พลังสังคหะที่ยิ่งกว่าสังคหะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
พลังสังคหะที่ยิ่งกว่าสังคหะ สู่แดนธรรม...สังคหะโลกีย์แล้วเหนือกว่าโลกีย์ นิมนต์พ่อครูอธิบายให้ครับ พ่อครูว่า...พลังสังคหะที่ยิ่งกว่าสังคหะ 1. ทาน ให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทานทั้งหลาย . 2. เปยยวัชชะ. การอบรมสั่งสอนบ่อยๆ ให้แก่คนซึ่งใจต้องการ แก่ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันไพเราะ . 3. อัตถจริยา การชักชวนให้คนมีศรัทธาสัมปทา มีศีลสัมปทา มีจาคะสัมปทา มีปัญญาสัมปทา นี้ประพฤติเป็นประโยชน์กว่า 4. สมานัตตตา ความสมานอัตตาซึ่งกันและกัน (ปรองดอง คือ อัญญมัญญัง) โสดาบันเสมอโสดาบัน, สกิทาฯเสมอสกิทา, อนาคามีเสมออนาคามี, อรหันต์เสมออรหันต์ (ล.23 ข.209) ทานก็คือให้ ให้ เปยยวัชชะ ก็คือ คำตำหนิที่ควรดื่ม เปยยะ แปลว่าของควรดื่ม วัชชะแปลว่าคำตำหนิ คำตำหนิที่ควรดื่ม ส่วนอัตถจริยา แปลว่าความประพฤติ เนื้อหาสาระหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเนื้อแท้แก่นแท้ของการประพฤติ สมานะ กับ อัตต ส่วนคำว่า ตา เป็นปัจจัยทำให้เป็นคำนาม คือสมานอัตตา ทำให้เกิดเสมอสมานกัน กับอัตตาต่างๆในโลก ผู้ที่จะเรียนรู้ ทาน คือการให้ผู้อื่น การเกื้อกูลผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นก็คือสังคหะนั่นเอง การเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นนั่นคือสังคหะนั่นเอง เพราะฉะนั้นคุณเกิดมาถ้าชีวิตจบมีพฤติกรรม ที่เรียกว่าทานก็คือเป็นผู้ที่ อัตถจริยา เป็นการประพฤติที่มีแก่นสารสาระอัตถะ มีประโยชน์ เป็นผู้ที่มีวิธีปฏิบัติ มีการปฏิบัติที่ได้ผล เกิดเป็น สีลสัมปทา ศรัทธาสัมปทา ปัญญาสัมปทา มีการประพฤติได้ มีจริยาที่เข้าเนื้อหาสาระ แล้วก็อยู่อย่างที่คนอื่นเขามีอัตตากันก็พยายามให้คนอยู่ร่วมกันอย่างดีปรองดองกัน สมานกัน มันพยายามจะมีตัวตน มันมีตัวตนมันก็พยายามจะทำให้ตัวตนเป็นใหญ่เป็นเลิศ เป็นผู้ได้เปรียบ ตัวตนข่มคนอื่นได้ นั่นเป็นกิเลสอ
อ่านต่อ
ัตตา ธรรมดาธรรมดา อัตตาโลกีย์ ก็มาช่วยยกันก็มีหน้าที่มาสมานอัตตา ผู้ที่สามารถบรรลุทานบรรลุสำเร็จแล้ว ก็จะมาสอนผู้อื่น มาตำหนิผู้อื่น วัชชะ ตำหนิให้คนอื่นเขาดื่มคำตำหนิให้ได้ ท่านขยาย เปยยวัชชะ เป็นปิยวาจา อรรถกถาจารย์รุ่นหลังๆ ขยายความว่าเป็นภาษาพูด คำตำหนิเขา ให้เขาดื่มคำตำหนิได้นั่นแหละ มันเป็นคำพูดหรือเป็นวาจาที่น่ารัก ปิยวาจา เขาก็เลยแปล เปยยวัชชะว่าปิยวาจา ก็ไม่ผิด คนที่สามารถตำหนิให้เขาดื่มคำตำหนินี้ได้ ตำหนิให้เขายอมรับได้ นี่แหละคือหน้าที่ของผู้ที่จะมาทำงานศาสนา งานศาสนานั้นเกิดมาเพื่อตำหนิคน ให้รู้ตัวว่ามันผิด มันมิจฉา มันอวิชชา ส่วนสิ่งที่ถูกดีแล้วสัมมาแล้วไม่ต้องไปพูดถึงมากมาย ไม่ต้องไปยกย่องว่าเป็นคนดี มีแต่สรรเสริญ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าสรรเสริญเป็นคำต่ำ ไม่พอจะทำให้ละหน่ายคลายอะไรได้ อาตมาไม่นิยมคำสรรเสริญที่จะพูดบ้างก็เป็นโอกาสที่ควรสรรเสริญ ส่วนตำหนินี้เป็นเรื่องตำหนิแล้วตำหนิอีก เหมือนช่างปั้นหม้อที่ปั้นหม้อเมื่อยังเปียกอยู่ สู่แดนธรรม…นิมนต์พ่อท่านอ่านรายละเอียดของเปยยวัชชะ และอธิบายครับ พ่อครูว่า...จะมาพูดแต่คำตำหนิเขาเขาก็ไม่ชอบใจ ผู้ที่ฉลาดผู้ที่มีไหวพริบก็บอกว่าคนนี้ช่างดีจังเลยพูดแต่คำที่เป็นปิยวาจา ผู้ที่พูดแต่คำที่น่ารักสรรเสริญนั้นเป็นคนไม่น่ารัก ผู้ที่มีคำตำหนิอย่างบริสุทธิ์จริงใจ มีความรู้ในการตำหนิ มีเจตนาที่เป็นกุศล มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา เป็นคำตำหนิด้วยเมตตา อาตมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่พูดไปแล้วคนก็ไม่เข้าใจที่อาตมาพูดความจริงตรงนี้ สู่แดนธรรม...มีคนส่งข้อความว่า พ่อครูว่า...ที่จริงทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เทวนิยมไม่เข้าใจฌานวิสัยที่เป็นโลกุตระ แต่ฌานของพระพุทธเจ้าไม่ใช่จะรู้กันง่ายเลย ตัวจบของพลังงานฌานจะจบเมื่อเผากิเลสเสร็จก็เป็นบุญ เป็นตัวประหารตัวจริงตัวเพชฌฆาตตัวจริงส่วนตัวที่เป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจอะไรต่างๆก็คือฌาน ฌานคือพลังงานอุณหธาตุคือไฟ แต่เขาไปแปลฌานว่าเพ่ง ซึ่งมันเป็นภาษาที่บอกวิธีสะกดจิตให้หยุดนิ่งเท่านั้น ฌาน ไม่ใช่เป็นไฟที่เผาแล้วจึงจะเย็น แต่ว่าตัวฌานนี้ไม่เย็น บุญก็ไม่เย็น มีแต่ร้อนเพราะมันต้องสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะให้หายไปเลย มันต้องมีพลังงานเหนือ พลังของฌาน พลังบุญ ต้องมีพลังงานที่เหนือพลังของราคะ โทสะ โมหะ ถ้าไม่เหนือเป็นอุตระแล้วมันจะไปสลายพลังงานราคะ โทสะ โมหะได้อย่างไร มันจะต้องเหนือชั้น เหนือชั้นด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าไว้ว่า ฌานต้องมีปัญญา ปัญญาต้องมีฌาน อาตมาเอาจากพระไตรปิฎก ปัญญาคือการรู้ความเกิดความดับของขันธ์ 5 ศึกษาให้ดี ธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง เรียนให้จบแล้วจะมาพูดได้อย่างอาตมา อาตมาเรียนจบแล้ว อาตมามีสภาวะจริงที่จบแล้ว ก็เอามาพูดด้วยภาษาที่คนที่ฟังจะเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าเรียกว่าภาษาถิ่น อาตมาไม่ใช้บาลีเป็นหลัก แต่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 35) ปัญญาไม่ใช่ความรู้โลกีย์ ความรู้โลกีย์พาไปนิพพานไม่ได้ ผู้ที่ยังไม่มีปัญญาไม่ใช่คนมีฌาน คนมีเฉโก มีฌานโลกีย์เดียรถีย์ ที่ออกป่านั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้ามาประกาศของท่านไม่ต้องหลับตาปฏิบัติ แต่ลืมตาปฏิบัติ มีฌานลืมตา มีปัญญากำกับ ไม่ใช่เฉกากำกับ ตอนนี้เอาหลักฐานจรณะ 15 วิชชา 8 อธิบาย สรุปแล้ว พุทธคุณของพระพุทธเจ้าแท้คือ วิชชาจรณสัมปันโน วิชชาจรณะ คือ พุทธคุณแท้ๆ หรือเนื้อแท้ของแก่นพุทธศาสนา อัมพัฏฐะคือ ลูกศิษย์พราหมณ์ เรียนจรณะ 15 วิชชา 8 แต่มันเพี้ยนไป
640428_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตำหนิให้เขาดื่มได้คือหน้าที่ของผู้ทำงานศาสนา