ความเจริญของจิตที่ละเอียดถึง สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความเจริญของจิตที่ละเอียดถึง สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ สมณะฟ้าไท... เราจะเห็นว่าธรรมะพระพุทธเจ้านี้เกื้อกูลในสังคมได้วงกว้าง จะเห็นว่าโพธิสัตว์ที่เกิดมา เป็นรูปของฆราวาส เป็นกษัตริย์ แล้วจะเกื้อกูลเหมือนกับพระเจ้าอโศกมหาราชรวบรวมอินเดียเป็นปึกแผ่น อินเดียกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนั้นก็ทำการเกื้อกูลได้เต็มที่ ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าใครเป็นโพธิสัตว์ก็คือต้องรับใช้โลก เหมือนลุงตู่เข้ามา 8 ปีก็สร้างระบบสาธารณูปโภค นับกันไม่หวาดไม่ไหว เหมือนในหลวงร. 9 ก็ทำงานทั่วประเทศทุกหย่อมหญ้า ทำได้อย่างไร..ไม่ง่ายที่จะทำอย่างนั้นที่จะรับใช้เต็มที่ เหนื่อยก็เหนื่อยแต่ว่าก็ทำเพื่อประชาชน ไม่เอาอะไรแก่ตนเองเลย ทำเสร็จก็พักผ่อนอยู่บ้าน แต่เขาก็บอกว่าศึกษาอยู่นะดูอยู่ว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง พ่อครูว่า... อาตมาพูดไป ว่า ในหลวงก็ดีเป็นพระโพธิสัตว์ พลเอกประยุทธ์ก็ดีเป็นพระโพธิสัตว์ คนที่ไม่มีภูมิที่จะเข้าใจได้ถึง เขาก็ว่าอาตมาพูดไปตามความหลงๆเลอะๆของโพธิรักษ์นั่นแหละ แต่อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้พูดพล่อย ไม่ได้พูดเล่น เพราะฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาความจริงก็เข้าใจว่า อาตมาไม่ได้พูดพล่อย อาตมาไม่ได้พูดเล่นก็ศึกษาให้ดี ศึกษาจากอะไร ศึกษาจากรูปจากนาม จากพฤติกรรม การกระทำ การปฏิบัติกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันจะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมและผลงาน เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจสาระของมันจริง เอาผลงานเป็นเครื่องตัดสิน ไม่ใช่ไปเอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาตัดสินมาเป็นเครื่องวัดว่านี่เป็นสัจจะ ฟังดีๆนะอาตมาไม่ได้ไปยกใครในเถรสมาคมว่าเป็นโพธิสัตว์ แม้จะมี ลาภ มีตำแหน่งยศศักดิ์สูงส่งอะไรก็ตาม ไม่ได้เป็นผู้เจริญ โพธิสัตว์คือผู้ที่ได้รับความตรัสรู้ ความรู้ที่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ความรู้ที่เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่าน
อ่านต่อ
ตรัสรู้โลกุตรธรรม เนื้อแท้ หรือเรียกว่าอารยธรรมก็ได้ แต่มันฟั่นเฝือแล้วคำว่าอารยะ มันไปไกลถึงต่างประเทศ ประเทศอารยะ แม้แต่ประเทศไทยก็ถือว่าเป็นประเทศที่อนารายะ เป็นประเทศที่ยังไม่เจริญอะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่เขาใช้คำว่า อารยะ อารยะเป็นคำสันสกฤต อริยะเป็นภาษาบาลี ส่วนอาตมานั้นเอาใช้คำว่า อาริยะ เพราะมันเสียทั้ง 2 คำแล้ว อารยะ มันก็เป็นแบบโลกๆ อริยะมันก็เป็นของ เดียรถีย์ ออกป่าเป็นอริยะเก๊ ความหมายของเขาคือความเจริญ ความเจริญจริงๆของมนุษยชาติ มีศาสนาพุทธที่เป็นความเจริญที่เป็น อาริยกะ เป็นความเจริญของอาริยชนที่แท้ มี อจินไตย คำว่า ศรีอาริยเมตไตรย ใช้คำว่า อาริยะ เป็น อจินไตย ตรงที่ว่าทำไมท่านถึงใช้คำว่า ศรีอาริยะ ไม่ใช้ ศรีอริยะ เรียก ศรีอาริยเมตไตรย จะตกพยัญชนะเรียกสันสกฤตบาลีก็ว่ากันไป แต่มันเป็นคำที่เป็นภาษาเป็นพยัญชนะที่ใช้ผิดกันมา โดยใช้ภาษาสื่อถึงสภาวธรรมทั้งหลาย ในมนุษยชาติก็มีคนเจริญกับคนเสื่อม หรือคนเป็นผู้ฉลาดเป็นผู้ที่เจริญแท้ กับผู้ที่ยังมีความเป็นคนเถื่อน มิลักขะ กับ อาริยะ เถื่อน เอาอะไร เป็นเครื่องตัดสิน เจริญเอาอะไรเป็นเครื่องตัดสิน เมื่อไม่มีเครื่องตัดสิน ไม่มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติ มันก็ไม่ชัดเจนบอกกันไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นได้เลย พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่า คนเจริญนี่จะเข้าใจเรื่องของจิตวิญญาณ อย่าว่าแต่จิตวิญญาณเลยพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องจิตวิญญาณละเอียดไปจนกระทั่งถึงขั้น สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ อาการของจิตที่มันค่อยๆสั่งสมพลังงานจิตเข้ามาเป็นชีวะ ตั้งแต่เป็นภูต เป็นภูตะ จนกระทั่งเจริญเป็น ปาณะ แล้วเจริญเป็น สัตตะ เป็นจิตวิญญาณหรือเป็นจิตนิยาม นับเป็นจิตวิญญาณบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นชีวะที่เป็นจิตวิญญาณบริบูรณ์นั้น ชีวะในระดับ มหาภูต ในภูตะ 3 หรือ ภูตะ 4 ภูตคาม มีอีกอันเขาใช้ พีชคาม อาตมาก็ไม่เรียกภูตะด้วย เข้ามาหาความเป็นเรื่องรวมกันอยู่ ภูตคาม มันรวมกลุ่มก้อนสภาวะธรรมที่มันสังเคราะห์เป็นธาตุของเชื้อมัน เพราะฉะนั้น หัวมัน หัวเผือก ก็เป็นตระกูลของมัน หรือแม้แต่จะแบ่งออกมาแค่เป็นราก มันก็เป็นรากของพืชแต่ละอย่าง มันก็เป็นของมัน พอมาเป็นชีวะ เรียกว่า ภูตคาม มหาภูต ยังไม่ใช่ชีวะเลย เป็นดินน้ำ ไฟ ลม มหาภูต 4 ดินน้ำไฟลม พอภูตคามเริ่มขึ้นมา จากภูตคามมาเป็นเจตภูต ลักษณะจะเข้ามาหาจิตวิญญาณแล้ว มาหาจิตนิยามเรียกว่า เจตะ เข้ามา เจตะ เจตภูต เพราะฉะนั้น ภูติ แบ่งเป็นมหาภูติ ภูตคาม เจตภูต จากเจตภูตมาเป็นปาณะ พระพุทธเจ้าละเอียดลออไปถึงขั้นอย่าไปทำให้ปาณะนี้ตกร่วง ท่านไม่ได้บอกว่าไปฆ่าไปประหารนะ ท่านบอกว่า ปาตะ หรือร่วงปาณาติปาตะ อย่าไปทำให้มันตกต่ำ หรือตกร่วงไปจากฐานของปาณะ เพราะมันจะเป็นจิตวิญญาณแล้ว มันจะมาเป็นจิตวิญญาณแล้วพลังงานระดับโน้มเข้าหาจิตวิญญาณ จากอันนี้ก็ไปก็เป็น สัตตะ ในสูตรอะไร สัตตะ ปาณะ ภูตะ เคยพูดถึง ลักษณะพลังงานถึงขั้นระดับว่ามันยังไม่ใช่ชีวะ มันยังไม่ใช่จิตหรือเจตสิก หรือเจตภูต มันยังไม่ถึงขั้น ปาณะ ยังไม่เป็น สัตตะ ยังไม่เป็นจิตวิญญาณ นี่คือรายละเอียดของพลังงานที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แล้วเอามาแจกแจงเอามาประกาศอธิบายใช้พยัญชนะสื่อสภาวะเอาไว้ อาตมาอธิบายได้เพราะอาตมาเข้าใจสภาวะ อาตมาไม่ได้อธิบายแต่เฉพาะภาษาพยัญชนะ แปลกันแต่พยัญชนะสู่พยัญชนะ แต่อาตมาอธิบายได้เพราะอาตมามีสภาวะธรรม พลังงานเป็นไปถึงขั้นชีวะ เป็นไปถึงขั้นจิต ถึงขั้นปาณะ อย่างที่อธิบายอยู่นี่ตลอดเวลาที่อธิบายอยู่ เพราะฉะนั้นอธิบายเวทนา 108 มันจะไปยากอะไร เวทนาเป็นเจตสิกที่ ละเอียดกว่า ปาณะ ละเอียดกว่า เจตภูต สูงกว่า มีสภาวะธรรมที่ชัดเจนกว่า เวทนา มันเป็นขันธ์แล้ว เวทนาเป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็นกอง เป็นหมู่คณะที่ประชุมใหญ่โตเรียกว่าขันธ์ เพราะฉะนั้นที่พูดไปนี้อาตมาไม่ได้พูดดายๆ เป็นแต่เพียงพยัญชนะภาษาสู่ภาษา ซึ่งอาตมาก็ได้สงสารผู้ที่ศึกษาแต่ภาษารู้แต่ภาษาแต่ไม่พยายามศึกษาไปสู่สภาวะแล้วเข้าใจสภาวะแล้วจะได้ปฏิบัติสภาวะแล้วจัดกรอบ กำหนดกรอบของความเจริญทางจิตของเรา แล้วก็รู้กิเลสคืออะไร ตัวปลอม ตัวแฝงคืออะไร จิตสะอาด จิตบริสุทธิ์คืออะไร รู้ด้วยภาษาไทยเลย จิตไม่บริสุทธิ์คือจิตที่มีกิเลส จิตมีกลิ ที่เป็นกิเลส เป็นโทษเป็นภัย ตัวนามธรรมตัวรู้ของเรา ธาตุจิตแท้ๆของเรา ก็ต้องเอาตัวนี้ออก ถ้าเอาตัวปลอมหรือกิเลสหรือ กลิ นี่ออกไปหมดไปจากจิตเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์แท้ๆ พระพุทธเจ้าจึงเห็นว่า อ๋อ ให้ จิตแท้ๆนี้ถ้าเราไม่มี อยัง ไม่มีพลังงานเข้าไปเหนี่ยวนำไว้ มันก็คือ อนัตตา มันไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้ว ฟังดีๆนะอาตมาขยายลักษณะอรหันต์ไว้หลายทีแล้ว ผู้บรรลุอรหันต์จึงรู้จัก อยัง รู้จัก อยะ อยังโลโกก็แล้วแต่ อยะ ก็คือพลังงาน ที่มันเหนี่ยวกันไว้ ยึดกันไว้ ท่านแปลว่าแม่เหล็ก แรงแม่เหล็ก อยะ อยะ เอาพยัญชนะ ตัว ยะ ตัวต้นของเศษวรรค มา แล้วก็หยิบ อะ ซึ่งมันไม่มีอะไร มันเป็นว่างๆมาผนวกกันเข้า มันเท่ากับ 0 กับ เริ่มมี 1 อะ = 0 ยะ = 1 1ก็เอาเศษวรรคมาใช้แทน ถ้าเป็นพลังงานมากก็เรียกว่า สยะ สยะ นี้น้อยกว่าสวะ น้อยกว่า สกะ เรื่องนี้เป็นต้น วะ เอาตัวอักษรของเศษวรรค ย ล ร ว ตัวที่ 4 อาตมารู้จักสภาวะธรรม พอขยายพยัญชนะนี้มาเรียกสภาวธรรม นี่เป็นสภาวธรรมที่ละเอียดลออที่อาตมาอธิบายอยู่พวกนี้ ไม่ได้หมายความว่าอาตมาอธิบายโดยเดาด้นหรือว่าพูดเลอะเทอะไปไม่ใช่ มันเป็นสภาวะธรรม สภาวธรรมที่อาตมามี เอามาแยกอธิบายให้เห็นความแตกต่าง ความมาก ความน้อย ความลึก ความตื้น ให้มันชัดเจน โดยอาศัยพยัญชนะต่างๆพวกนี้มาสื่อสภาวะ ถ้าคุณฟังธรรมะเป็น คุณจะรู้ว่า ก็มีอาตมานี่แหละอธิบายอย่างนี้ อธิบายเอาพยัญชนะต่างๆมาแจกแจงเป็นสภาวะธรรมให้พวกเราฟัง ตั้งแต่ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ฌ ย จนกระทั่งเป็น กก กข คม คมา เป็นภาษาอะไรไปเยอะแยะ เท่าที่อาตมาพอเอามาใช้ได้ 660901 บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก