สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำความเข้าใจเรื่องกายให้สัมมาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำความเข้าใจเรื่องกายให้สัมมาทิฏฐิ กายนั้นพระพุทธเจ้าหมายถึง จิต มโน วิญญาณ อย่าไปวุ่นวายกับสรีระ เพราะมันรู้กันได้ทั่วโลกียะศึกษาได้ แต่กายนั้นที่เป็นจิต มโน วิญญาณ หากไม่ได้ยินได้ฟังจากสัตบุรุษไม่สามารถรู้ได้หรอก ไม่สามารถเบื่อหน่ายหรือหลุดพ้นได้เลย ในมูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนัง ก็พิจารณากันผิด เอาแต่เดินหนอ ย่างหนอ ก้าวหนอ ไม่ได้แยกกายแยกจิตแล้ว มูลกรรมฐาน 5 ท่านให้แยกกายแยกจิตให้ชัดเจน เช่นเล็บตรงไหนเป็นกาย ถ้ามันยังรับอาหารจากร่างกายมันก็ยังเจริญได้ แต่มันไม่มีเวทนาแล้ว ส่วนของเล็บก็ตาม ผมก็ตาม ขนก็ตาม ฟันก็ตาม หนังอาจละเอียดหน่อย เพราะมันมีหนังหลายชั้นติดกันมาก ผมก็อธิบายได้ง่ายกว่าเล็บอีก ฟันก็ยังยาก แต่อธิบายไม่ยากหรอก มูลกรรมฐาน 5 ให้รู้จักแยกกายแยกจิต อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นพีชะ ส่วนเล็บที่ติดกับร่างก็เป็นชีวะ แต่ไม่มีการรับรู้สึก ก็ไม่มีเวทนาครองไม่มีวิญญาณครอง จึงยังไม่มีกรรมครอง เป็นพลังงานที่ไม่มีกรรมวิบากไม่มีความรู้สึกไม่มีวิญญาณแท้ วิญญาณต้องอยู่กับขันธ์ 5 เป็นรายละเอียดที่เดาเอาไม่ได้คิดเอาไม่ได้ อาตมาก็คิดเอาไม่ได้ ต้องเป็นภูมิธรรมระดับพระพุทธเจ้า จึงสอนได้ กายแปลว่า กอง ฝูง ,หมวดแห่งเจตสิกธรรม คือเวทนาสัญญาสังขาร เป็นองค์รวม ต่อจากนั้นเป็น กายกรรม ที่เข้าใจทั่วไปคือกิริยาภายนอก กายกรรมคือสิ่งที่พึงกระทำทางกาย การออกกำลังกาย (อันนี้เพี้ยนไปแล้วอาตมาว่านะ) มันไม่มีความรู้สึกทางจิตไปร่วมเลย กายกรรมอาตมาว่า การกระทำร่วมกันของรูปกับนามแล้วเกิดเจตสิก 3 ถ้าอาตมาแปลจะแปลอย่างนี้ กายกัมมัญญตา เขาแปลว่า ความคล่องแห่งกาย แต่ถ้าเข้าใจแค่กายกรรมวจีกรรมก็ไม่ถูกหมด แต่เขาแปลว่าความเป็นของควรแห่งการงานของกองเวทนาสัญญา

อ่านต่อ

สังขาร อันนี้แปลถูก กายกลิ เขาแปลว่ากายโทษ สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย ถ้าหากแปลกายว่ารูปกับนามก็ถูกต้อง แต่ถ้าแปลกายว่าคือดินน้ำไฟลมก็แปลแค่ สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกายกรรมวจีกรรม มันก็ไม่ครบ แต่ที่จริงคือกิเลสคือสิ่งชั่วช้าในรูปกับนาม คือนามเป็นหลักที่เป็นประธานสิ่งทั้งปวง กายกสาวะ คือ ความหมักหมมแห่งร่างกาย (ในพจนานุกรม) อาตมาว่ามันมีในร่างก็ได้แต่ว่าหมายถึงจิตในร่าง คือจิตที่อยู่ในร่าง กายคตา คือ การดำเนินไปของกาย เขาแปลว่าสิ่งที่อยู่ในกาย และสิ่งที่เป็นไปในกาย เขาหมายแค่ร่างภายนอกก็ผิด แต่ถ้าแปลว่าคือรูปและนามก็ตรงตามพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่เป็นไปในองค์ประกอบรูปนาม โดยเน้นนามคือตัวประธาน กายคันธะ คือ กิเลสเครื่องร้อยรัดกาย กลิ่นเกิดจากกาย เครื่องหอมสำหรับลูบไล้กาย แต่อาตมาว่าองค์ประชุมนามธรรม จะรู้ได้ด้วยกลิ่นก็ไม่ใช่ หากไปแปลกายเพียงรูปธรรม ก็เลยยาก กายคุตตะ คือผู้มีร่างกายอันคุ้มครองแล้ว ผู้มีรักษากายได้แล้ว ผู้มีกายสงบ แต่ถ้าเข้าใจกายสงบคือ เพียงภายนอกดินน้ำไฟลมสงบเย็นไม่ใช่ แต่ที่จริงเน้นจิตวิญญาณสงบ ยิ่งจิตวิญญาณสงบมากเท่าไหร่ กายเวทนาสัญญาสังขาร ก็ยิ่งคล่องแคล่ว กายปัสสัทธิ เขาก็แปลว่า ความระงับแห่งนามธรรม หรือเจตสิก อันนี้ถูกต้องแล้ว หรือความสงบระงับแห่งกองเวทนาสัญญาสังขาร กายปาคุญญตา แปลว่า ความคล่องแคล่วของกาย แต่ถ้าเข้าใจคำว่ากายคือแค่ร่างก็ไม่ใช่ แต่ถ้าแปลว่า ความคล่องแคล่วของเวทนาสัญญาสังขาร ถ้าเน้นแต่รูป ผิด แต่ถ้าเน้นนาม ก็ถูกต้อง กายภาวนา เขาแปลว่า ความสำเร็จของกาย การฝึกอบรมกาย ถ้าเข้าใจว่ากายก็คือร่างนั้นผิด ที่จริงภาวนาหมายถึงความสำเร็จทางจิต ไม่ใช่แค่ร่างนะ ไม่ว่าจะพระกรรมฐานพระธุดงค์หรือแม้แต่พระเปรียญในเมืองก็หมายเอาว่าภาวนาคือความสำเร็จทางจิต แต่ถ้าแปลแค่ความสำเร็จผลของร่างกายมันก็ผิด ทำอย่างอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมังคือ ทำซ้ำอย่างที่ได้ผลนี้แหละ ทำให้มาก ทำให้บ่อยทำให้สำเร็จ ทำซ้ำๆๆๆ ทำเข้าไปให้เสพคุ้น จึงเป็นอนุรักขณาปธาน จะเกิดอเนญชาภิสังขารยิ่งขึ้น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นดีขึ้น

กายมุทุตา ความอ่อนของร่างกาย หรือความอ่อนแห่งนามธรรมคือเจตสิก อันนี้เข้าเค้า ความแววไวความคล่องแคล่วของนามธรรมคือเจตสิก 3 คือเวทนา สัญญา สังขาร คือกายมุทุตา ใน วิการรูป คำว่ามุทุ อาตมาแปลว่าจิตหัวอ่อนแววไวทั้งปัญญาเจโต ปรับได้รู้ได้เร็ว ทำได้คล่องทั้งคู่ คือกายมุทุตา กายลหุตา ลหุแปลว่าเบา เขาก็แปลว่าความเบาของร่างกาย เหมือนจอมยุทธ์ ที่มีวิชาตัวเบา กายลหุตา อีกอันแปลว่า ความเบาแห่งนามธรรม คือเจตสิกหรือเวทนา สัญญาสังขาร เป็นความเบา ไม่มีน้ำหนัก หรือว่าจะทำให้เบาให้หนักเท่าไหร่ก็อยู่ที่จะทำได้ คำว่า ตา เป็นปัจจัยให้ สกัด เพื่อให้ศัพท์คุณเป็นนามนาม ก็ใช้ได้ หากเขามีสภาวะก็ไม่มีปัญหา กายวิการ เขาก็ไปแปลว่าความพิการของร่างกาย ก็ต้องไปแข่งพาราลิมปิก อย่างนั้นมันไม่ใช่ มันเป็นความยิ่งของนามธรรม นามธรรมสามารถทำให้ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตาได้ วิการรูปมี 5 อย่าง รวมกายวิญญัติ กับวจีวิญญัติอีกสอง คำว่าวิการ รากศัพท์นี้ หมายถึงความยิ่ง ความวิเศษ ความสูงขององค์ประชุมคือรูปนามคือกาย โดยเฉพาะเน้นที่จิต วิการ จึงมีความพิเศษสามารถทำให้เร็วได้ตามต้องการมุทุ ทำให้เกิดงานกัมมัญญตา ทำให้ดีเหมาะควรที่สุดควบคุมเองได้จะให้แรงเบาเท่าไหร่ ให้เร็วเท่าไหร่จะดัดได้ทำได้ แล้วก็มาทำงานได้สัดส่วน เป็นการงานที่เหมาะควร เป็นการงานที่ดีที่สุดประมาณได้เหมาะสมสุด เป็นประโยชน์สูงสุด เรียกว่า กายกัมมัญญตาหรือยิ่งเป็นกายวิญญัติ อาการเคลื่อนออกมาภายนอกหรือวจีวิญญัติ เป็นองค์ประชุมของท่าทางลีลาซุ้มเสียงสำเนียงหรือมีแต่ภาษาออกมาเสียงออกมาเป็น วจีวิญญัติ มีวาทิตะคือคำที่เลือกสรรมาแล้วเป็นร้อยแก้ว เลือกใช้อย่างอาตมาก็ยังแรง แต่ก็ชัดเจน เพราะยุคนี้ต้องหยาบหน่อยไม่ได้ดูถูกนะ อาตมาเสียรังวัดนะ ที่หยาบ เพราะคนก็จะมองว่ายังหยาบ ไม่สุภาพเรียบร้อยอาตมาก็ต้องยอมใช้ เพื่อความเข้าใจ ส่วนคนจะเข้าใจว่ายังไม่สูงก็ไม่เป็นไร จะเอาความหยาบขนาดนี้มาชี้ว่าต่ำก็ไม่เป็นไร หรือจะมองเอาเนื้อหาที่แท้ว่าสูงหรือต่ำก็ตัดสินเอา กายสมังคี มีกายฟังเพลงกันหรืออันพรั่งพร้อมด้วยกาย ที่จริงคือรูปนามครบพร้อมบริบูรณ์หมด กายสังวรก็เป็นการสังวรควบคุมระวังกาย ที่จริงเป็นการดูแลควบคุมทั้งรูปและนามโดยเฉพาะเป็นเน้นที่จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง กายสังสัคคะ เขาแปลว่า การจับต้องกายการสัมผัสกาย การเกี่ยวข้องทางกาย พยัญชนะมันเต็มแล้ว กายสังสัคคะ สัคคะแปลว่าสวรรค์ สังสัคคะคือปรุงแต่งสวรรค์ องค์ประชุมของสวรรค์ทั้งรูปและนามเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น สมบูรณ์ของการทำรูปนามให้ดี ถ้าแปลแบบเทวนิยมสวรรค์เป็นภพชาติ ผู้มีทิพย์จะหยั่งในสวรรค์ได้ แต่นั้นมันใช่ที่ไหนกายมันทิ้งภายนอกไม่ได้ ต้องมีภายนอกด้วย ในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหากเอาแต่ในไม่เอานอกไม่มีรูปไม่ได้ แม้นั่งหลับตาทำสมาธิก็ต้องไม่ทิ้งภายนอก อย่างน้อยก็เหลือรู้สึกลมหายใจได้อยู่ จะไม่เหลือความรู้สึกต่อดินน้ำไฟลมเลยไม่ได้ หากนั่งอานาปานสติ ขาดจากลมแล้วไม่มีกายในการปฏิบัติธรรมไม่ครบรูปนาม ไม่เป็นธรรมะสอง เพราะไม่เกี่ยวกับมหาภูตรูป ต้องครบมีการสัมผัสทวารทั้ง 5 ทิ้งไม่ได้ ในรูปธรรมต้นๆ โคจรรูป 5 ปสาทรูป 5 เกิดภาวรูป 2 ในหทยรูป มันไม่ได้อยู่ที่ไหนที่เป็นตำแหน่งกำหนดแต่มันมีในคูหาสยังนี้แหละ แต่รู้ได้ ทหยรูป ท คือความแข็งแรง ทห ทหารคือความกล้าแข็ง ห คือมี เช่นโหติ มันมีแล้วมีที่อยู่เป็นอาการสัมผัสได้ เป็นหทยรูป (เขาอธิบายว่าคือหัวใจห้องที่สี่ เป็นรูปตรงนั้น) ซึ่งไม่ใช่ มันเป็นนามธรรม เมื่อรู้แล้วก็เรียนชีวิตรูป โดยเฉพาะชีวิตของกิเลส อาการกิเลส มีชีวิต เราต้องทำชีวิตอาการกิเลสให้หมด เกิดจากอาหารรู้สึกอาศัยอะไร เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ หรือเกิดจาก ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เกิดจากสัมผัสอาหารคือคำข้าว ที่จะสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ การปฏิบัติธรรมที่ไม่ผิด จึงให้ปฏิบัติเรื่องอาหาร โภชเนมัตตัญญุตาหรือมัตตัญญุตาจภัตสมิง ให้พิจารณาเรื่องอาหาร แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกินอาหาร ส่วนรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างอื่นคุณก็ทิ้งได้หมด แต่อาหารนี้ทิ้งไม่ได้ เป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าก็ยังต้องกินอาหาร การปฏิบัติที่ไม่ผิด คือ สํารวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ หากไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 มีแต่อยู่ข้างในใจ ก็จะปฏิบัติไม่ครบ ยิ่งไม่ได้มีการปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา คุณก็จะไม่มีทางตื่น ไม่ชาคริยา จะหลับจะหลบแต่ในสัญญา ภวังค์ ในภพ เป็นการปฏิบัติที่ผิดไม่เข้าหลักเกณฑ์ 3 หลักนี้ จะต้องปฏิบัติไปตามศีล กำหนด เบื้องต้นให้ปฏิบัติศีล 5 คุณก็จะต้องปฏิบัติให้จิตใจบรรลุในศีล 5 เป็นอธิจิต อธิปัญญา จะบรรลุเป็นขั้นต้นคือโสดาบัน สูงขั้นมาเป็นศีล 8 จะสูงจะต่ำก็อยู่ที่ศีล ศีลเป็นเครื่องวัดที่ต่ำสุดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่ามาชมที่เรามีศีลก็ยังต่ำนัก ศีลข้อที่ 1 ต้องมีใจเอ็นดู หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวก็ตาม จะไปตัดรอนเขาทำไม เขาอาจจะพัฒนาไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแต่ถ้าไปตัดรอนก็อนันตริยกรรม แต่ถ้าจะบอกว่าอนันตริยกรรมก็ไม่มีอะไรอนุโลมก็ไม่รอด จะซีเรียสเกินไป แต่ถ้าผู้ชัดเจนแล้วเราเลี่ยงได้ไหม ไม่ต้องทำให้สัตว์ใดตาย คุณจะไปสร้างวิบากใส่ตนทำไม ศีลข้อ 2 หมายถึงของ วัตถุทรัพย์สินเงินทองมันไม่ใช่ของเรามันเป็นของคนอื่นก็อย่าไปเบียดเบียนเอามา ไม่ใช่ของเรา เรื่องชีวะก็ต่างคนต่างรัก แต่เรื่องข้าวของเขาก็รักของเขาในแต่ละคน ของเป็นอุตุนิยาม ส่วนชีวะเป็นจิตนิยาม ก็ให้ระวังศีลข้อ 1 ก่อน ข้อ 2 เป็นอันดับต่อมา ศีลข้อ 3 การสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นรสชาติ สามอย่างนี้ครบแล้วในศีล 5 อย่าไปหลงไปสุขทุกข์ น่าได้น่ามีน่าเป็นกับสิ่งเหล่านี้เลย แม้การสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียง มันก็ไม่มีรสชาติสุขทุกข์จริงหรอก กายสังสัคคะ คำว่าสัคคะคือสวรรค์ หากอธิบายทานไม่เป็นอัตถิทินนัง ศีลไม่เป็นอัตถิยิฏฐังก็เลยอธิบายเป็นภพชาติไปหมด การรู้โทษสิ่งที่สัมผัสได้นี่แหละต้องเรียนรู้ อย่าไปปฏิบัติกับสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ ต้องปฏิบัติกับสิ่งสัมผัสเป็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์กับทางตาหูจมูกลิ้นกายนี่แหละ ต้องแยกมโนปวิจาร 18 แยกให้ออกเป็นเนกขัมมะกับเคหสิตะ แยกให้ออกโลกุตระกับโลกียะ จุดนี้เป็นตัวชี้บ่งว่าจะเป็นโลกุตระหรือไม่ เรียกมโนปวิจาร คือมโน ที่มี ปะ คือการอ่าน ในวรรค ป ผ ภ พ ม ก เป็นตัวตั้งเป็นนามธรรม จ เป็นตัวรู้ สมบูรณ์แบบเป็น ต เกิดจาก ป คือกรรมการงาน ก เป็นตัวตั้ง เป็นการกระทำบทบาท เพราะเริ่มมีตัวตน แต่ ป ก็เป็นตัวเริ่ม ต้องมี ผ หรือผัสสะต่อจึงอ่านได้ ว คือเศษวรรค ย ร ล เป็นสามเส้า ว ส ห ต่อมาเป็น ฬ อํ ถ้าตัด รุ่งริ่งของ ฬ ออกเป็นพฤติกรรมแท้ เป็น พ พาน เต็มรูป ตัดอลังการออกจาก ฬ คือสภาวะที่เกิดจากพยัญชนะไม่ได้เดานะ ฟังจะสับสนไปด้วย วันหลังพูดไม่เหมือนเดิม ถ้าไม่มีสภาวะของจริงรองรับ มันจะไม่คงที่ เรื่องนี้อาตมาก็ดึงออกมาไม่หมด ขอยืนยันว่าไม่มีใครมาเจาะลึกอธิบายหรอก หากว่าอยู่ต่อไป ก็จะอธิบายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้หวังเพื่อจะได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขได้คำยกย่องเยินยอ แต่คนไม่รู้ก็จะยิ่งด่า เยอะขึ้นทุกวัน พวกคุณฟังได้ เกิดอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการ

กายสักขี คือสิ่งที่ยืนยันทนโท่ทั้งรูปและนาม หรือแม้แต่ยืนยันรูป นามยังไม่ได้ ในสายศรัทธา พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไม่ได้หรอก ให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีทั้งรูปและนามมีทั้งภายนอกและภายใน หากเข้าใจวิโมกข์ 8 ไม่ได้ วิโมกข์ 8 มีทั้งรูป อรูป และมีทั้งภายนอกและภายใน รูปีรูปานิปัสสติ ผู้มีรูปต้องเห็นรูป หากคนตาบอดก็ขาดรูปไม่บริบูรณ์ก็ทำได้ไม่ครบ เช่น รูปนี้มีนะ สิ่งนี้สีแดง แต่คนตาบอดก็คงต้องเดาเอาว่าเป็นอย่างไร ได้แต่จินตนาการไป ไม่มีรูป มันมีรูป สิ่งนี้มันมี คนที่มีตาหูจมูกลิ้นกายครบก็จะเห็นว่ามันมีรูปของตัวของมัน คนมีประสาทตา คนมีประสาทสัมผัสเห็น ผู้มีรูป หนึ่งรูป สองรูปานิ คือผู้มีรูป คนตาบอดไม่มีรูป คนหูหนวกไม่มีรูป คนประสาทเสียก็ไม่มีรูป คนประสาทที่ลิ้นไม่มีก็ไม่มีรูป คนประสาทกายสัมผัสไม่มี พวกอสัญญี กายสัมผัสไม่รู้สึกก็ไม่มีรูป รูปมันมี แล้วผู้ที่มีองค์ประกอบครบ สามารถ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...พ่อครูกำลังอธิบายวิโมกข์ 8 รูปภายนอกไอ แต่ภายในพยายามเทศน์ต่อ ต้องให้ขันธมารเบาลงไปก่อน พ่อครูว่า...สักขีคือ สิ่งที่ยืนยันทั้งภายในและภายนอก แต่ถ้ามีแต่ภายในไม่มีกายเช่นกัน คนทุกวันนี้เข้าใจว่ากายคือมีแต่ภายนอก แต่เมื่อกลับว่ากายหมายถึงภายใน ก็ชักจะยุ่ง เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจชัดเจนไม่สับสนเลยว่า อันนี้หมายถึงภายนอกอันนี้หมายถึงภายใน อันนี้หมายถึงภายในอันนี้หมายถึงภายนอกนะ การสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงขยายความไม่ง่ายๆ พวกสายศรัทธานั่งหลับตามีแต่ภายใน จะเข้าใจได้ยากมาก แต่พวกที่เป็นสายปัญญาจะชัดเจนง่าย แล้วเข้าใจได้ ปฏิบัติอย่างมีภายนอกภายในครบเป็นสัมมาทิฏฐิก็จะพูดกันรู้เรื่องง่าย กายสักขี ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มันไม่ถูก มันจะต้องสัมผัสรูปให้เห็นเป็นปัสสติ คุณก็มีรูปมีทวารรับรู้ มีประสาทไม่บกพร่องก็ต้องเปิดทวารรับรู้ ถ้าไม่เช่นนั้นไม่ครบพระพุทธเจ้าไม่ยอมรับว่าเป็นอรหันต์ แม้แต่ว่าอาสวะบางอย่าง ของกายสักขี คนมีบารมีก็ดับได้ภายในของเก่า เพราะฉะนั้น อาสวะบางอย่างก็ดับได้แต่ถ้าคนไม่มีบารมีเลย ในกายสักขีก็ดับไม่ได้เลยนะ กายสักขี พระพุทธเจ้าระบุไว้ว่า [42] บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “กายสักขี” ที่มีคำแปลในพระไตรปิฎกว่า [41] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ) นั้น ไม่ได้หมายความว่า ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาเลย คำว่า กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ คือต้องสัมผัสในขณะนั้นๆเป็นปัจจุบัน แต่พวกกายสักขี หากไม่มีสัมผัสทวารนอกในปัจจุบันด้วยก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ไม่ได้บรรลุ แต่ว่าสายปัญญานี้ จะมีสัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่ต้น สัมผัสทั้งนอกและในครบมาตั้งแต่ต้น ส่วนสายศรัทธานี้ไม่ครบ ได้วิมุติบ้าง เป็นกายสักขี ยืนยันว่าภายนอกทำได้ บางทีดูภายนอกเก่งกว่าปัญญาวิมุติอีก อย่างพระมหาวีระ เปลือยกายอยู่บนเขา มักน้อยสันโดษ หรือสายพระป่าพระธุดงค์ มักน้อยสันโดษยิ่งกว่าพวกเราอีก พวกเรายังมีอะไรเหลืออยู่เยอะ ดูรูปธรรมไม่ได้เป็นพยานเป็นสักขีได้อย่างเขาแต่เป็นสภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีราวภาโสต้องเรียนรู้ให้ชัดเจนต่อไป จะเข้าใจได้

1 . ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) คำว่าเอโกไม่ใช่ไปอยู่คนเดียว แต่ว่า กำหนดรู้ของเราเองนี่แหละตั้งแต่ภายนอกเข้าไปถึงภายใน ทั้งกาม รูป อรูป ละเอียด มีครบทั้งรูปภายนอกภายใน คลุมหมด อาตมาก็แปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป หมดครบ เรียกว่าเป็นผู้มีสัญญากำหนดรู้ได้ แต่ถ้าเอา อรูปสัญญี แปลว่าไม่กำหนดสัญญาเลย ทั้งนอกและใน ก็แย่สิ ถ้าไปนั่งหลับตามันก็จะกำหนดรู้นอกหรือในได้อย่างไร (สู่แดนธรรมว่า...เป็นตาทิพย์) พ่อครูว่า...ก็สัญญายนิจจานิของเขาเองเอามายืนยันกับคนอื่นรู้ร่วมด้วยไม่ได้ ไม่มีสมมุติสัจจะ เอาแต่ปรมัตถสัจจะ สู่แดนธรรมว่า...เขาก็ว่าเขาปัจจัตตัง พ่อครูว่า...อาตมาก็มีปัจจัตตังมีแต่ปัจจัตโต เอามาให้รู้ด้วยได้อย่างอาตมาไหม สมบูรณ์แบบกว่ากันไหม แต่ก็ต่างคนต่างยึดถือกัน ก็ต่างคนต่างทำไป แต่ถ้ารู้ร่วมกันได้ก็มาศึกษาร่วมกันก็เจริญเพิ่มขึ้นได้

610209_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำความเข้าใจเรื่องกายให้สัมมาทิฏฐิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน