อวิชชาคืออัตตาโง่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.23 KB
วันที่แก้ไข26 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

อวิชชาคืออัตตาโง่ 8. อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ ก็หมายความว่า จริงๆแล้วมีเหตุกับปัจจัยทำงานกันอยู่ 2 อย่างเท่านั้น แล้วสิ่งที่ทำงานอยู่ของเหตุกับปัจจัยนี้แหละ มันทำให้เกิดรูป เกิดเวทนา เกิดสัญญา เกิดสังขาร เกิดวิญญาณ แท้จริงแล้ว ถ้าสามารถที่จะรู้ทัน มันปรุงแต่งกันขึ้นของ 2 สิ่งคือรูปกับนาม ไม่ว่าจะเป็นรูป ไม่ว่าจะเป็นเวทนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสังขาร ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณ ถ้ารู้ทั้ง 2 อย่างนี้ชัดเจนเลย แล้วคุณก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า อ๋อ.. 2 อย่างนี้เป็นเหตุอันหนึ่งปัจจัยอันนึง รูปคือรูป อีกตัวที่มันรู้รูปคือตัวเราเอง คืออัตตา เ พราะฉะนั้นอัตตาของเราโง่ อวิชชา ก็ไปยึดถือเป็นรูป เวทนาก็ไปยึดถือเป็นเวทนา หรือดีไม่ดีปรุงแต่งเป็นรูปที่มันเป็นรูปดีรูปสวย น่าก็ได้น่ามีน่าเป็นอะไรไปใหญ่เลย แต่เผื่อว่าสัมมาทิฏฐิแล้วทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยังคงรู้ว่าเป็น 2 อย่าง คือ มันเป็นการปรุงกันขึ้นมาในสภาพที่มัน ผสมรวมร่วมกันอยู่ เพื่อให้เกิดเป็นธาตุรู้ตัวที่เป็นจิตนิยามที่มันเกิดมาในโลก เมื่อรู้แล้วก็ไม่ได้หลงใหลไม่ได้ไปวิปลาส ไม่สำคัญผิดอะไรชัดเจน อ๋อ รูปคือรูป เวทนาก็คือ ความรู้ต่อไปจากจิตของเราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเหตุและมีปัจจัย

อ่านต่อ

นามคือปัจจัย เหตุคือรูป กระทบกันก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงจบ แต่ผู้ไม่รู้อวิชชาก็ไปยึดถือว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่น่ามีไม่น่าได้ไม่น่าเป็น น่าจะทำลาย ที่จริงไม่น่าจะทำลายมันหลอกเพราะมันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่เป็นไรอยู่ตลอด เพียงกองทุกข์กองที่ตั้งขึ้นมาเรียกด้วยภาษาคนว่าทุกข์ เรียกด้วยภาษาคนโง่ว่าสุข ที่จริงแล้วทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป แต่คนโง่ไปหลงว่าสุข นี่คือวิปลาสแท้ ไปหลงทุกข์ว่าเป็นสุข แล้วเขาก็เป็นคนวิปลาสอยู่อย่างนั้น กองทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น กองทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ กองทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ผู้ที่เห็นอันนี้ชัดเจนก็ไม่เอาแล้ว จะศึกษา เลิกจากที่มันมีในโลกนี้ ก็ศึกษาตามพระพุทธเจ้าสอนว่า เมื่อมันปรุงแต่งกันอยู่ ก็จับมันให้มั่นคั้นให้ตาย อย่าให้มันไปปรุงแต่งกัน ให้มันรู้อย่างเดียว เอกคตารมณ์ ให้มันมีความรู้สึกอย่างเดียวให้ชัด มันจะเป็นความรู้สึกก็ใช้สัญญาไปกำหนดด้วยหรือว่ามันรู้สึกกับอะไรอย่างนั้นอย่างเดียว อย่างที่มันลงเข้ามาร่วมปรุงนั้นมันเป็นตัวจร เป็นตัวกิเลส ให้มันผิดเพี้ยนไปจากความจริง อ่านอาการผิดเพี้ยนนั้นเป็นเวทนาเก๊ เป็นอารมณ์เก๊ ซึ่งมันมีเหตุโง่คืออวิชชา โง่อะไร ไปหลงโลกที่เขาสอนมา ก็ไปยึดติดตามโลกเขา หลงตามโลกเขาว่า อย่างนี้สวย อย่างนี้น่าได้ อย่างนี้หอม อะไรต่างๆนานาสารพัดตามที่จะหลงไปตามตาหูจมูกลิ้นกายด้วยใจที่โง่ ก็เลยมีสิ่งที่หลงไปตามโลกเขา ที่จริงทุกอย่างที่ตา กระทบ หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรสได้ กลิ่นมันก็เป็นสิ่งนั้นอย่างเดียว จึงศึกษาให้รู้ความจริงตามความเป็นจริงหนึ่งเดียวให้ได้ เมื่อผู้ใดทำได้แล้ว อย่างเดียวแล้วจึงจะรู้ว่า อ๋อ.. เราเป็นสัตว์โลกเกิดมา มันสามารถที่จะมีจิตนิยาม สามารถที่จะมีธาตุรู้ไปรู้สิ่งเหล่านี้ได้ตามจริงตามความเป็นจริง แต่โง่ โง่ ไปหลงยึดว่ามันเป็นจริง เราแค่รู้ความจริงตามความเป็นจริง มันไม่ใช่ความจริง เราแค่รู้ แค่เห็น แค่ได้ยิน ได้รับรส ลิ้นสัมผัส ว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลก แต่จริงๆแล้วเราไปยึดเข้ามันเลยมีเรา ถ้าเราไม่ยึดถือเอาแต่รู้ สักแต่ว่ารู้มันก็จบ มันก็ไม่มีอะไรปรุงในจิตเรา นี่ใช้พยัญชนะพูด ง่าย มันก็เป็นอนัตตา มันก็ไม่เป็นตัวเป็นตนในตัวเรา รู้ว่ารูปก็คือรูป เวทนาก็คือเวทนา เกิดความรู้สึก รู้สัญญาคือตัวกำหนด รู้สิ่งที่มันปรุงแต่งสังขาร รวมแล้วก็เป็นธาตุรู้รวมเต็มเรียกว่าวิญญาณ ชาวเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้วิญญาณ ไม่ได้ศึกษาวิญญาณเลย จึงหลงสุขหลงทุกข์ หลงความทุกข์เป็นความสุข แล้วก็จะมีชีวิตเพื่อที่จะได้สุข จะได้ด้วยวิธีใดๆก็รบราฆ่าฟันแย่งกัน จนกระทั่งมามีความรู้ในศาสดาทางสายเทวนิยมว่า อย่าแย่งกันเลย แบ่งกันเถิด ก็มีจิตเอื้อเฟื้อ มีจิตเกื้อกูล ผู้ที่มีจิตเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแบ่งคนอื่นมากขึ้นก็ถือว่าเป็นผู้เจริญ เป็นผู้ที่มีมิตรจิตมิตรใจ เป็นผู้ที่มีเมตตา จนกระทั่งผู้นี้แหละก็พยายามที่จะให้คนทำจิตทำใจ เผื่อแผ่ผู้อื่นเถิด เกื้อกูลผู้อื่นเถิด ก็เป็นความดีงาม เกิดความพออยู่ได้ของสัตว์โลก ไม่เบียดเบียนกัน ไม่แย่งกันเต็มที่ แต่มันไม่หมดตัวตน ไม่รู้ว่า จริงๆแล้วจิตของเรานี้มันไม่มีตัวเราเลย มันมีแต่ธาตุรู้ที่รู้สิ่งจริงตามความเป็นจริง เกิดมาเป็นจิตนิยาม กำหนดรู้ รู้แล้วจริงๆมันก็ไม่เป็นอะไรของใคร มันก็เป็นสิ่งจริงเท่านั้น แต่เรามาหลงว่าเป็นเรา เป็นของเรา จะต้องไปโลภหลงไปแย่งชิงไปโกรธอะไรกัน มันก็เลยโง่ไปใหญ่ เมื่อมารู้แล้วจนสามารถเรียนรู้จริงๆ เรียนรู้ได้ว่า ธาตุรู้ต่างๆแม้แต่ที่สุด ถ้าเผื่อว่ามันไม่ไปยึดถืออะไรเป็นเราเป็นของเราตั้งแต่แรก มันจะไม่รวมจิตเลย ตายไปมันก็ไม่เหลือเรา ไม่เป็นเรา มันแยกกันไปหมดเลย พระพุทธเจ้าจึงเห็นว่าความไม่มีเราไม่เป็นเรานี้ ตายแล้วมันไม่รวมกันไม่จับตัวรวมกัน ท่านจึงสามารถที่จะแยกแยะให้รู้ตั้งแต่สิ่งที่เป็นวัตถุ แล้วก็สิ่งที่เป็นนามธรรม

640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน