ปฏิจจสมุปบาทของตลาดอาริยะของชาวอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาทของตลาดอาริยะของชาวอโศก _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ งานตลาดอาริยะผ่านไปแล้ว ลูกได้ช่วยอาพรตะวันที่ร้านขายสินค้าชุมชน ลูกได้ทำหน้าที่คอยเติมสินค้าที่พร่องให้หมด คอยแนะนำสินค้า ครั้นจบงาน ลูกได้ซื้อสินค้าเพียงเล็กน้อยตามจำเป็นเพื่อนำกลับบ้าน สิ่งที่ลูกเห็นความอัศจรรย์ 3 ประการคือ 1.ไม่มีการจ้างมีแต่จิตอาสา 2.คนที่มาซื้อของเมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่นที่เขาแจกทาน นับว่ามีความสงบ เรียบร้อย ไม่มีการทะเลาะแย่งชิงสิ่งของกัน 3.สิ่งที่ชาวอโศกได้ให้อีกอย่างคือ ภาษากายอันสงบที่สื่อสารการทำทานอันไม่สาเปกโข ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า ตลาดอาริยะอย่างนี้ สังคมสาธารณะโภคีอย่างนี้เคยเกิดในโลกไหมคะ นานเท่าไรแล้วคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ต้องอธิบายกันพอสมควรทีเดียวประเด็นนี้ สวยๆ ที่บอกว่าชาวอโศกแสดงภาษากายอันสงบในการสื่อสารการทำทาน อันไม่สาเปกโข สาเปกโข หมายความว่าเป็นความหวังดีความหวัง จิตมันมีจิตออกไป ต้องดูอาการของจิตเรา จิตเรามันจะแลบเลียออกไป มันจะมีเจตนา มีความมุ่งอะไรออกไป เพื่อได้อะไรตอบแทน ต้องอ่านอาการจิตให้ดีถ้าจิตไม่มีแวบ เป็นสาเปกโข ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข ปริภุญชิตสามีติ เป็น 4 อันในทานสูตร จิตไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นอานิสงส์ในการทำบุญแบบต่างๆและจิตเสียสละจบทั้งนั้นเลย จบตรงนั้น ทานเสร็จจบ อาการของจิตที่จะเป็นเชิงกิเลสและเตรียมออกไป การปฏิบัตินี้คือเป็นการทำทั้งสมถะและทำทั้งปัญญา มีทั้งสมถะและปัญญา จิตมันเรียบร้อย สงบ จบ ที่จริงไม่เรียกว่าสมถะ เรียกว่าปัสสัทธิ สงบ และ ปัญญาก็รู้ทันจิตของเรา แต่อาตมาใช้สมถะคือจะได้รู้กันทั่ว แต่ ปัสสัทธิกับสมถะคล้ายกันตรงมันสงบเหมือนกัน มันหยุดเหมือนก
อ่านต่อ
ัน แต่หยุด ปกติมันมีปัญญา ปัสสะคือเห็น ส่วนสมถะมันมืดไม่เห็น แต่ ปัสสัทธิมันเห็นแจ้งครบทุกอย่าง กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมสาธารณโภคี คือมีเศรษฐกิจหรือมีการเมืองที่บริโภคร่วมกันเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง ไม่มีใครแบ่งแยก เรียกว่าเป็นกงสีใหญ่เลย ไม่ใช่แต่เฉพาะญาติพี่น้องในตระกูล ได้หมดทุกคนในสังคมในชุมชน ของชาวอโศกทั้งนั้นเลยไม่ว่าจะเป็นชุมชนในๆ ชุมชนที่สันติอโศก ชุมชนที่ราชธานีอโศก ศีรษะอโศก สีมาอโศก ทุกชุมชนเป็นสาธารณโภคีเดียวกัน ขาดแคลนก็บอกกันเกื้อกูลกันเป็นกระเป๋าเดียวกัน นี่คือสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ สุดยอดของรัฐศาสตร์ สุดยอดของสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้นตลาดอาริยะ คือตลาดที่เป็นที่ค้าขาย แต่เป็นการค้าขายอย่างเสียสละ ค้าขายอย่างขาดทุนให้แก่ผู้ซื้อ ขาดทุนให้แก่ผู้มารับบริการ ไม่ได้เอาเปรียบเอารัด มีแต่เสียสละให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรียกว่าเกือบจะหมดเนื้อหมดตัวเลย นี่เป็นตลาดอาริยะ สังคมสาธารณโภคีอย่างนี้เกิดขึ้นมาในโลกไหม ตอบตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า สาธารณโภคีอย่างนี้ยังไม่เกิด สาธารณโภคีที่เป็นตลาดค้าขาย สาธารณโภคีมีในสมัยพุทธเจ้าแต่เป็นกลุ่มสงฆ์ เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคของสังคมทาส ยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน คนเหมือนกับสัตว์ นายทาสมีลูกทาสเหมือนกับสัตว์ จะฆ่าจะแกงก็มีสิทธิในตัวทาสเต็มสภาพเลย เพราะฉะนั้นมันจึงมีแต่ในวงสงฆ์ของพระพุทธเจ้า ไม่มีการซื้อขาย เพราะฉะนั้นตลาดไม่เกิด แต่สาธารณโภคีบริโภคร่วมกันอยู่ในวงสงฆ์ของพระพุทธเจ้ามีแล้ว ทีนี้ถามว่านานเท่าไหร่แล้ว ตลาดอาริยะนี้ อาตมาไม่รู้ อันนี้ตอบตรงๆ ตลาดอาริยะอย่างนี้เกิดมีเมื่อไหร่ อาตมาก็ตอบได้อย่างที่เห็นที่รู้เดี๋ยวนี้เลยว่า มีเท่าที่โพธิรักษ์พาทำ เกิดในยุคโพธิรักษ์พาทำ ไม่มีใครพาทำ โพธิรักษ์เป็นผู้พาทำ เกิดในยุคนี้ แน่ใจว่ามีเมื่อไหร่ ถามว่าเกิดขึ้นในโลกนานเท่าไหร่ ส่วนจะเกิดก่อนนั้นอาตมายังนึกไม่ออกว่าจะมีใครพาทำ อาตมาระลึกไม่ได้ ไม่รู้อดีตที่ผ่านมา ตอบอย่างนี้เลย โลกุตรธรรมของศาสนาพุทธ เสื่อมต่ำมานานแล้วเป็นพันปี เสื่อมมาเรื่อยๆจนถึง พ.ศ. 2500 เสื่อมสูญไม่มีโลกุตระเหลือ อาตมาเกิดมาเอาโลกุตระติดตัวอาตมาเอง จึงเรียกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา จึงไม่มีครูบาอาจารย์ ตำราก็มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่เขาไม่รู้เรื่อง อาตมาก็นำเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาอยู่ในประเทศ อยู่ในสังคมมนุษย์ ในประเทศไทยเกิดมาอย่างที่เป็นมาเราทำตลาดอาริยะมาถึง 41 ครั้ง ก็อาจไม่ถึง 41 ปีที่แล้ว เพราะว่าบางครั้งทำ 2-3 ครั้งต่อปีก็มี ทำเริ่มต้นตั้งแต่ 2523 เริ่มต้นทำที่สันติอโศก ที่มันแคบประชาชนมามากเกินก็ไปไม่รอด เลยย้ายอยู่ที่ปฐมอโศก ที่สันติอโศกทำอยู่ 2 ปี ย้ายไปทำที่ปฐมอโศกเป็นสิบๆปี แล้วค่อยย้ายมาทำที่ราชธานีอโศกเป็นหลักมาจนถึงบัดนี้ หรือแม้แต่ทำในที่สาธารณะ ทำที่ลานพระรูปเราก็เคยทำ ทำที่สนามหลวงเราก็เคยทำ ตลาดอาริยะ คือ เอาของไปขายราคาต่ำกว่าทุน เพราะฉะนั้นการทำอย่างนี้ ทำได้อย่างนี้ ทำตลาดอาริยะ มันไม่ใช่ความฝืน ความแอค ความเด่นความโก้ แต่เป็นเรื่องเกิดจริงเป็นจริงตามปฏิจจสมุปบาท เกิดจริงเป็นจริงตามปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ถ้าไม่มีวิชา ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระก็จะเกิดการปรุงแต่ง สร้างเรื่องขึ้นมาเรียกว่าสังขาร ปรุง ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเป็นเนื้อหาสาระขึ้นมา เรียกว่าสังขาร มันปรุงแต่งออกมา มันก็จะปรุงแต่งด้วยอวิชชา สังขาร วิญญาณด้วยธาตุรู้ทั้งหมด ปรุงแต่งขึ้นมา ด้วยรูปกับนามหรือด้วยวัตถุกับจิต ด้วยกายกับจิต ปรุงแต่งกันขึ้นมา เมื่อปรุงแต่งกันขึ้นมาด้วยรูปนามนั้น จิต ของผู้ที่ปรุงแต่งที่มีอายตนะ 2 อันนี้รวมกันหมดเลย แล้วก็มีการสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งอื่นภายนอกกับตัวเรา มีผัสสะกัน เรียกว่าเกิด อารมณ์ความรู้สึก เรียกว่าเวทนา ผู้ปฏิบัติธรรมก็จะเก่งในการอ่านเวทนา เวทนา 108 มีกายิกเวทนา เจตสิกเวทนา เป็นเวทนา 2 แล้วมีเวทนา 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ จิตจะแววไว มุทุภูตธาตุ จิตมันยึด ความทุกข์ความสุขหรือไม่ทุกข์ไม่สุขก็ตาม มีความเข้ม ความหนา ความเบา เรียกว่า อินทรีย์ 5 ความสุขกับความทุกข์ เป็นการยึดภายนอกคู่นึง ส่วนภายในก็มีโทมนัสโสมนัส หรือมันอุเบกขา เรียกอุเบกขินทรีย์ มันเกิดอาการพวกนี้ไม่ใช่แค่มีแต่พยัญชนะ แต่ต้องรู้อาการและสภาวะแท้ของมัน ลดความสุขความทุกข์ภายนอกและภายในหรือเป็นอุเบกขากลางๆไม่มากกว่านั้น แล้ว อย่างนี้แหละปฏิบัติธรรมที่เวทนา จึงเป็นตัวฐาน เป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ คือ ต้องทำเวทนา 108 ให้สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นเมื่อลดฐานจิตเป็นอุเบกขา เป็น เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เนกขัมมะคือทำให้กิเลสออก ออกไปจากจิตจนเป็นฐานสุดท้าย เป็น มโนปวิจาร ตัวสุดท้ายเลย เนกขัมสิตะตัวที่ 18 ของเนกขัมมะหรือเป็นตัวที่ 36 ของเนกขัมมะ เคหสิตะ 18 เนกขัมสิตะ 18 ตัวปลายในตัวที่ 36 คนที่รู้ทั้ง 36 นี้ ตรวจสอบว่าเราได้ทำในปัจจุบันธรรม เป็นการปฏิบัติธรรมที่มีผัสสะเป็นปัจจัย มีทิฏฐธัมนิพพานทิฏฐิ ไปหลับตาปฏิบัติเป็นสัมภเวสี ไม่มีผลหรอก ต้องปฏิบัติธรรมดวงตามีลืมตามีผัสสะเป็นปัจจัย ลืมตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเป็นปัจจุบันนี้เลยที่เป็น ทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติเป็นกิเลสปัจจุบัน นอกนั้นเป็นกิเลสอดีต กิเลสอนาคต ซึ่งมันไม่จริง ขออภัยอาตมาใช้ศัพท์ว่า ขี้มันหลุดออกไปจากก้นแล้วก็เอามาขยำซ้ำอีกหรือ สร้างวิมานไปลมๆแล้งๆ แล้วมันจะเกิดความจริงได้ไง ความจริงต้องปัจจุบันสัมผัสตอนนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เมื่อปฏิบัติจับตัณหาได้ จับอุปทานได้ ตัณหาคือความเคลื่อนของกิเลส อุปาทานคือตัวเสถียรสถิตย์ตัวสมถะของกิเลส ล้างกิเลสได้ทั้ง 2 สภาพ ทั้งในตัณหาและอุปาทาน ภพก็หมดชาติก็หมด ภพก็ดับชาติก็ดับ ปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้แหละ ปฏิบัติถูกต้องสภาวธรรมจบเป็นวิชา ภพดับชาติดับเป็นอรหันต์ ฟังดีๆนะอาตมาอธิบายนี้เป็นภูมิอรหันต์ที่จริง เพราะอาตมาเป็นอรหันต์จริง ขออภัยไม่ได้อวดตัวเอง แต่ย้ำยืนยันให้ฟังเพราะคุณไม่เชื่อก็ต้องย้ำแล้วย้ำอีก ไปเชื่ออรหันต์เก๊อยู่ได้ ก็น่าสงสาร อาตมาไม่ได้มีกิเลสอวดตัว ไม่มีสาเฐยจิต ขอให้เชื่อก่อนเลย แล้ว คุณจะเชื่อจริงทีหลัง แต่เอาเถอะขอมันไม่ดี คุณพยายามด้วยตัวเองก็แล้วกันนี่เป็นสัจจะ 660106 แบบมีกษัตริย์กับไม่มีกษัตริย์ ประชาธิปไตยแบบไหนดีกว่า พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช