อายตนะคือสะพานยืดรูปนามที่ผัสสะเป็นเวทนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
อายตนะคือสะพานยืดรูปนามที่ผัสสะเป็นเวทนา _จากชาวบ้านราชฯ...ถามว่า คำว่า อายตนะ ที่แปลว่า สะพานเชื่อมต่อระหว่างปสาทรูปกับโคจรรูป คำเดียวกันนี้ต่างกับอายตนที่แปลว่า ตนที่ประกอบไปด้วยประโยชน์อย่างไรคะ พ่อครูว่า…อาตมาแยกศัพท์โดยอัตโนมัติของอาตมา พวกบาลีเขาคันหัวใจที่อาตมาแยกคำอย่างนี้ สฬายตนะหรือฉฬายตนะคือ สะพาน 6 สะพาน คือ สะพาน อายะ แปลว่าประโยชน์ แปลว่า ส่วนที่ได้ แปลว่ากำไร ภาษาไทยมาจากภาษาบาลีเยอะเลย ถ้าเข้าใจ ตน อาตมาก็แจก ตัว ต กับ ตัว น ต คือตัวตั้ง น คือตัวไม่ อ ที่จริงแปลว่า ไม่ น ก็แปลว่า ไม่ จนมี อตต ก็คือ อัตตา ตน แปลว่า สิ่งที่จิตนิยามหรือจิตวิญญาณของแต่ละสัตว์หรือคน ที่มีปัญญาศึกษากันรู้เรื่อง คนอเวไนยสัตว์ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง คนเวไนยสัตว์พอฟังกันรู้เรื่อง เมื่อมีตนะ แล้วก็สามารถรู้จักสิ่งที่เกี่ยวข้อง 2 2 2 สัมพันธ์ทีละ 2 เทวะ มันก็จะเกิดปฏิกิริยาเรียกว่าสังขาร ทำงานร่วมกันมีอะไรขึ้นมาให้รู้ นี่แหละจึงเรียกว่า สภาวะ หรือ ตัวที่เชื่อมต่อเป็นอันนั้น เป็นอายตนะ เป็นสะพานเชื่อม อ่านสภาวะตรงนี้ สะพานเชื่อม เมื่อผัสสะมีอายตนะ สะพานเชื่อม นามรูป กระทบสัมผัสกัน มันก็เป็นเวทนา อายตนะ มาแตะกัน ร่วม ก็จะเกิดเวทนา อีกอันหนึ่งมาผลักกันก็จะเกิดเป็นเวทนา ผู้ที่สามารถรู้เวทนาได้ อ่านอาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส ตามคำที่อาตมาขยายความ รู้อาการของมัน เวทนาเป็นอย่างนี้ จิตอาการของเราเป็นอย่างนี้ แล้วก็จับอาการนั้นได้ก็หมายใจให้รู้เองของเราเรียกว่านิมิต กำหนดเอง นี่แหละคือสัญญากำหนดหมายรู้นิมิต เราก็รู้ของเรา อาการอย่างนี้คือเวทนา ผู้รู้จักเวทนา อ่านเวทนาเป็น และแยกเวทนาได้ สามารถแยกได้ป็น 2-2-2 คือเทวะ ธรรมะพระพุทธเจ้าศึกษาได้จากเทวธัมมา แล้วหัวใจก็คือ ศึกษาที่เวทนา ที
อ่านต่อ
่อาตมาบอกแล้วตัวแท้ปฏบัติโครงสร้างคือ อาริยสัจ 4 แต่หัวใจที่ปฏิบัติ คือ เวทนา สามารถจัดการเวทนา 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ที่แยกเวทนาเก๊ เวทนาหลอก กับเวทนาจริง สัมผัสแล้วมีความรู้สึกรู้สิ่งที่สัมผัสตามความเป็นจริง รู้ความเป็นจริงตามความเป็นจริง ผู้นี้ก็ไม่มีอะไรที่แฝงแปลกๆมาปนเปก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงถูกต้อง คนเราก็ต้องมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีขันธ์ 5 เป็นธรรมดาธรรมชาติ เราก็อาศัยขันธ์ 5 ในชีวิตไปแล้วก็ศึกษาในขันธ์ 5 ศึกษากิเลสที่จะเข้ามาใน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กำจัดกิเลสหมดก็จบ ก็จะรู้จัก หน้าที่ของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หน้าที่ของจิตที่แบ่งกันทำหน้าที่ต่างๆ คุณก็จะรู้ว่า จิตวิญญาณเป็นเช่นนี้เอง มันเป็นอย่างไรมันเกิดมาด้วยอวิชชา เกิดมาเราไม่รู้ พอมาศึกษาเราจึงรู้ว่าแท้จริง มันคือสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมามีธาตุ 2 ธาตุ มีนามเป็นหลัก มีจิตวิญญาณเป็นหลัก แล้วกับสิ่งที่เราไปร่วมสัมพันธ์เกิดการปรุงแต่งมา เราก็รู้สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป สิ่งที่รู้ก็เรียกว่าปัญญา หรือสัญญาที่เป็นอภิสัญญา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ถ้ามันมีกิเลส ก็ศึกษาให้ได้ว่ามันมีกิเลส แล้วแยกกิเลสออกมาให้ได้ แล้วก็รู้ให้จริงว่า กิเลสนี่มันไม่มีตัวจริง ในขณะเราเป็นคนมีจิตวิญญาณ เมื่อมีตัวไม่จริงมาแทรกมาแฝงเรียกกิเลสหรือตัณหา แล้วเราจะมีปัญญารู้ว่า ปัดโธ่เอ๋ย เอ็งมา เป็นตัวปลอมมาแทรกอยู่ในเราเอ็งไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เอ็ง เอ็งไม่ใช่ตัวจริง ท่านเรียกว่า อาคันตุเกหรืออาคันตุกะ แขกจรเข้ามาแอบ ปลอมมาเป็นเราสนิท เมื่อเราอวิชชาก็โง่ แล้วมาบงการยึดอำนาจเสร็จ เป็นจิตใจเราเลย พระพุทธเจ้าท่านบอกเรารู้แล้ว เอ็งมาสร้างบ้านสร้างเรือนในจิตของข้า จับได้แล้วหักเรือนยอดทิ้งหมดเลย เกิดไม่ได้แล้ว เพราะพระพุทธเจ้าท่าน รู้ มันมันสร้างบ้านเรือนเป็นเคหะในจิตเราก็ทำให้มันหมดมันหายไป มันมาสร้างบ้านสร้างเรือน แต่ที่จริงมันไม่มีตัวตนจริงหรอก มันอนัตตา แล้วมีอำนาจพรางลวงคนด้วยอวิชชา เทวนิยมไม่รู้จักตัวปลอม วิญญาณเก๊ที่ว่า ก็เลยหลงสุข เวทนามันหลอก สุขทุกข์ก็เทวะนี่แหละ ก็มันยึดเป็นตน แล้วหลงสิ่งเก๊ว่าเป็นประโยชน์ เป็นกำไรที่ได้ที่จริง มันไม่มีตัวตน ไปยึดว่าเป็นตน ที่จริงมันเป็นกิเลส อายตนะก็อธิบายขยายความไปเยอะแล้ว สิ่งที่มาปรุงแต่ง วิญญาณต้องมีนามรูปมาปรุงแต่งกัน มาปะทะสัมพันธ์กัน มันก็จะเกิดมีตัวกลางเรียกว่าอายตนะ ท่านก็ยืดตัวกลางนี้ออก ยืดสะพานแล้วหยิบมาอธิบาย ว่าเมื่อผัสสะก็เกิดอายตนะ ตัวกลางที่ยืดออกมาคือ เวทนา มันเป็นหตุปัจจัยแก่กันและกันทั้งนั้น
640428_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตำหนิให้เขาดื่มได้คือหน้าที่ของผู้ทำงานศาสนา