สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติไตรสิกขาเข้าสู่กระแสโสดาบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติไตรสิกขาเข้าสู่กระแสโสดาบัน _กุศลา ธัมมา สงสัย การนั่งสมาธิ กับการเป็นคนดี มีจุดที่สามารถรวมกันได้อย่างไร สำหรับความคิดของคนๆหนึ่งที่เอาการนั่งสมาธิเป็นบาทเบื้องต้น พ่อครูว่า...ถ้าจะอนุโลมบ้างสำหรับคนไม่มีปัญญาก็ได้ แต่คนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้คนอีกพวกหนึ่งดูแลไป เหมือนกับคนที่ต้องเข้าคุกต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาบังคับกันไป ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะไปเอาภาระคนชั้นต่ำชั้นยากขนาดนั้น มันเป็นคนที่น้อยนะ ท่านเอาระดับกลางไปหาระดับสูง ระดับสูงมีน้อยก็ตาม ท่านรับผิดชอบ ระดับกลางมีมาก ส่วนระดับน้อยที่มีขั้นต่ำ ก็ให้คนอื่นดูแลไป มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการนั่งสมาธิ เป็นบาทฐานสำหรับคนระดับนี้ หากเข้าใจแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ที่พูดนี้พูดให้ชัดไม่ได้ข่มเขา เขาอยู่ในฐานะต่ำต้อยจริงๆ ก็จะมีจำนวนหนึ่งในโลกสังคม
เข้าสู่การบรรยาย วิธีของพระพุทธเจ้าคือต้องเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิ อย่าไปงมงายกับมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์มีอยู่ 62 อย่างนี้ เท่านั้นเรียกว่าทิฏฐิ 62 แล้วบรรดาคนที่ไปเรียนมาทั้งหมดมีแค่นี้ เป็นการนั่งหลับตาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าสอนแบบลืมตามีวิธีการที่เป็นลำดับ เป็นลำดับที่ยิ่งใหญ่ ต้องตั้งหลักให้ดี การศึกษาของพระพุทธเจ้าก็คือไตรสิกขา ไตรสิกขาแยกไม่ได้ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไหร่บรรลัย จะต้องไปด้วยกันทั้งหมดเลย แล้วจะมีผลไปถึงวิมุติ มีญาณมีวิมุติไปเป็นลำดับของไตรสิกขา และท่านก็แบ่งเป็นชุดๆ เอาอย่างที่พอเหมาะพอดีก่อน ต่ำสุดเรียกว่าเป็นพื้นฐานกำหนดเป็นศีล 5 เป็นพื้นฐาน ที่จะใช้ปฏิบัติ นี่แหละต่ำสุดแล้วที่จะเอามาปฏิบัติแล้วให้เกิด อธิจิตกับศีล 5 มีปัญญารู้ในกรอบขอบเขตของศีล ไม่ใช่ไปรู้กว้างรู้มากร
อ่านต่อ
ู้เยอะไม่ใช่ อย่าไปอวดดี ให้เริ่มจากศีล 5 ก่อน เป็นภิกษุแล้วเขาบอกว่ามีศีล 227 อย่างนั้นมันเป็นพระวินัยไม่ใช่ศีล ศีลต้องรับที่จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีล 5 ข้อมีในจุลศีล 26 ข้อนี้แหละเริ่มต้น 5 ข้อนี้ แล้วมีความละเอียดลอออื่นอีก เช่น แบ่งวจีเป็น 4 เป็นต้น ต้องมีกรอบขอบเขตและเป็นลำดับให้ดี ปฏิบัติได้มรรคผล เป็นวิชชาเป็นวิมุติ แล้ว มันก็จะขยับเป็น ศีล 6 7 8 เกณฑ์หนึ่งก็เรียกศีล 8 ข้อ 6 เป็นเรื่องของการกิน ข้อที่ 7 เป็นเรื่องของนัจจะคีตะวาทิตะ มาลา คันธะ วิเลปนะ 8 ก็อุจจาสยนะ มหาสยนา ศีล 10 เป็นชาตรูปรชตะฯ ต้องมีศีลเป็นขอบเขตของศีลในการปฏิบัติ แล้วคุณต้องปฏิบัติให้เกิดอธิจิต เรียนรู้จิตแยกกิเลสออกจากจิต ในสังกัปปะ 7 ในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เรียนรู้อาการลิงค นิมิต อุเทศของอาการกาม พยาบาท แล้วทำให้เกิดเนกขัมมะ หากทำไม่ได้ก็กดข่มก่อน ให้มันไม่มีฤทธิ์เดช คือการมีชีวิตของกิเลส อย่าให้มันออกอาการลีลาอะไร มัดมือมัดแขนมันก่อน ถ้าเรายังไม่เกง แต่ถ้ารู้แล้วว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นตัวการใหญ่ ที่จริงเป็นตัวปลอม อย่ามาทำเป็นมีตัวตนมาเลย ถ้ารู้ว่าเอ็งเป็นผีปลอมมา คนโง่เท่านั้นที่ยอมให้ผีเกิด ข้าไม่ยอมหรอก ข้าหักขั้วหัวใจผีมาหมด ในพระไตรปิฎก มีบอกไว้ว่า พระพุทธเจ้ารู้ทันมารแล้ว มันก็เลยหนีไปหมด มันไม่มีชีวิตชีวาไม่มีตัวตนอะไรหรอก มันมาหลอก มันเป็นอุปาทาน เป็นสิ่งที่จิตมันโง่ ยึดเอง ต้องฉลาดพอเพียงว่ากิเลสทั้งหลายแหล่ มันไม่มีตัวตนเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วมันก็มีเดี๋ยวก็หายไปเดี๋ยวก็มีเดี๋ยวก็พักยก เดี๋ยวก็มีติดต่อกันพอสมควรแล้วก็หายไป ไม่ได้มีอยู่ตลอดกาลนานหรอก น่าจะเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร จริง จริงๆเลย สมณะฟ้าไทว่า..ก็น่าจะเข้าใจ พ่อครูว่า...ไม่เอาหน้าเข้าใจ จะไปเอาหลังเข้าใจมันก็ไม่ได้เรื่อง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่สามารถปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนเป็นลำดับไป เรียนรู้จากของจริง เรียนรู้จากสภาวะปัจจุบัน ที่สัมผัสมีเนื้อหาจริง ตากระทบรูป ก็เกิดภาวะจิต จิตที่มีกิเลสก็เห็นกิเลส มันมี ผัสสะ แล้วมีลีลา ให้เห็นเป็นเวทนา จับกิเลสในเวทนานั้นออกให้ได้แล้วกำจัดมัน กำจัดมันไม่ได้ทีเดียวก็มัดมือมัดไม้มันก่อน ดูได้ให้รู้ว่าเอ็งอย่ามาหลอกว่ามีตัวตนเลย เอ็งก็ไปๆมาๆ เป็นตัวการเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้นคนโง่เท่านั้นที่จะให้มันมีอยู่ ผู้ฉลาดแล้ว พลังงานฉลาด ก็จะสลายพวกนี้ พวกนี้รู้ว่าปัญญามาแล้วผู้ฉลาดมาแล้วรู้ทันกู กูก็ไม่อยู่ นี่ในสำนวนพระไตรปิฎกเป็นอย่างนี้ แล้วก็หายไป จริงๆ พูดเป็นภาษาให้ฟังว่ามันมีฤทธิ์มีอำนาจมีปัญญา ปัญญาจึงไม่ใช่ของธรรมดา ปัญญาเป็นของศาสนาพุทธเป็นของโลกุตระ มีแต่ในศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาอื่นมีแต่เฉโก เป็นความฉลาดที่ภาษาบาลีเรียกแบบนั้น แต่เขาไม่ยอมใช้ ทั้งที่เป็นโลกีย์ เป็นเรื่องชั้นต่ำ ก็เลยเอาภาษาคำว่าปัญญาไปเรียกความฉลาดของตัวเอง ทั้งที่ไม่ใช่ความฉลาดแบบปัญญาเลย ไม่ใช่อาริยะของพระพุทธเจ้าเลย เริ่มเป็นพระโสดาบันจะมีปัญญา 7 จึงจะเรียกว่าผู้มีปัญญา ปัญญา 7 อย่างนี้ เป็นพลังงานของจิตที่มีคุณสมบัติพิเศษเลย มีแต่ในศาสนาพุทธ เอาคำว่าปัญญามาขยายความให้ฟัง ธาตุรู้ 7 สภาพนี้ ทิฏฐิที่เป็นนิยยานิกธรรม [543] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสเป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรม นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตามนั้น เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนต้นก็ดี ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้นที่เรายังละไม่ได้ มีอยู่หรือหนอ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว มีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว มีจิตอันถีนมิทธะกลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว มีจิตอันอุททัจจกุกกุจจะกลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียวมีจิตอันวิจิกิจฉา กลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว เป็นผู้ขวนขวายในการคิดเรื่องโลกนี้ ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว เป็นผู้ขวนขวายในการคิดเรื่องโลกหน้า ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว และเกิดขัดใจ ทะเลาะ วิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากอยู่ ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้นที่เรายังละไม่ได้แล้ว มิได้มีเลย จิตเราตั้งไว้ดีแล้ว เพื่อตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย. นี้ญาณที่ 1 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันภิกษุนั้นบรรลุแล้ว.
พ่อครูว่า...ถ้าเป็นพระโสดาบันจะรู้ว่ากิเลสคืออะไรและกำจัดกิเลสได้ชั้น 1 และรู้ว่ามีกิเลสที่เหลืออยู่หรือไม่อย่างไร กิเลสส่วนที่ล่วงผ่านไปแล้ว หลุดพ้นแล้ว คือวีติกมกิเลส นั่นแหละคนมีปัญญา ถ้าคุณไม่สามารถรู้กิเลสกำจัดกิเลสได้ รู้ว่ากิเลสมันมีอยู่ในเราหรือไม่ คุณไม่สามารถเข้าใจได้หรอกว่า โสดาบันคืออะไร โสดาบันคือจะมีปัญญาธาตุ ที่รู้สภาวะจิตตัวเองว่า กิเลสนี้มันไม่มีในเราแล้ว มันถึงจะเป็นคนรู้ ถ้ากิเลสยังไม่ออกมีอยู่ในตัวเองก็ถูกกิเลสครอบงำไม่รู้เรื่อง ต้องรู้ทันและเอากิเลสออกไป เหลือแต่จิตที่มี ปริยุฏฐานกิเลส ปริยุฏฐานนี้เหมือนกับปัจจุบันนี่แหละ กิเลสที่มันเกิดอยู่ในปัจจุบัน คุณต้องรู้จักหน้าตากิเลสที่กำจัดไปแล้วได้ เรียกว่าวีติกมกิเลส หากรู้ตัวตนกิเลสแล้วกำจัดมันได้ ถึงจะรู้ความไม่มีกิเลสนั้นได้ ว่าเราเอาออกได้ มันไม่มีในจิตเราได้คุณก็มีสภาวะนี้จริง คุณจึงจะเรียกว่ามีปัญญา มันไหวไหม ฟังเข้าใจไหม ที่พูดกันโครมๆว่าปัญญาๆนี้ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาไม่ได้มีง่ายๆนะ ดังใน ญาณ 7 นี้ แต่คนเรียกปัญญากันทั่วไป ขนาดศึกษาธรรมะแล้วไม่ง่ายที่จะรู้จักปัญญา คนที่ไม่ได้ศึกษาไม่ได้ฟังสัตบุรุษผู้รู้อธิบายเลย มีได้ โดยเฉพาะคนมีบารมีมาแล้ว เกิดมาในชาตินี้ก็มีบารมีก็ลดได้ แต่ไม่มีพยัญชนะไม่มีรายละเอียดหลักฐานยืนยัน เป็นอธิวจนะ พอมาได้ฟังอาตมาพูด หยิบพยัญชนะต่างๆมาอธิบาย เอาฝากับตัวมาจับกันว่าสภาวะนี้เรียกอย่างนี้ๆ คุณก็ได้แล้ว คนที่มาที่นี่พอจะมีมาแล้วทั้งนั้น มาฟังอาตมาเข้าใจ ไม่ใช่ว่าฟังอาตมาทั้งหมด อาตมาแค่ฟื้นให้เท่านั้น ส่วนคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วจะมาได้นั้นยังหรอก ยังห่างไกลปืนเที่ยงมาก ยังอยู่ชนบทอันไกล ยังไม่ได้เข้ามา ที่นี่ราชธานีนะ ที่นั่นน่ะบ้านนอกทั้งนั้น แม้แต่กรุงเทพเมืองฟ้าอมร มันเป็นเมืองนรก อาตมาพูดเร็วและตรงๆเลย ไม่อ้อมค้อม เอาคนที่พอเข้าใจได้ไม่เพ่งโทษ ส่วนคนที่เป็นเหมือนไก่เหมือนลิงได้พลอยนั้นเอาไว้ก่อน ยืนยันหลักธรรมของพระพุทธเจ้า คือไตรสิกขา นี่คือการศึกษาของศาสนาพุทธ นอกเขตของศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นอกจากสามลักษณะนี้แล้ว ไม่เป็นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคุณไปนั่งหลับตาศีลก็ไม่มี ในศีล 5 ข้อต้องสัมผัสกับสิ่งของกับสัตว์ กับตาหูจมูกลิ้นกาย คุณไม่มีนะ คุณปิดทวารเลย และคุณก็ไม่ได้เกี่ยวกับสัตว์ ไม่ได้เกี่ยวกับข้าวของ ที่จะมากระทบ อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ เลิกเลยไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย อาตมาพูดชัด ย้ำซ้ำยากมาก พวกที่ยึดถือแล้วต้องปฏิบัตินั่งหลับตาจึงจะได้สมาธิ สมาธิแบบนั้นเป็นของฤาษี เรื่องนี้มีอยู่ทั่วโลกก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติสิ่งเหล่านี้ก็มี พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมารู้เรื่องสัมมาสมาธิ จะเกิดปัญญาเกิดรู้ได้ด้วยปัญญา คุณต้องมีการเรียนจาก มรรคมีองค์ 8 เรียกว่าสัมมาสมาธิ แล้วปฏิบัติ มรรค 7 องค์ เป็นสอุปนิสา สปริขารา เป็นองค์ประกอบที่จะให้เกิดสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า หากไม่ได้ปฏิบัติมรรค 7 ตรงนี้ไม่เกิดสัมมาสมาธิ การนั่งหลับตานี้ไม่มีอยู่ในมรรคมีองค์ 8 ในมรรคมีองค์ 8 มีแต่ทำการงานอาชีพ ทำกัมมันตะ เรียนรู้ในอิริยาบถต่างๆ เมื่อสัมผัสแล้ว ทำงานอยู่ก็สัมผัสในอาชีพการงาน การพูดก็สัมผัสการพูด ลืมตา มีสัมผัสร่วมกันหมด ตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ปิดทวารทั้ง 5 นอก เปิดทวาร 5 และมีใจร่วมด้วยกับทวาร 5 เรียกว่าทวารทั้ง 6 ตลอดเวลามีธรรมะ 2 ให้ศึกษาเสมอ ตราบใดที่ชาวพุทธยังงมงายอยู่กับการนั่งหลับตาสะกดจิต ตราบนั้นศาสนาพุทธไม่เจริญ สัมมานั้นหยาบที่สุดก็คือการทำอาชีพ การงานเลี้ยงชีพ ที่ควรเว้นคือกุหนาการโกงกิน เป็นเรื่องเลวทราม ได้เงินมามาก มีเงินทองก็ซื้อปืนได้ไม่รู้กี่กระบอก แล้วไปฆ่าสัตว์ นอกจากสนุกแล้วจะต้องได้กิน กินหัวใจมัน กินตับกินปอดมัน กินหางมันเอามาต้มซุป เพื่อจะได้สุขภาพร่างกายดีขึ้นมาเชื่อเขาหลอกมาสารพัดต้องกินพวกนี้ ที่จริงเขาน่าจะหลอกให้กินขี้นะ กินขี้แล้วจะเหาะได้ น่าจะหลอกยังงั้น หลอกได้จริงๆคนพวกนี้ก็กิน โง่ไม่รู้จะบอกยังไง โง่แล้วสารพัดเบ่งอำนาจเงินทอง จ้างผีโม่แป้งได้ คนถูกความโลภครอบงำก็จะเป็นทาส ทั้งที่เป็นเมืองพุทธแท้ๆ ตกเป็นทาสสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอิสระเสรีภาพเลย 610211_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ยาอายุวัฒนะของชาวลับแลสาธารณโภคี