เรียนรู้ 3 ภพ ในปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรียนรู้ 3 ภพ ในปฏิจจสมุปบาท _พ่อครูว่า...การเกิดห่วงโซ่แห่งทุกข์เป็นการเกิดของจิตวิญญาณ เป็นการเกิดของโอปปาติกะสัตว์ ไม่ใช่การเกิดของชีวะธรรมดา ที่เกิดจากมดลูกเป็นสัตว์ เรียก ชลาพุชะ เกิด 2 ชาติที่ว่าเกิดจากไข่ อัณฑชโยนิ เกิดจากการแบ่งตัว เหมือนพวกประเภทเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย พวกเชื้อโรคพวกนี้ เรียกว่า สังเสทชโยนิ ส่วนการเกิดที่ สู่แดนธรรมพูดถึง... ก็คือการเกิดทางจิตวิญญาณ โอปปาติกโยนิ ชลาพุชะ สังเสทชะ อัณฑชะ วิทยาศาสตร์เข้าศึกษารู้ได้ แต่ โอปปาติกนี้มันไม่ง่ายมันยากมันลึกซึ้งมันละเอียดลออมาก พระพุทธเจ้าก็มาสอนเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นประธานด้วย เป็นประธานของ ชลาพุชชะ สังเสทชะ อัณฑชะ เป็นการเกิดชนิดที่ 4 คือ โอปปาติกโยนิ ส่วนชาติ 5 ก็พูดไปแล้ว ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ
ทีนี้ ภพ ย้อนมาอันที่ 2 ไล่มาจากตัวท้ายของ ปฏิจจสมุปบาท ภพ คือแดนเกิด ภพ ท่านแยกง่ายๆเป็น 3 ภพ ภพที่เป็นการเกิดที่เกี่ยวข้องกับวัตถุข้างนอก การเกิดที่มีจิตวิญญาณร่วมด้วย เกี่ยวกับข้างนอก สัมพันธ์กันแล้วเป็นการเกิดเรียกว่า กามภพ แล้วก็ดำเนินไปตามลีลาบทบาทตามความเป็นเรียกว่า กามาวจร มันก็ร่วมกันไปเป็น กามาวจร คนแต่ละคน เรามีจิตวิญญาณ ก็เกิด สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องร่วมกันไป กับสิ่งที่เกี่ยวกับอันอื่นตั้งแต่วัตถุมาจนกระทั่งถึงพืชจนกระทั่งถึงสัตว์ เกี่ยวข้องไป กับวัตถุกับพืชเข้าไม่ไกล ไม่ได้มีวิบากแก่กันและกัน แต่เกี่ยวกับสัตว์นี่สิ มันมีวิบากแก่กันและกัน พระพุทธเจ้าถึงสอนว่าสัตว์เดรัจฉานให้ปล่อยเขาไปตามวิบากกรรม อย่าไปเกี่ยวข้องอย่าไปทำอะไรกับเขาไปฆ่าเขา ไปเบียดเบียนไปทำร้ายเขาไม่เอา ปล่อยเขาไปสิมันก็เป็นชีวิตของเขาเป็นวิบากของเขา สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายแหล่มันพูดกันไม่รู้เ
อ่านต่อ
รื่อง เพราะฉะนั้นเรามีแต่จะไปตกต่ำ สัตว์เดรัจฉานถ้าไปเกี่ยวข้องกับมันมีแต่ตกต่ำ คุณไปรักกับสัตว์คุณก็ตกต่ำ คุณไปเกลียดสัตว์ เกลียดชังสัตว์ จนฆ่าสัตว์ คุณก็ยิ่งตกต่ำชัดๆเลยง่ายๆ แม้แต่คุณรักสัตว์คุณก็ตกต่ำ เพราะคุณก็จะไปเกี่ยวข้องพัวพันอยู่กับสัตว์ เอาพลังงานเอาเวลาเอาทุนรอนไปเกี่ยวข้อง ดีไม่ดีเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ซื้อเพชรซื้อพลอยไปใส่ให้หมาให้แมว เออ รู้แล้วเอ็งรวย คนยังไม่ใส่เพชรเลย หมาของเอ็งได้ใส่เพชรแท้นะ อวดร่ำอวดรวยอะไร รักมาก เกี่ยวพันจนกระทั่ง เขาไม่รู้จักกรรมวิบาก รักมาก ต่อไปก็จะพัวพันเป็นลูก เป็นแม่ เป็นอะไรกันไปอีกกี่ชาติไม่รู้ เพราะทั้งรักทั้งชัง ..ไม่ต้องเกี่ยวสัตว์ทั้งหลายแหล่ แล้วยิ่งไม่ต้องไปฆ่า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ วลีสุดท้ายของศีลข้อที่ 1 เมื่อเกิดมาเป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์มาแล้ว ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกระทั่งถึงกี่เซลล์ก็แล้วแต่ ปล่อยมัน อย่าไปยุ่งกับมัน มายุ่ง พืชกับวัตถุชีวิตอยู่กับพืชกับวัตถุก็อยู่ได้แล้ว กับคนนี่แหละ อะไรอย่างไรก็ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ด้วยกัน หวังประโยชน์ คนนี่แหละ หวังประโยชน์เจริญไปด้วยกันให้ได้กับคนนี่แหละ แค่นี้ก็งานหนักหนาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านก็เกิดมาเป็นคนเหมือนเรา เรียนมาทุกวิชา ความรู้ในโลกนี้ท่านรู้หมดทุกวิชานั่นแหละที่โลกมี เสร็จแล้วท่านเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในปางที่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านไม่เอาสักวิชา ท่านมาเรียนรู้สอนคนให้บรรลุความรู้โลกุตระธรรมนี้ ทั้งชาติ ทำงานนี้จนกระทั่งปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ฟังเข้าใจบ้างไหมว่ามันสำคัญขนาดไหน โลกุตรธรรมนี้ พระพุทธเจ้าเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ไปเด่นไปดังในวิชาการทางโลกกี่ชาติก็แล้วแต่ ท่านเคยได้ความเด่นดังมาหมดแล้ว ไม่ได้ด้อยกว่าใครเขาหรอก เรียนรู้มาหมดทุกอย่าง สุดท้ายทิ้งหมด ปางสุดท้ายเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระพุทธเจ้า ก็เลิกทั้งหมด เกิดมาไม่รู้ตั้งกี่ล้านชาติมาได้วิชานี้สุดท้าย วิชานี้วิชาเดียว มีพระชนม์ชีพ 45 พรรษา ทำวิชานี้วิชาเดียวเลิกเลยไม่เอาแล้วอย่างอื่น ฟังเข้าใจไหม เห็นความสำคัญไหม เรื่องของโลกุตระธรรมนี้ เห็นความสำคัญไหม อาตมาตั้งแต่รู้ตัวว่า เราต้องมาทำหน้าที่นี้ มาทำงานนี้สุดยอดแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นจนทุกวันนี้ จะต่อไปอีกกี่ร้อยปี ถ้าอยู่ได้ก็จะทำอันนี้เท่านั้นไม่ทำอย่างอื่นหรอก จะเชิญอาตมาเป็นนายก จะเชิญอาตมาไปเป็นประธานาธิบดี ขออภัย จะเชิญอาตมาเป็นกษัตริย์ ก็ไม่เอาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินและจะได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิด้วย ทำนายกันไว้ชัดหมด ถ้าท่านจะอยู่ทางโลกท่านจะใหญ่ยิ่ง แต่ท่านไม่เอาท่านทิ้งหมดมาเอาธรรมะโลกุตระ เดินพระบาทเปล่าบ้านช่องเรือนชาน -วังเวียงทรัพย์ศฤงคารไม่เอาเลย มันง่ายจะตายมันชัดเจนจะตายไป คุณจะไปต่องแต่งอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อะไรอยู่ ได้เศษเสี้ยวของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ออกมาบวชแล้วว่าจะทิ้ง โภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ ตอแหล สู่แดนธรรม... ฟังพ่อท่านว่าแล้วก็รู้สึกจุกนะครับ คือผมเองก็ไม่ค่อยอยากได้วิชาโลกุตระเท่าไหร่ แต่จริงๆก็รู้สึกเป็นอย่างนั้น พ่อครูว่า... คุณมาเอาอันนี้แหละ ไม่ไปเอาอันอื่นหรอก มาที่กามภพ เรียนรู้ภพชาติ กามผูกพันกับข้างนอก มีตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นกามคุณ เลิกให้ได้ จนจิตเราอยู่กับกามก็เฉยๆ สัมผัส รูปเราก็เห็น เหมือนคนอื่นเขาเห็นเขาชอบไม่ชอบเราก็มองเฉยๆกลางๆ เสียงก็เหมือนกัน คนอื่นได้รับเสียง เราก็กลางๆ กลิ่นรสอะไรหมดทุกอย่างทวารทั้ง 5 เราก้เฉยๆกลางๆทั้งนั้นไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชังไม่รัก อาศัยกันก็อาศัยไป เป็น ประโยชน์คุณค่าก็อาศัยไป ปรุงแต่งร่วมกับ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไป นี่กามภพ คุณหมดอาการที่ติดยึดผูกพันจน ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ผลักไม่ดู มันยังไม่ทีเดียวหรอก เป็นรูปภพข้างในมันยังผลักยังดูด อยู่ในจิตของคุณแต่คุณไม่แสดงออกทางรูปข้างนอกเสียงข้างนอกกลิ่นรสข้างนอก ผัสสะภายนอก คุณไม่แสดงออกแล้ว มีอยู่ในใจมันผลักมันดูดอยู่ภายในใจ เป็นรูป เป็นของหยาบก่อน ข้างในที่หยาบเรียกว่ารูป รูปภพ คุณก็เรียนรู้อีก มันยังหยาบ ให้มันลดลงไปอีก จนเหลือน้อยๆๆ จนเรียกมันว่าง ไม่ใช่รูปแล้ว อรูป แทบไม่มีรูปแล้วจึงถึงขั้นอากาศถึงขั้นวิญญาณ สัมผัสแล้วมันก็ว่างแต่มันมีอยู่ วิญญาณมันก็มีผลักมีดูดเล็กๆน้อยๆ รังแคะรังคายกัน ตามธาตุแท้ของมัน เท่าที่คุณจะรู้ได้ ว่าคุณ หยาบ คุณก็เรียนรู้ หยาบ กลาง ละเอียด ถ้าคุณละเอียดคุณก็เรียนรู้ความละเอียดไปหาอากาศ ไปหาวิญญาณ 2 ธาตุอากาศคือว่างแล้ววิญญาณคือความรู้ แล้วก็ตรวจอีกอันว่านั่นแหละมันยังถือว่าเป็นกิเลส อากิญจัญญายตนะ มันต้องไม่มีนะ อรูป นิดนึงน้อยนึงมันก็ไม่มี คุณต้องรู้ให้ได้ว่า มันมีหรือไม่ต้องให้ไม่มี อากิญจัญญายตนะ นิดนึงน้อยนึง ไม่มีเลยคุณก็จบ จบ อากิญจัญญายตนะ แต่ถ้าคุณเป็นสายศรัทธา เป็นสายที่ยังไม่จบง่ายๆคุณก็ต้องทนแล้วทนอีกจึงต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันยังไม่สิ้นสงสัย มันยังไม่เก่ง ถ้าหากเก่งแล้ว อากิญจัญญายตนะ เพราะฉะนั้น สายปัญญา 100% ดำเนิน ปฏิบัติไป เป็นธัมมานุสารี ที่เป็น ทิฏฐิปัตตะได้กายสักขี ปัญญาวิมุติ จบเลย ไม่ต้องไป เนวสัญญานาสัญญายตนะ คนจะพ้นสักกายะทิฏฐิปัตตะกายสักขีได้ ต้องออกจากสัทธาวิมุติ ต้องพ้น สักกายทิฏฐิ ปัตตะคือการบรรลุ บรรลุทิฏฐิสมบูรณ์แลบของ สักกายทิฏฐิ ต่างกันมาก ทิโฏฐิปัตตะกับ สัทธาวิมุติ สัทธาวิมุติหยาบจึงช้าและยาก ต่างกันกับทิฏฐิปัตตะ ตรงที่ ถ้าสาย สัทธาวิมุตมาได้ กายสักขี ก็ไม่เหมือน ทิฏฐิปัตตะมาได้ กายสักขี แม้ทิฏฐิปัตตะเลื่อนฐานมาเป็นกายสักขี ก็ยังต่างจาก สัทธาวิมุติมาเป็นกายสักขี สัทธาวิมุติทั้งช้าและยาก ไม่มีความเร็ว ไม่ง่าย ไม่ฉลาดอย่าง ทิฏฐิปัตตะ อย่างพวกสัมมาทิฏฐิท่านเป็นมาแต่ต้นเลยสัมผัสกายข้างนอกมามีวิโมกข์ 8 ด้วยสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตลอด ไม่เคยไม่มีกายข้างนอกเลย จึงได้ไว เพราะฉะนั้นพอไปถึง กายสักขี ก็ต้องบอกว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ ปัญญาวิมุติไม่ต้องบอก ให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะว่า ท่าน มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้นแล้ว สายสัทธาต้องใช้ 4 ขั้นจึงได้บรรลุ เป็นพระอรหันต์ ที่เขาแปล น เหวโข ว่า ไม่ถูกต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนั้น มันแปลผิด 650815 ตอบปัญหาผ่าปฏิจจสมุปบาท รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 50