงพร้อมด้วยชาติ 9.ชาติสัมปันนะ อย่างสัมบูรณ์ พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นชาติสมบูรณ์ที่สุด จบ พระโพธิสัตว์ก็สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆรู้จักความเป็นชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นชาติที่ดี ไม่ติดใจในชาติ รู้การดับชาติ จนสุดท้ายดีที่สุดเป็นอย่างไร ถึงดีที่สุดเป็นโลกีย์ เป็นโลกุตระไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างไร เกิดมาก็ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเกณฑ์ของความจริง 1. ความดีความชั่ว เราต้องทำแต่ดี สัพพปาปส อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) 2.กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) 3.สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) แล้วมันก็จะไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ดีชั่วก็ทำแต่ดีไม่มีตกต่ำไม่มีทำไม่ดีแล้ว เป็นโลกียะสมบูรณ์แบบแล้ว เป็นโลกุตระ สุขทุกข์ก็ไม่มีอีก นี่คืออรหันต์ ทีนี้คุณจะเกิดอีกเท่าไหร่ก็เกิดไปสิ จนสุด พิสูจน์ความเป็นมนุษยชาติ จบที่เป็นพระพุทธเจ้า ก็หมดคำเว่าแล้ว หมดคำจะพูดต่อแล้ว ความเป็นผู้ระลึกชาติได้ อย่างอาตมา ระลึกชาติได้ ว่าเคยเป็นพระสารีบุตร คนก็ไปบอกว่า อาตมาเคยเป็นตัวตน ร่างกาย ของพระสารีบุตร เขาก็เข้าใจง่ายๆตื้นๆ อย่างนั้น อาตมาบอก อาตมาไม่แคร์หรอก เกิดเป็นร่างกายของพระสารีบุตร จะหล่อเท่าอาตมาในยุคนี้หรือเปล่าพระสารีบุตรตอนนั้น อาตมาไม่เกี่ยวไม่แคร์ แต่อาตมาแคร์ตรงเนื้อหาสาระ สารีระ เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ได้รับสาระที่ติดตามพระพุทธเจ้ามา อาตมาแคร์อันนี้ อาตมาเอาอันนี้เป็นหลัก ชาตินี้อาตมานึกได้ว่าอาตมาได้มาก่อน พระสารีบุตรรู้มาจากชาติก่อนขนาดไหน อาตมาต้องได้สูงขึ้นกว่านั้นอีก ทุกวันนี้อาตมาอธิบายธรรมะสูงขึ้นๆ ละเอียดกว่าพระสารีบุตร ที่กล่าวในพระไตรปิฎก พระสารีบุตรก็พูดเยอะ วนอยู่ตรงนั้น อาตมานำมาแตกละเอียดอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ มันประกอบด้วยสมัยใหม่ด้วย ยุคกาลนี้ พระสารีบุตรในยุคก่อนไม่มีเหตุปัจจัยเท่าในยุคนี้ อาตมาอธิบายได้มากกว่าพระสารีบุตร เพราะว่ามีเหตุปัจจัยมากกว่า สมัยพระสารีบุตร แต่ก่อนนี้ ทุกอย่างแคบ วงจำกัด เป็นทาส เป็นวรรณะ เพราะฉะนั้นไม่รู้อะไรมากหรอก แต่ชาตินี้ ยุคนี้ มันเปิดหมดเลย อิสรเสรีภาพ รู้อะไรกันทั่วไปหมด ก็เลยแยกแยะได้มากกว่าพระสารีบุตรเยอะ ฟังดีๆนะ สู่แดนธรรม... แสดงว่าถ้าสังคมมีอวิชชา โลกีย์มาก บัณฑิตก็ต้องรู้การปรุงแต่งให้มาก พ่อครูว่า... ก็ใช่ แล้วในยุคนี้มันมากมายจริงๆ จนมันจะทำลายโลก ทำลายตัวเอง โลกจะแตกเพราะคนนี้แหละ จะเกิดไฟประลัยกัลป์ก็เพราะคนนี้แหละ ขนาดทุกวันนี้ ถ้าประเทศ 2-3 ประเทศ ต่างคนหมดสุดขีดแล้วที่จะอดทน กดปุ่มกัน 2-3 ประเทศนี้เป็นอย่างไร โลกนี้เป็นอย่างไร ก็บรรลัย จริงนะ ทุกวันนี้ระเบิดที่ทำกัน แล้วที่ไปลองมาแล้วที่ญี่ปุ่น ตูมเดียวหมดไปทั้งเมืองเลย คนก็หมดไปตั้งเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้มันเก่งกว่านั้นอีกไม่รู้กี่ต่อแล้ว มันเป็นขี้เถ้าไปเลยทีเดียวเลย แล้วเรื่องจริงนะ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้น มันยิ่งแย่เลย พระพุทธเจ้าจึงมีทางออก ให้มาอยู่กันอย่างมีจิตวิญญาณเป็นประธาน อย่างพวกเราอยู่ด้วยกันอย่างมีวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างเป็นความจริง แต่ละคนมีจิต สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ พวกเราไม่มีการทะเลาะวิวาท ตำรวจมาตั้งป้อม อยู่ที่หน้าปากซอยไม่เคยเห็นเข้ามาในบ้านราชเลย จนเดี๋ยวนี้ร้างแล้ว ป้อมไม่มีตำรวจแล้ว เลิกไปแล้ว เพราะว่า หมู่บ้านใหญ่ที่สุดคือหมู่บ้านราชฯ ในย่านนี้ หมู่บ้านราชฯ ไม่เห็นต้องใช้ตำรวจเลย ไม่ต้องไปนั่งปักหลักกันตรงนี้ ที่เห็นปักหลักเพราะบ้านราชฯเป็นหมู่ใหญ่ มีคนหลายร้อย เขาก็มาช่วยดูตามหน้าที่ แต่มันไม่มีงานอะไรให้ตำรวจทำ เขาก็เลยต้องเลิกไป ไปอยู่ที่อื่นที่มันมีเยอะ นี่ นัยยะอะไรต่างๆ ที่อาตมาเอามาอธิบาย เพราะในยุคนี้เป็นยุคใหม่ มีเหตุปัจจัยเยอะองค์ประกอบของมนุษยชาติของชีวิตมากมาย ก็ต้องอธิบายมากกว่าพระสารีบุตรอีกตั้งเยอะเลย แจกแจง อย่างโน้นอย่างนี้เพื่อจะให้รู้เท่าทัน จนกระทั่งรู้เข้าใจแล้ว รู้จุดสำคัญของชีวิตว่า โธ่เอ๋ย.. ชีวิตไปติดไปยึด ไปหอบไปหาม อันนั้นอันนี้ ก็ ไม่ต้องไปมีขนาดนั้น มีขนาดนี้ก็พอแล้ว สบม ทมด ปกต หห จจ ปกต หห จจ มชยลล ไม่ต้องไปยุ่งมาก นี่ ชีวิตของคน เข้าใจเรื่อง ชาติ ชาติต่างๆ ที่อาตมาสาธยาย มันพิสดารนะ 650817 ปฏิจจสมุปบาท ชาติ 4-5-10 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ