ศีลทำให้เกิดหิโรตัปปังคือละอายเกรงกลัวอย่างแรงกล้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ศีลทำให้เกิดหิโรตัปปังคือละอายเกรงกลัวอย่างแรงกล้า สิ่งที่เป็นโลกุตระธรรมที่เราทำกันอยู่นี้ เริ่มตั้งแต่สัตว์ แล้วก็ไปด้วยกัน จะเอาแต่สัตว์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันต้องเกี่ยวข้องกับชีวิต ต้องอุตุและพืชด้วย และทิ้งไม่ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อย่างที่พูดแล้ว สามเส้านี้ แล้วจะต้องปฏิบัติเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องรับรู้เป็นปัจจุบันนี้ไปด้วยตลอดเวลา ไปหลับหูหลับตาบอกแล้ว ตีทิ้งไปเลย มันเป็นวิญญาณสัมภเวสี ไม่ใช่วิญญาณฐีติ ไม่ใช่มีวิญญาณมีที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตากระทบรูปนี้คือวิญญาณ หูกระทบเสียงอยู่ในปัจจุบัน คือปัจจุบันชาติทิฏฐธรรม หรือทิฏฐิกาล กาละปัจจุบันนี้ ตาก็ลืมตาสิ่งสัมผัสก็มีอยู่ทนโท่ รูปนามก็มีอยู่ครบ อันนี้เป็นความจริงของจริง หลับตามันหมดไม่มีของจริงไม่มีความจริง มีแต่สัญญากำหนดรู้ขบคิดอยู่ในจินตนาการ มันไม่มีองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ ดิน น้ำ ไฟ ลม สัตว์ บุคคลต่างๆ แล้วก็ประชุมกันอยู่ครบมันไม่ใช่ เพราะหลับตาปฏิบัติไม่มีวันที่จะบรรลุ คุณลืมตาออกมาเริ่มตั้งแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณไม่เอาเรื่องก็ช้าอีกแหละ คุณล้างแต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตา ส่วนหูคุณก็ไม่ล้างเขรอะขระๆปล่อยให้กิเลสหนาขึ้นทางเสียง ปล่อยให้กิเลสหนาทางกลิ่น ปล่อยให้กิเลสหนาทางรสทางลิ้น ปล่อยให้กิเลสหนาทางกายสัมผัสก็ไปอีก คุณก็ล้างอันนี้เสร็จต้องมาล้างอันนี้ เดี๋ยวก็ขึ้นมาใหม่เพราะเราไม่ฉลาด มันดับไม่สิ้นสุดหรอก นอกจากคุณจะฉลาดจริงๆเป็นโลกุตระ คุณดับอันโน้นตายจริงมันหมดเชื้อจริงคุณก็ดับมาเรื่อยๆได้ แต่ถ้าเราไม่เก่งจริงๆก็ทำทีละอย่างๆ เราไม่เก่งจริงๆ แต่คนมันจะเก่งกว่านั้นอยู่มันพอทำได้ 4-5 ทวารนี่ทำได้ ทำได้พอๆกันพร้อมๆกัน ทำได้ ถ้ามีปัญญานิรันดรกุล ถ้าขาดปัญญา คุณก็ไปไหนไม่ออก ศีล จะต้องปฏิบัติตามหลักอ

อ่านต่อ

ปัณณกธรรม 3 ถ้าไม่มีหลัก อปัณณกธรรม 3 อย่างนี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธ คำว่าอปัณณกะ แปลว่า แท้จริง ปัณก แปลว่า ผิด คำสองคำนี้สับสนกันมากเลย อปัณณกะ แปลว่า ของพระพุทธเจ้าแท้จริง อปัณณก คือ 3 ข้อนี้จริง ปัณณกะคือไม่มี 3 ข้อนี้ก็ผิด พยัญชนะ 2 คำนี้เป็นสภาวะเป็นสิริมหามายาสลับกันไปสลับกันมา เขาสลับไม่ถูกมันก็จะผิด มันสลับกันไปกันมาไม่เที่ยงยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้เป็นสิริมหามายา แต่ผู้ที่กำหนดถูกตรงกันแล้ว พวกเราจะกำหนดตรงกันหมด แล้วเราจะไปกำหนดกับคนอื่นรู้ว่าเขากำหนดไม่ตรง เขาไปทางไหนเราก็ไปทางนั้นกับเขาได้ เขากำหนดอันไหนว่าผิดว่าถูกเราก็รู้ความจริงตามเขาได้ ฉะนั้นในการปฏิบัติหลักจรณะ 15 นี้ เข้าใจการปฏิบัติธรรมตามหลักจรณะ 15 ไม่ได้ ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิและปฏิบัติไม่ตรงตามนี้ ไม่มีทางบรรลุธรรม เช่นศีลไม่เอาเลยก็เลิกเลย เอาศีลแล้วแต่เป็นสีลัพพตุปาทาน เอาแต่ศีลตามจารีตประเพณี ไม่มีอปัณณกธรรม 3 ไม่รู้เรื่อง ถ้ามีศีลแล้ว มีอปัณณกธรรม 3 แล้ว มีการสังวรสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสัมผัสแล้วต้องรู้ตัวเองกับความจริง รู้ตัวเองกับความจริงอย่างไร ตัวเองยึดอะไรอยู่ ติดอะไรอยู่ เป็นอย่างไรอยู่กับความจริงที่เรากระทบสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว อ้าว... มันขัดแย้ง มันผิด ข้อสำคัญตรงนี้ แต่ก่อนเราหลงยึดว่ามันถูกๆๆๆ แต่มันผิด ความจริงใจก็จะละอาย ทำไมเรามันโง่ ทำไมโง่มานาน ทำไมไม่รู้ ทำไมเพิ่งรู้ กูเอ๊ยๆ โธ่ นี่แปลคำว่าละอายคำเดียวไปใหญ่เลย มันละอายตัวเอง ยิ่งคนออกมายืนยันว่าอย่างนี้ถูกต้อง ก็ด่าเขาเสียนี่ หาว่าจะมาทำลายสิ่งที่ตนเองยึด อาตมาพูดอย่างนี้หมายถึงใครคนหนึ่งมาว่าอาตมา ถ้าเขาเกิดหิริ เพราะมาตู่อาตมาผิด เมื่อนั้นเขาตื่นเลย ตื่นตามจริงนะตามความเป็นจริง เขาจะละอายอย่างหนัก จะมาขยายความไม่ง่ายเลยปัญญาข้อที่ 1 เมื่อได้ฟังจากสัตบุรุษจากพระโอษฐ์ หรือจากผู้อยู่ในฐานะครูแล้วก็ละอายอย่าง ติพพัง ละอายอย่างแรงกล้า ตอนแรกๆ อาตมาว่ามันอย่างไร ตอนหลังๆค่อยเข้าใจได้ เอามาอธิบายจะดีขึ้นอีกเยอะ ละอาย นี่ภาษาพยัญชนะว่า หิริ เกรงกลัวพยัญชนะบอกว่าโอตัปปะ ในบาลีใช้ว่า หิโรตัปปัง หรือติพพัง หิริกับโอตตัปปะ แต่เอาคำปัจจัยของหางกับอุปสรรคของหัวมาเรียกสภาวะอย่างอื่น ก็เกิดจากเหตุกับปัจจัย กลับไปกลับมา เพราะฉะนั้นติพพัง แรงกล้า ละอายอย่างแรงกล้า อย่างที่อาตมาขยายความแล้ว มันจริงใจจริงจังรู้จริงๆ ว่า กูเอ๋ย นึกว่าจะฉลาด แต่โง่ไม่เสร็จ เพิ่งตื่น เสร็จ จากความโง่แล้วตื่นขึ้นมาค่อยยังชั่วแต่มันก็ยังมีชั่วอยู่อีกเยอะ ก็ต้องพยายามฟื้นตื่นขึ้นมาให้รู้ว่า อ้อ อย่างนี้จริงๆ มันถูกอย่างนี้ เข้าใจชัดแล้วก็เปลี่ยนเลย เปลี่ยนทิศตัวเองที่ไปหลงงมงายอยู่นานๆๆๆๆๆ... และหนักด้วย ก็ตื่นขึ้นมา คำว่าโอตตัปปะ เกรงกลัวต่อสิ่งที่เราได้รู้ว่าตัวเองผิดพลาดไปแล้ว ยึดถือผิดนับถือผิด ได้อาศัยผิด เสพติดอย่างผิดๆอีก นี่แหละ รู้ตัวแล้วคราวนี้ ละอายเป็นลักษณะของจิตที่มันยังไม่แรง พอเกรงกลัว ก็แรงขึ้น แรงจัดหนัก ไม่เอาแล้ว ละอายก็เหนียมๆ ต่อหน้าก็ละอาย ลับหลังก็เอาอยู่ แต่เกรงกลัวนี้ ต่อหน้าและลับหลังไม่เอาเลย มันชัดเจนจริงๆว่าเราหนอ มันจริงที่สุดไปเห็นความจริงว่า อื้อหือ เราโง่มานาน ไปติดยึดไปเสพเอามาเป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นโทษเอามาเป็นประโยชน์ งมงายอยู่ได้ ควรจะเลิก คำว่า ละอายกับเกรงกลัว 2คำนี้จึงอยู่ด้วยกันสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ แม้ 2 ตัวนี้ก็เป็นเทวะผู้ยิ่งใหญ่ แค่ ความรู้สึกละอายจนถึงขั้นเกรงกลัวคุณก็เจริญขึ้นแล้ว พอเกรงกลัว ก็จะไม่เอาแล้วเลิกขาด เว้นขาด ปล่อยวาง ไม่เอา ละอายยังต่องแต่งๆ แต่ถ้าเกรงกลัวนี้ชัดแล้ว ภาษาบาลีคือโอตตัปปะ เมื่อรู้สิ่งนี้แล้วเลิกได้มา ก็ถึงจะเข้ามาศรัทธา เข้ามานับถือ เข้ามายอมรับสิ่งที่ถูก หรือ ผู้ที่นำสิ่งที่ถูกมาให้เรา ที่จริง อาตมาให้ตั้งนานแล้วนะ แต่ป่านนี้เขาจะรับไปหรือไม่ก็ไม่รู้ ที่พูดไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ถ้ายังไม่ตาย ส่วนมหาบัวตายแล้วก็เอาละ แต่ก็ต้องอาศัยท่าน มหาบัวก็ตามที่ท่านประพฤติปฏิบัติท่านทำจริง แล้วลูกศิษย์ลูกหาก็ยังไปงมงายยอมรับนับถืออยู่ มันผิดก็ต้องบอกให้รู้ตัว ไม่ใช่บอกให้เนรคุณอาจารย์นะ อาจารย์ก็เป็นอาจารย์แม้จะสอนผิดก็เป็นคุณค่าบุญคุณ ก็เราโง่เองเราไปติดไปยึด แต่เขาลงทุนลงแรงเขาช่วยเรา มันก็ต้องชัดเจนอย่างนี้เนรคุณไม่ถูกหรอก แม้คนที่สอนเราผิดมาเก่า จะไปเนรคุณท่านไม่ได้ คุณโง่ของคุณเองแล้วจะไปลงโทษคนอื่นได้อย่างไร แต่ท่านลงทุนสอนเราแนะนำเรา แม้ท่านผิดท่านก็จริงใจ เว้นแต่ว่า คนที่สอนเราผิดนั้นรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองสอนสิ่งผิด คนนี้แหละ แหม ทีหลังอย่าคบเลย แม้จะเคยเป็นครูบาอาจารย์ก็เข็ด แต่เราไม่ต้องไปทำอะไร เขาจะไปตามวิบากวิบากเขาทำเขาจะเป็นเองเราไม่ต้องไปซ้ำเติมอะไรเลย คนจะชั่วหนักขนาดไหนก็อย่าไปซ้ำเติม เขาจะเป็นไปตามวิบาก คุณจะเข้าใจกรรมเข้าใจวิบากยิ่งขึ้นชัดขึ้นเลยว่า อ๋อ กรรมวิบากไปจัดการกันเองอย่างนี้ไม่ต้องอาศัยใคร เป็นเรื่องจริงของกรรมวิบาก เราก็ทำหน้าที่ของเราไป เพราะฉะนั้นถึงขั้นหนึ่งก็ปล่อยคุณไปตามยถากรรม คือไปตามกรรมวิบากของคุณเอง เช่น อาตมาบอกว่าปล่อยสัตว์ทั้งหลายแหล่อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเลย เราเอาตัวรอดให้ได้ก่อนเถิด สัตว์ทั้งหลายเราไม่เกี่ยวข้องก็ดีแล้ว ไม่ต้องไปช่วย ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปทำอะไร ของเราก็โอ้โห เขาจะเป็นไปตามวิบากของเขา เคยอธิบายยกตัวอย่างให้ง่ายๆ ก็งูมันจะกินเขียดแล้วดันไปแย่งเขียดจากปาก งูมันกัดเอาตายได้นะ แต่ถ้ามันกัดไม่ได้มันก็จะจองเวรจองกรรมคุณนะ ไปห้ามไม่ให้มันจองเวรจองกรรมไม่ได้ อาตมาอธิบายถึงขั้นว่าขนาดคุณไปเหยียบหัวงู โดยที่ไม่ได้เจตนา มันรู้หรือว่าคุณไม่เจตนาแต่มันตายมันเจ็บแล้วมันจะโกรธคุณไหม เราบอกว่าเราไม่เจตนานะ งูมันจะบอกว่าอภัยให้หรือ มันรู้หรือ ไม่รู้หรอก ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น อย่าไปยุ่งกับมัน เรื่องสัตว์เดรัจฉานพูดกันไม่รู้เรื่อง ขนาดมนุษย์ยังต้องแบ่งกันว่า พาลชน อย่าไปเกี่ยวกับเขา เขาเข้ามาใกล้เราก็ห่าง อย่าไปให้เขามาทำชั่ว เขามาทำชั่วกับเรานั่นบาปหนักหนานะ เราอย่าไปให้เขามาใกล้เรา เราป้องกันอย่างหนึ่งไม่ต้องไปตอบโต้อะไรเขา ไม่ใช่ว่าเรารังเกียจ แต่มันอยู่ในวาระที่จะต้องทำอย่างนี้ ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเรามาศึกษาแต่เฉพาะคน ขณะนี้ ยุคนี้ กาลนี้ เราจะบูรณะโลกุตตรธรรมตอนนี้ เอาแต่แค่คน สัตว์นั้นตัดไปเลย อาตมาถึงว่า อย่าว่าแต่ไปเลี้ยงสัตว์เลย กินเนื้อสัตว์ก็ไม่ต้องกิน ยิ่งไปเลี้ยงสัตว์แล้วจะผูกพันธกิจกับสัตว์ไปอีกตั้งเท่าไหร่ มันไม่ได้ อย่าไปก่อกิจให้เป็นพันธะแบบนั้นขึ้นมาอีก ไปก่อกิจไปทำพันธะขึ้นมาอีกอย่างนั้นมันยุ่ง อย่าไปมีพันธกิจอย่างนั้นกับมัน เลิก ไม่ต้องเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นเราก็มาทำแต่เฉพาะ วันนี้ ต่อไปนี้ ขณะนี้เรามีหน้าที่ ตัวเราเองสูงสุดหรือยัง สูงสุดแล้วเป็นอรหันต์ระดับหนึ่ง อรหัตตผล ก็อรหัตตผล โสดาบันก็เป็นขั้นที่ 1 อรหัตตผล สกิทาคามีก็เป็นขั้นที่ 2 อรหัตตผลอนาคามีก็ขั้นที่ 3 อรหัตตผลในอรหันต์เป็นขั้นที่ 4 ถือว่าออกมาจากกรอบของ 3 ได้ เทวนิยมอยู่ในกรอบของ 3 วน ออกมาเป็น 4 คนก็ไปคบหา 5 และ 6 ได้ แต่ว่า 3 นี้ ไม่มีวันเห็น 4 5 6 ได้หรอก ไม่รู้จะอยู่ในนี้นิรันดรหรือเปล่า เพราะเขาไม่รับ เขาก็วนอยู่อย่างนั้น พอเริ่มมี ปรโตฆษะ เริ่มเห็น 4 ตอนแรกนึกว่าโลกนี้มีแต่ 3 พอเห็นก็เริ่มรู้ว่ามี Dimension ที่ 4 ด้วยหรือ 4th Dimension (สู่แดนธรรมว่า...ตอนนี้มี 5G 6G ) ถ้า 7G เมื่อไหร่ก็หยิบต้นหญ้าจากข้างทางมาเป็นดาบได้เลย เพราะฉะนั้นศีลจะทำให้เกิดจิตเจริญเป็น อธิจิต จิตเจริญคือ ทำจิตให้สูญจากกิเลส หน้าที่ของผู้ศึกษาจึงต้องรู้จักกิเลส รู้จักกลิธาตุ ธาตุที่เป็นตัวกลิ เป็นตัวโทษตัวภัย เริ่มตั้งแต่ กายกลิภายนอกก่อน กว่าจะมาถึงจิตกลินี้อีกนาน ล้างกายกลิก่อน ที่เกี่ยวข้องกับภายนอก ในแวดวงรัศมีที่ตนเองเกี่ยวข้องสัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสด้วยสิ่งที่เป็นวัตถุ เป็นพืชเป็นสัตว์ เป็นคน เกี่ยวข้องกันอยู่นี่สัมผัสกันอยู่นี้ อันใดสัมผัสแล้วมันก่อให้เกิดกิเลส ก่อกลิ ก่อให้เกิดโทษ ดูดก็เป็นภัย ผลักก็เป็นภัย ดูดมากเกินเป็นภัยแน่ ผลักมากเกินเป็นภัยแน่ ฉะนั้นเราต้องรู้จักสัดส่วน เอาพอเหมาะ ปโหติ เอาให้พอดีสมสัดส่วนก็อธิบายด้วยภาษาได้แค่นี้เหมาะกับแต่ละคนไม่เท่ากัน และมิติก็คนละต่างมิติ นัยก็คนละนัย ประเด็นก็คนละประเด็นไม่ตรงกันทีเดียวอาจจะคล้ายกันบ้าง ซ้ำกันบ้าง หลายอัน เล็กๆในน้อยละเอียดไปไม่มีใครเหมือนกันหรอก 2 อันไม่มีอะไรเหมือนกันหรอกให้เป็นแฝดขนาดไหน ปรมาณูแฝด ละเอียดยิบที่มันต่างกัน คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้รายละเอียดความต่างกันได้ง่าย คุณก็เอาของคุณนั่นแหละเท่าที่คุณจะมีเซ้นส์ หรือมีตัวรู้ที่จะไปกำหนดรู้มีสัญญากำหนดได้ ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น เรารู้ความต่างกับความเป็นอันเดียวกัน ที่สรุปจบที่สุดก็คือความต่างกับความเป็นอันเดียวกัน เท่านั้นเองที่เรียนในโลก

640425_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติศีล ให้ถึงอรหัตตผลโดยลำดับ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน