โลกุตระดับอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกุตระดับอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท เวทนาที่มันเกิด ผู้อวิชชาก็ไม่รู้เวทนาจริง เวทนาปลอม เป็นอย่างไร เวทนาปลอมก็หลอกครอบงำเราเรื่อย คือมีตัณหาเป็นเจ้าเรือน ควบคุมเลย แล้วคุณก็อยู่กับอายตนะที่เป็นเวทนาตัวปลอมด้วยอวิชชา คือนายใหญ่ อวิชชาคือตัวมารใหญ่ ซาตานใหญ่ คุณต้องดับอวิชชาเปลี่ยนเป็นความรู้ วิชชา ซึ่งเป็นของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่อวิชชาเป็นของผู้ไม่รู้ทั้งหมด พระพุทธเจ้ามาค้นพบวิชชา เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าค้นพบตีแตกแยกแยะได้เป็นปฏิจจสมุปบาท ชาติ คือความเกิด ตัวนี้แหละคือมันเกิดอวิชชา แล้วมันก็มาเป็นสังขารเป็นวิญญาณ ไปแยกนามรูปก็แยกไม่ออก มีแต่ศาสนาพุทธเรียนแยกนามรูป มี 2 ตัว สัมผัสกันแล้วก็เกิดอายตนะ ที่เป็นตัวกลางของนามรูป อายตนะตัวกลางคือเวทนา ก็มาศึกษาตัวเวทนา เวทนาคืออายตนะที่เกิดจากผัสสะของนามรูป เอาสภาวะจริงๆมาอธิบายให้ฟังชัดๆ เมื่อศึกษารู้ตัวการใหญ่ที่มันควบคุม ที่มันอวิชชา แล้วไปปรุงแต่งกันใหญ่ จนกระทั่งไปหลงเวทนามันมีสอง คือสุขกับทุกข์ เป็นมารใหญ่ ซาตานใหญ่ เป็นตัวปลอมไม่มีความจริงเลย แล้วมันแยกกันไม่ออกก็ควบคุมเวทนา คนก็โง่ไปกับเวทนา อยู่กับสุขทุกข์จริงๆๆๆเลย แต่เขาไม่เรียนทุกข์ เขาก็ไปหลงจะเอาแต่สุข แต่วิธีดับเหตุแห่งทุกข์เขาไม่ได้เรียนเลย มีพระพุทธเจ้าค้นพบว่า สุขกับทุกข์แยกกันไม่ออกเหมือนกระดาษแผ่นเดียวกัน มันตอแหล เอาสุขมาโชว์แต่ที่จริงมันทุกข์ ก็ดับทุกข์ ฆ่าทุกข์ จับเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา คืออุปาทาน ตัณหา อุปาทาน คือกิเลส กิเลสตัวนอนนิ่งคืออุปาทาน ตัวเคลื่อนไหวคือ ตัณหา จัดการดับได้ก็ดับภาพชาติที่โง่ ดับอวิชขาได้ก็มีแต่สังขารความจริงตามความเป็นจริงในโลก ตั้งแต่สังขารอุตุ ดินน้ำไฟลม จนเป็นชีวะ พืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จนเกิดจิตนิยามมีทั้งเวทนาและวิญญาณ
อ่านต่อ
มีกรรมวิบากด้วย พีชนิยามหรือพืชไม่มีกรรมไม่มีวิบาก เพราะมันไม่ยึดติด ไม่จับตัวเป็นอัตตา แต่จิตนิยามเป็นอัตตาแล้ว ก็เป็นกรรม เป็นวิบาก ตัวกรรม ตัววิบาก นี่แหละ คือตัววิชชา กรรมคือวิชชา กรรมคืออวิชชา แต่เขาแยกไม่ออก กรรมคืออะไร?.. กรรมคือ การกระทำนั่นแหละ แปลกันมาแต่ไหนแต่ไร การกระทำของอะไร?.. การกระทำของวิญญาณ หรือธาตุ 2 ตัว เป็นต้น แล้วก็เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 ปรุงแต่งกันเป็นเหตุปัจจัยยืดยาวมากมาย เมื่อมาเรียนรู้ตัวไม่ดีตัวซาตาน ถ้าจะเป็นจิตวิญญาณก็ฆ่าตัวไม่ดี ตัวซาตานนี้ให้หมด เหลือแต่จิตวิญญาณที่ดี จะอยู่ต่อไปก็เป็นเวไนยสัตว์ขั้นอรหันต์ จะมีจิตอยู่ก็อยู่ไปสิ เพราะรู้ความจริงหมดแล้วว่า สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่นี้คือนามรูป คือธาตุสอง ถ้าแยกได้ก็เป็นอุตุ ดินน้ำไฟลมไป ถ้าแยกเป็นพีชะ ก็ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสุขทุกข์ ไม่มีสภาพสอง ก็เอาสภาพดีนี้ไว้ใช้ แล้วสามารถทำให้เป็น 0 ได้ก็จบ อาตมาก็อธิบายพวกนี้จนกระทั่งใช้สังขยาเลข 0 บ้าง 1 บ้าง 2 บ้างอธิบายแยกแยะให้ฟังโดยใช้ภาษานี้ เป็นสื่ออธิบายสภาวะจนกระทั่งอธิบายทะลุจบจนไม่รู้กี่เที่ยว ที่อาตมาอธิบายอย่างนี้ได้เพราะอาตมาทำได้ อาตมาเป็นจริง บรรลุธรรมพวกนี้ ที่อาตมาพูดอย่างนี้อย่างสบายใจเพราะอาตมาประกาศไปหมดแล้วว่าอาตมาเป็นอรหันต์ อาตมารู้แจ้งอาตมารู้จบอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์มาศึกษาให้เป็นพระพุทธเจ้า รู้จบตั้งแต่เป็นอรหันต์แล้ว เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 1 2 3 4 ถึง 7 ศึกษาไปอีกเป็นระดับ 8 เป็นระดับ 9 จนถึงขั้นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะรู้ในความเป็นจิตนิยามเป็นมนุษย์ชาติ เป็นมนุษย์ชาติที่สูงที่สุดคือพระพุทธเจ้า สูงสุดจนกระทั่งรู้ว่าจิตวิญญาณนี่ไม่ใช่ของพระเจ้า ไม่ใช่ของใคร ของเราเอง ตายแล้วก็สลายไป พระเจ้าก็นั่งเด้อ เฮ้ย! ตายแล้วไปไหน?..ทำไมไม่มาหาข้าล่ะ พระเจ้าก็เด้อไป เพราะเราจับได้แล้วว่า มันไม่ใช่ของพระเจ้า มันเป็นของเราเอง อย่ามาหลอก พระเจ้าไม่มีจริง พระเจ้าคืออวิชา คือยังไม่รู้ตัวเอง พระเจ้าคือสภาวะที่ไม่รู้ตัวเอง ความรู้ที่อาตมาพูดนี้มันก็ซับซ้อน มันเป็นความรู้ที่เรียกว่าโลกุตระ ที่ต่างจากความวนที่อยู่ในโลกียะ ที่เป็นเทวนิยมที่ไม่มีความรู้ที่เป็นปัญญาหรือเป็นความรู้อีกอันนึงต่างหาก ที่มันรู้แจ้งเห็นจริงความเป็นโลกียเต็ม จนกระทั่งสามารถสลายโลกียะออกไป กระจายออกไปจนไม่เหลือ จนดับสัตว์โลกที่อยู่ในโลกียนั้นรู้จักสัตว์โลกที่อยู่ในโลกีย์นั้นว่ามันมีอวิชชาอย่างไร มันหมดอวิชาแล้ว รู้หมดเลย อ่อ..มันมารวมกันอยู่อย่างนี้เอง มันปรุงแต่งกันอยู่อย่างนี้เอง ถ้าเราเลิกปรุงแต่งมัน มันก็แยกตัวไป นี่พูดด้วยภาษาง่ายๆ แต่รู้สภาวะอย่างนี้ยาก รู้แล้วก็เข้ามาทำได้ อย่างอาตมาพูดแล้วก็ทำได้ ที่พูดนี้เหมือนอวดตัวอวดตนน่าหมั่นไส้ แต่ไม่ใช่ ก็ทำได้อย่างไรก็มาพูดอย่างนี้ให้ฟัง อาตมาไม่มีกิเลสแล้ว พูดตามสัจจะ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นก็บอกว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อวดตน พระพุทธเจ้าถ้าจะว่าอวดท่านอวดยิ่งกว่าอาตมา แต่ท่านว่าท่านไม่อวด เหมือนกับอาตมา จริงใจเอาความจริงมาขยายความมาประกาศ สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท…ในหนังสือคนพาลกับบัณฑิต ค้นมาจากพระไตรปิฎกโดยนวพุทธ พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าท่านใช้ภาษาบาลี ท่านก็ว่าของท่านไปเรื่อยๆ เราก็ต้องเอาบาลีมาขยายความเป็นไทยขยายไปอีกหลายชั้น ก็ยากหน่อย พอมายุคนี้ ผู้รู้อื่นก็เพี้ยนไปเรื่อยๆ จากอาจารย์สู่ลูกศิษย์ เถระวาทะคือ วาทะของผู้ที่เกิดร่วมในยุคของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นเถระ เอาวาทะมาพูด อาตมาคือเจ้าแห่งวาทะจริง ท่านที่ว่าเป็นเถรวาท ท่านยืนยันไม่ได้หรอก แต่อาตมาอยู่เหนือความรู้ของคนทั่วไป มันเป็นเรื่องยาก อจินไตย เป็นเรื่องกรรมวิบากที่อาตมาสร้างกรรมวิบากมาจนชาตินี้ก็บอกความจริงว่า อาตมามีความรู้เก่ามาของอาตมา หากว่าอาตมาไม่ใช่ตัวจริง ทำงานมาห้าสิบปี ภาษาที่สองก็ต้องมิจฉาทิฏฐิ คนก็ต้องมาอ้างอิงว่าผิด แต่นี่ทำให้เกิดหมู่กลุ่มสาธารณโภคีได้ มันเป็นไปไม่ได้ง่ายๆนะ คุณวิเศษระดับอุตตริมนุสสธรรม ที่จะมาเป็นคนจน ไม่ใช่คนจนอย่าโง่งมงาย แต่เป็นคนจนที่สบาย อุดมสมบูรณ์ พึ่งพาตนเองได้ เป็นคนจนที่ไม่สะสม เป็นคนจนที่เป็นยอดนักเศรษฐกิจ เพราะว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงสุดแล้ว ที่ถึงขั้นสาธารณโภคีแล้ว เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงสุดแล้ว
640428_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตำหนิให้เขาดื่มได้คือหน้าที่ของผู้ทำงานศาสนา