190816 ความรักพิสดาร11มิติ-พ่อท่าน-ม.มหิดล.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการบรรยายความรักพิสดาร 11 มิติโดยท่านพระโพธิรักษ์ได้บรรยายที่ตึกคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลให้มาบรรยายเรื่องความรักซึ่งถ้าเผื่อว่าเราฟังเผินๆแล้วก็ไปบอกกับใครที่ไหนๆโดยเฉพาะผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนบอกว่าแต่นิมนต์พระมาบรรยายเรื่องความรักความเพลิดเพลินมันก็ดูตลกๆดี ใครก็คงคิดว่าอะไรกันนี่ให้พระมาอธิบายเรื่องความรักมันเป็นเรื่องดีจะอธิบายเรื่องความรักจะอธิบายเรื่องความเกลียดความเคียดแค้นความขาดแคลนอะไรกันก็ตามแต่มันก็อธิบายได้ทั้งนั้นเพราะว่าความจริงมันก็คือความจริงที่เราควรจะได้เรียนรู้กันชีวิตเราเกิดมาเนี่ยทุกๆคนเกิดมาเนี่ยมันมีความหลงอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่ามันไม่พยายามที่จะรู้ความจริงมันเป็นความหลงแล้วคนก็เลยไม่ได้รู้ความจริง ไม่รู้ความจริงคนไปทำอะไรล่ะคนก็ไปถูกเขาหลอกหลอกไปยังโดนหลอกไปอย่างนี้แล้วก็เลยไปหลงไอ้สิ่งที่เขาหลอกน่ะอยู่ทั้งหมดถูกหลอกไปเรื่อยก็เลยไม่ได้รู้จักความจริงแต่มีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เขาได้กำหนดกำหนดกันมาแต่โบราณกาลสืบต่อกันมาและก็ขยายเปลี่ยนแปลงการหลอกเรื่อยไปต่อไปหลอกไปบางอย่างก็หลอกไปแล้วก็จับได้ว่ามันเป็นทุกข์มันเป็นเรื่องยากมันเป็นเรื่องไม่ดีรู้ทัน บางคนรู้ทันก็ไม่เอาคนไหนยังรู้ทันไม่ได้ก็ยังถูกหลอกต่อไปแล้วก็คนก็พยายามที่จะยืนยันสิ่งที่หลอกเหล่านั้นว่าให้เป็นความจริงอยู่เรื่อยคนที่ไม่รู้ด้วยสัจจะที่แท้จริงไม่รู้โดยความเป็นจริงอย่างสูงสุดอยากฉลาดสุดเราก็เรียกว่าเป็นผู้ที่ยังอยู่โดยสมมุติคนที่เป็นอยู่มีอยู่โดยสมมุติก็เรียกว่าเป็นผู้ที่เป็นอยู่มีอยู่จริงเหมือนกันภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นผู้ที่อยู่ด้วยสมมุติไอ้สัตว์ มาอยู่ด้วยสมมติสัจจะเพราะฉะนั้นยิ่งเป็นเรื่องของความรักแล้วล่ะก็เป็นเรื่องของจิตใจเป็นเรื่องของจิตที่ถูกหลอกเอาไว้ให้พยุงให้พยุงคว
อ่านต่อ
ามเกิดต่อเกิดต่อเกิดต่อไปและเราก็ร่วมด้วยกับความเกิดต่อนั้นสิ่งนั้นเราเรียกว่าความรักความรักคืออะไรว่ากันก่อนความรักนี่เป็นสมมติที่สัจจะอย่างหนึ่งไปสมมุติที่สัจจะอย่างหนึ่งที่เราอธิบายความได้โดยประสานง่ายๆ บอกคือความหลอกความรักคือความหลอกธรรมดานี่แหละอาทิตย์นี้เขาคำว่าความหล่อนั้นมันก็ให้คำขยายจากคำว่าสมมติสัจจะเท่านั้นเองทีนี้นิยามอันนั้นก็ไปดูอีกทีนึงกำหนดลงไปอีกทีนึงซิให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นอ้าวเรามานิยามคำว่าความรักลงไปอีกให้มันชัดเจนขึ้นให้มันเข้าใจได้มากขึ้นอีกกว่าเดิมอีกนิดหน่อยซิว่าความรักคืออะไรความรักคือความดึงดูดเพื่อให้ความสัมพันธ์ต่อสิ่งต่างๆเกิดอยู่แต่ความรักถ้ารักมากดูดมาก รักแรงดูดแรงเหนียวแน่นยังไม่พอนิยามแค่นี้ยังไม่พออีกเอาอีกความรักนี่ยาวไปอีกสักความหมายความหมายนึงความรักคืออะไรความรักคือความเห็นแก่ตัวความรักนี่คือความเห็นแก่ตัวดึงดูดนั่นเองแหละดึงดูดเข้ามาหาแกนกลางเมื่อเรามีความรู้สึกอยู่ที่ตรงไหนเราก็จะดึงดูดเข้ามาหาตัวความรู้สึกตัวที่เป็นประธานถ้ามีเราเรารักเราก็จะดึงดูดเข้ามาหาตัวเราถ้าใครตัวเราออกไป หรือว่าไปเข้าใจเอาว่าหลายๆอย่างที่ขว้างออกจากตัวเรานี่เป็นเราด้วยก็จะไปเผื่อแผ่ความรักนั้นก็จะไปเผื่อแผ่แก่ส่วนที่กว้างออกไปนั้นด้วยถ้าเผื่อว่าเราไม่คิดว่าอันอื่นเป็นตัวเราแล้วเราก็ตัวเราจะมีแต่ความเห็นแก่ตัวและดูดมาให้แต่แก่ตัวอย่างเดียวเท่านั้นโดดมาไว้ตั้งแต่ตัวทั้งหมดความรักจึงเป็นความเห็นแก่ตัวที่สูงที่สุดไม่มีประโยชน์เลยในโลกไม่มีประโยชน์เลยในโลกความรักเป็นความทุกข์ความรักเป็นความ ความรักเป็นความเห็นแก่ตัวลักษณะของมันโดยตรงคือความดูดความสัมพันธ์เข้ามาหาแกนกลางดูดเข้ามาหาแกนกลางเป็นความยึดไว้นี่เป็นคุณลักษณะของมันที่แท้จริงมันเป็นอย่างนั้นทีนี้เมื่อมันเกิดที่นี่ตัวบุคคลหรือตัวคนนี่แหละจะมีความสามารถวิเคราะห์หรือทำความรู้ให้แก่เราเองได้เพราะว่าคนสามารถวิเคราะห์สามารถเรียนรู้สามารถใช้จิตวิญญาณให้เกิดปัญญาให้เกิดความรู้ที่กระจ่างละเอียดละออมากขึ้นได้คนจึงมาเรียนรู้ถ้า ไม่เรียนรู้คนนั้นก็อยู่กับความรักที่เป็นความหลอกนั้นอยู่ตลอดชาติตลอดกลับตลอดกาลไปหมดแต่ถ้าพูดใดสามารถที่จะใช้ความรักนั้นหรือว่าพยายามกระจายความรักนั้นออกไปไม่ให้มาอยู่ที่ตัวเองคนเดียวไม่ให้มันเป็นความเห็นแก่ตัวให้มันกระจายออกไปสู่คนอื่นดังกล่าวแต่ต้นนั้นบ้างมันก็จะแผ่ไปสู่คนอื่นอีกแผ่ไปได้แผ่ไปสู่คนอื่นก็จะไม่ได้สู้คนอื่นขึ้นได้แต่มันก็จะมีการกลางหรือประธานหรือตัวเรานั่นแหละเป็นตัวเอกซึ่งยังจะยึดถือว่าเป็นตัวเราและมันยังมีความหลงชั้นต่อไปอีกว่าถ้าเผื่อว่าเราจะแผ่ความรักไม่ให้ก็คือให้แก่คนอื่นอีก เราจะถือตัวเราว่าเราเป็นคนมีประโยชน์มันจะถือตรวจแล้วว่าเรามีคนเป็นคนมีประโยชน์แต่คนให้แก่คนอื่นได้อีกถ้าเรารักตัวคนเดียวเราไม่ให้ใครเราเห็นแก่ตัวที่สุดและไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราไปให้แกอีกคนคนหนึ่งเราจะมีประโยชน์เพิ่มขึ้นในอีกคนคนหนึ่งถ้าแพ้ไปอีกหลายคนก็จะมีประโยชน์แก่คนอื่นอีกหลายคนแต่ตัวเองก็ถือตัวเองเหลือเกินว่าตัวเองได้มีประโยชน์แก่เขาและให้แก่เขาแล้วให้ไปเรื่อยๆถ้าให้แก่คนได้มากขึ้นกว้างขึ้นไปสังคมที่กว้างขวางขึ้นเรามีความรักแผ่กระจายไปให้แก่คนอื่นมากขึ้นมากขึ้นเราก็มีประโยชน์ ถ้าเราสามารถแผ่ความรักนั้นไปไม่ได้ว่าความรักเฉยๆสามารถจะกระทำการช่วยเหลือสามารถจะเกื้อกูลซึ่งเป็นบทบาทของคนเห็นได้ว่ามันเป็นคุณลักษณะคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการช่วยเหลือคือไฟล์การเกื้อกูลและมีส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนดูเหมือนว่าเราเรียกมันว่าเกิดจากฤทธิ์ของความรักก็ได้แต่แท้ที่จริงไม่ใช่หรอกความรักโดยตรงนั้นมันไม่ได้ให้ใครความรักโดยตรงมันบอกแล้วแต่ต้นแล้วว่ามันจะเป็นความเห็นแก่ตัวแต่ที่มันให้เขาไปมันไปช่วย คืนนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องรอทำทีไปให้คนอื่นเพื่อจะได้สิ่งอื่นมาตอบแทนเช่นเรารักคนนั้นก็เพื่อจะได้อย่างน้อยที่สุดก็ขอได้ความรักจากคนนั้นตอบแทนด้วยนะเรารักคนคนหนึ่งเราก็ต้องการอีกคนอีกคนนึงมาตอบแทนเราเรารักใครแล้วเราก็เลยไปพยายามที่จะทำให้คนอื่นเขารู้ว่าเรารักโดยการมีสิ่งเชื่อมต่อดังกล่าวแล้วคือจะให้ให้เขารู้ว่าการกระทำอย่างนี้เป็นการแสดงความรักโดยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลและช่วยเหลือคือไฟล์ดังกล่าวแล้วเมื่อกี้นี้จึงเป็นสิ่งประกอบเฉยๆเป็นสิ่งขยายเฉยๆไม่ใช่ตัวความรักแท้ทำอย่างไร แต่เพื่ออะไรเพื่อต้องการสิ่งตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่งจากเขาด้วยเป็นความหลอกต่อไปอีกรางเรือนหรือว่าเพี้ยนเพี้ยนจากตัวความรักที่แท้จริงไปอีกขยายออกไปขยายออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งถ้าเผื่อว่าเราไปรักคนนี้มากๆคนเข้าแล้วก็กระจายออกไปแล้วเราก็จะได้ความช่วยเหลือเกื้อกูลขยายออกไปอีกถ้าเผื่อว่าใครจะรับอะไรก็ตามแต่ถ้าจะรักให้กว้างขวางที่สุดกระจายไปให้มากที่สุดและก็เป็นผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลไฟล์แก่คนอื่นๆให้ได้มากที่สุดได้มันก็จะเป็นความดี แม่ผู้นั้นจะต้องการอะไรตอบแทนมาก็ตามสิ่งที่ตอบแทนที่เข้าใจอยากได้มากที่สุดก็คือความสิ่งหนึ่งที่เราเรียกเป็นภาษาที่ว่าความช่วยเหลือเกื้อกูลนี่แหละตัวตรงๆของมันแล้วมันจะได้ว่าเป็นความดีเพราะการช่วยเหลือผู้อื่นการเกื้อกูลผู้อื่นนี่เป็นความดีที่ลูกนี้ในโลกนี้รู้กันอยู่คนในโลกรู้สิ่งนี้กันอยู่พญาเต่าว่าผู้ใดช่วยใครได้มากที่สุดเกื้อกูลกันได้มากที่สุดเอื้อเฟื้อใครได้มากที่สุดคนนั้นจะมีความดีมากที่สุดถ้าความรักแปรรูปเป็นอย่างนี้ได้มีประโยชน์มีประโยชน์ ขอขยายความรักเป็นภาษาประกอบมาเรื่อยๆเรื่อยๆให้ฟังสักหน่อยจะท้าความตั้งแต่ตอนที่มีประโยชน์ที่สุดเราเรียกว่าเป็นความรักชนิดที่เรียกว่านามเป็นนามธรรมซะก่อนนะขออธิบายอย่างยากๆซะก่อนมาหาอย่างง่ายๆถ้าเรามีความรักแบบเทวนิยมแบบเทวนิยมเอาความรักแบบเทวนิยมนี่ก็คือความรักที่ยังศาสนาศาสนาในสมัยโบราณหรือว่าศาสนาสมัยต่อมาก็ตามแต่ เรียนถึงความรักกันก็เรียนแบบเทวนิยมโดยพยายามที่จะอธิบายความรักเพื่ออย่างที่อาตมากล่าวแล้วเพื่อให้ขยายออกไปให้ไปรับมวลมนุษย์ให้ไปรับอะไรต่ออะไรให้มากที่สุดแล้วก็ช่วยเหลือเกื้อกูลคนได้มากที่สุดให้ได้ให้มากที่สุดมิได้แล้วเขาก็มีข้อแม้ลงไปอีกว่าแม้ไปช่วยเหลือเกื้อกูลใครๆมากได้ที่สุดแล้วก็อย่าต้องการอะไรตอบแทนอย่าต้องการอะไรตอบแทนและก็อธิบายว่าผู้ที่ทำอย่างนั้นจะได้สวรรค์ชั้นยอดเรียกว่าเป็นเทวะอยู่กับเทวะตายก็จะตาย อยู่กับเทวะหรือเกิดกับเทวะคำว่าเทวะคำนี้เรียกให้สูงสุดเขาเรียกว่าพระเจ้าเป็นเทวะยอดแห่งเทวะเรียกว่าพระเจ้าเรียกว่าก๊อตเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดกระจายความรักออกไปเป็นแบบช่วยเหลือเกื้อกูลรักคนให้ได้มากที่สุดทั้งโลกเรารักเราเท่าใดเราก็รักคนอื่นให้เท่าตัวเราอะไรก็แล้วแต่จะมีการอธิบายเพื่อที่จะชี้นำเป็นทฤษฎีชี้นำให้แก่คนทุกๆคนมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้มีแนวโน้มว่าจิตกระทำไปอย่างนี้เพื่อที่จะถอดความเห็นแก่ตัวให้มีการงานหรือไม่มีบทบาทของชีวิตเป็นชีวิตที่ช่วยเหลือเป็นชีวิตที่เกื้อกูล ชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัวมันซึ่งเป็นความรู้สึกหรือว่าเป็นคำอธิบายที่ให้ความขัดแย้งของตัวมันเองมันเป็นการให้คำอธิบายที่ขัดแย้งของตัวความรักเองก็คือการทำลายความรักนั่นเองโดยความจริงก็คือการทำลายความรักทำลายความรู้สึกที่เป็นความจริงของคำว่าความรักออกไปเสียโดยให้เป็นเป็นในรูปแบบว่าไปช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นแล้วไปรักคนอื่นจริงๆแล้วมันเป็นความเห็นแก่ตัวเพราะถ้าเกิดว่ากระจายไปเป็นรูปแบบที่ไปช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นซะได้ความรักก็ถูกทำลายลงทำลายลงด้วยสัจจะแต่ไปเห็นแก่คนอื่นไปให้แก่คนอื่น ไปช่วยคนอื่นมานี่ฟังดีๆนะโดยสัจจะมันเป็นลักษณะอย่างนั้นมันจะกระจายออกไปอย่างนั้นก็เป็นความดีนี่เป็นลักษณะของศาสนาส่วนใหญ่ถ้าอธิบายกันในรูปนี้แต่ก็ไม่พูดตรงๆอย่างที่อาตมาว่าอย่างนี้ก็บอกเลยว่าให้รับก่อนอื่นก็ตั้งสมมติฐานขึ้นมาอย่างหนึ่งว่าพระเจ้าหรือว่าเทวะยอดแห่งเทวะองค์หนึ่งเป็นองค์ที่เยี่ยมยอดที่สุดมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ศาสนาพระเจ้านี่มีมานานก่อนศาสนาพุทธเกิดก็มีพระเจ้ามีชื่อชื่อต่างๆนานาเป็นพระเจ้าชนิดนั้นชนิดนี้และแม้แต่มาสายทางด้านตะวันตกก็มีชื่อก่อนชื่อพระเจ้าโฮวาก่อนชื่ออะไรต่ออะไร แยกกันมาตามประสาตามประสาของเขาทั้งด้านซ้ายตะวันออกก็ไปเรียกพระเจ้าต่างๆเรียกว่าพระพรหมเรียกว่าพระนารายณ์เรียกว่าพระอิศวรพระอิศวรพระศิวะอะไรก็ตามแต่หรือว่าเรียกพระอะไรเยอะแยะเป็นพระเจ้ามานี่เป็นการอธิบายเพื่อที่จะตั้งสมมติฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดเป็นสิ่งที่ดีสุดและก็บอกอธิบายว่าพระเจ้าเนี่ยเป็นสิ่งที่มีสัญลักษณ์อย่างไรมีคุณลักษณะอย่างไรและก็ให้เรานี่ทำตัวเหมือนอย่างพระเจ้าจะได้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันกับพระเจ้าจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเดียวกันเขาก็อธิบายลักษณะของ ตัวเป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวเป็นผู้ที่ช่วยเหลือโปรไฟล์เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลนี่แกนมีแกนเด่นๆหรือไม่มีแกนชัดๆอยู่ตรงนี้เพราะฉะนั้นเราเองเรารักพระเจ้าเราก็ต้องทำตัวเหมือนอย่างพระเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าจะได้เป็นคนเช่นที่พระเจ้าเป็นจะได้มีคุณธรรมเช่นอย่างที่พระคุณพระเจ้าเป็นมีคุณธรรมเช่นเดียวกันถ้าผู้ใดทำได้ก็เป็นความดีผู้ใดทำได้เป็นความดีมีลักษณะเป็นนามธรรมอย่างนั้นเมื่อเราจะช่วยเหลือเกื้อกูลคนมีแต่รูปแบบง่ายๆเรามีของ เราก็เอาของไปให้แก่ผู้อื่นการให้ของแก่ผู้อื่นแม้ที่สุดใจยังหวงอยู่ไม่อยากให้ไม่อยากให้ถูกบีบบังคับให้ก็ตามถูกบีบบังคับให้จำยอมจะให้ก็ตามก็ยังเป็นการแสดงออกซึ่งเรียกว่าความดีใครเห็นในรูปแบบนี้ในทางหูตาจมูกลิ้นกายเห็นชัดๆว่าเอาของเป็นวัตถุให้แก่คนอื่นนี่เป็นความดีนอกจากจะให้ของได้แล้วจะเป็นของชนิดไหนแล้วแต่อาตมาไม่กระจายความนะจะเป็นของที่มีราคาไม่มีราคาจะเป็นของที่มีราคาสูงสุดและเป็นของจำเป็นเป็นของอะไรก็ตามแต่ถ้าลงได้ให้ ทุกข์แก่คนอื่นเขาที่เป็นประโยชน์หากมีข้อแม้ลงไปนิดนึงสักหน่อยที่เป็นประโยชน์ให้สิ่งที่เป็นโทษแก่คนอื่นเขาไม่ได้ว่าความดีเรียกว่าการทำลายกันเรียกว่าการฆ่ากันให้สิ่งที่เป็นประโยชน์เรียกว่าความดีเพราะฉะนั้นเมื่อให้เข้าให้เข้าให้ผู้ใดให้อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นความดีอย่างชัดเจนศาสนามากศาสนาและเกินอธิบายลักษณะนี้เรียกว่าผ่านไม่ว่าทานถ้าผู้ใดมีความรักผู้อื่นแล้วก็ให้แก่ผู้อื่นให้ได้โดยไม่ต้องฝืนใจก็จะยิ่งดีใหญ่ผู้นั้นก็จะให้ได้บ่อยๆถ้ามีความเชื่ออย่างนี้เห็นอย่างนี้ และเข้าใจว่านี่เป็นความดีที่แท้ด้วยใจก็จะไม่ฝืนแล้วก็จะให้จะสร้างความดีอย่างนี้ขึ้นไปจริงๆนี่เป็นสัตว์จะแต่ที่เขาอธิบายกันมาก็ไม่บอกว่าอย่างนั้นก็บอกว่าให้สิทานแล้วจะเป็นบุญจะทานแล้วจะเป็นสิ่งที่ดีจะขึ้นสวรรค์สวรรค์คือแดนสูงที่เทวะอยู่กันสวรรค์คือแดนสูงที่เทวะอยู่กันโดยเฉพาะเทวะชั้นสูงสุดพระเจ้าอยู่แล้วเราจะไม่ได้อยู่กับพระเจ้ายังศาสนาตะวันตกเขาอธิบายว่าพระเจ้าองค์เดียวไม่มีพระเจ้าองค์อื่นเพราะฉะนั้นถ้าขึ้นสวรรค์แล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้าองค์เดียวขอให้มีลักษณะคุณลักษณะอย่างนี้อย่างนี้ก็แล้วกันแม้แต่ศาสนาทางด้านตะวัน ความดีอันนี้ส่วนใหญ่ทั่วไปเลยคนรู้จักและเข้าใจว่าการทานด้วยความดีเป็นความดีเป็นสัจจะแต่เพราะคนถูกหลอกมาแต่อ้อนแต่ออกถูกหลอกมาหลายชั่วอายุหลายชั่วโคตรคนหลายเจนเนอเรชั่นนะหลอกมาว่าให้เห็นแก่ตัวอย่าให้จงหวงแหนจงเอามาให้แก่ตัวเองให้ได้มากที่สุดแย่งชิงที่ถูกหลอกว่าอย่างนี้และสัจจะนั้นน่ะก็พอรู้อยู่ว่าให้นี่ดีแต่เผินมันไม่เด่นชัดส่วนความเห็นแก่ตัวความที่จะเอามาเนี่ยไอ้ที่หลอกไว้เนี่ยมันชัดกว่า คนธรรมดาเกิดมาจึงจะทำแต่สิ่งที่ถูกหลอกนี้แม้จะค่อยๆมีความรู้ขึ้นมาเรื่อยๆว่าสัจจะหรือความจริงนั้นให้น่ะเป็นความดีเอามาให้แก่ตัวเห็นแก่ตัวนี้นะหอบกอบโกยว่าแก่ตัวนั้นน่ะไม่ใช่ความดีหรอกแผ่กระจายความรักหรือว่าช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นให้คนอื่นรู้ว่าเรารักเขาเราช่วยเหลือเขาเราเกื้อกูลเขานั่นน่ะเป็นความถูกต้องกว่าเป็นสัจจะกว่าถึงแม้จะรู้แต่ไม่ซ้ำไม่ย้ำจิตใจไม่พยายามที่จะทำบอกแก่ตัวเองว่าอย่างนี้ดีแล้วหัดทำหัดทำหัดทำหัดทำจะได้พิสูจน์ว่าการให้การให้จะเกิดผลความสัมพันธ์แต่ขยายเกื้อกูลดูดกันไว้เพราะว่าเราแผ่ความรักไปความรักก็จะไปตกอยู่ที่โน่นที่นี่ที่โน่นที่นี่ จะไปสัมพันธ์หรือไปดูดไปดูดไปดูดไว้เป็นความโยงใยเกาะกุมกันอยู่คนถ้าความโยงใยและเกาะกลุ่มกันอยู่รักกันอยู่ด้วยวิธีนี้ผูกพันกันด้วยวัตถุอย่างนี้เนี่ยอธิบายได้แค่วัตถุก่อนนะมีแต่วัตถุอย่างนี้มีแต่ผู้ที่จะให้ให้กันอย่างนี้แล้วสังคมนั้นหรือว่าคนหมู่นั้นจะเป็นสังคมที่มีความดึงดูดกันอยู่อย่างแน่นแฟ้นมีความดึงดูดกันอยู่อย่างรักอย่างมีความรักเพราะมีสิ่งประกอบหรือมีองค์ประกอบของความรักที่เรียกว่าเห็นได้ชัดคือการให้วัตถุนั้นแก่กันและกันไม่เห็นแก่ตัวไม่ดึงดูดเอาไว้แต่ผู้เดียวมีการกระจายมีการเผื่อแผ่สังคมนั้นก็เป็นสังคมที่มีความรักก้อน ฤทธิ์ขยายใหญ่ถ้ามีแต่ตัวมีอันเล็กมีขนาดจ้อยมีขนาดไม่ดีสักคนนั้นเล็กเป็นสังคมแตกแยกแตกเป็นเสี่ยงๆแตกเป็นชิ้นเป็นอันแต่ละคนคือตัวตัวตัวตัวตัวตัวตัวตัวตัวตัวถ้าทุกคนเห็นแก่ตัวหมดเลยมีแต่สังคมที่แตกสังคมที่สลายสังคมที่บาดหมางสังคมที่เข้ากันไม่ได้สังคมที่ไม่มีความสัมพันธ์เพราะไม่เข้าใจความดีที่แท้คือให้คือเกื้อกูลคือช่วยเหลือคนอื่นเพราะเข้าใจความรักผิดที่ออกมาที่ถูกเขาหลอกมาว่าต้องเห็นแก่ตัวจริงๆเราให้นี่นะมันไม่ใช่ความรักหรอกให้เนี่ยมัน ความรักความรักบอกแล้วว่าเห็นแก่ตัวให้นี่เป็นความเกื้อกูลความช่วยเหลือผู้อื่นความแผ่ออกบอกแล้วว่าความรักนี่คือมันดูดเข้าแต่ให้ไปเนี่ยมันเป็นความแผ่ออกความกระจายออกความแตกออกไปจากแกนกลางความอาตมาก็พยายามที่จะใช้ภาษาที่อธิบายถึงสัจจะจริงๆนะออกไปเท่าที่อาตมามีภูมิมีปัญญาเนี่ยให้พวกคุณได้เข้าใจให้ได้เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าใครใครเข้าใจสัจจะแล้วเราจะไม่จำเป็นจะต้องมีสัจจะมีความรักเลยแต่เรารู้ว่าการให้นี่เป็นความดีเป็นสิ่งเพียงอยู่เป็นรูปแบบชนิดหนึ่งเท่านั้นเองในโลกว่าถ้าให้คนอื่นแล้วนี่เขาดูเหมือนว่าเราได้รับเขาแต่ถ้าไปรักเขาไว้แล้วเราให้ข้อความลับ เราจะต้องการสิ่งตอบแทนเสมอถ้าเราให้เพื่อความรักเราจะต้องการสิ่งตอบแทนเสมออย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้เขาว่าเราดีหรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้เขาได้รู้ว่าเรามีบุญคุณต่อเขามีบุญคุณต่อเขาให้คนอื่นเห็นว่าเรานี่เป็นคนดีทำกับคนนี้เรามีบุญคุณต่อคนนี้ถ้าทำให้คนอื่นเห็นก็เพื่อที่จะให้คนอื่นเห็นว่าเรานี่เป็นคนดีมีบุญคุณต่อคนนี้ถ้าเราทำส่วนตัวก็ให้เขานั่นแหละรู้ว่าเรามีบุญคุณต่อเขาแล้วอย่างน้อยที่ถูกต้องการให้เขารู้ว่าเรามีบุญคุณต่อเขาให้เขารักเราตอบแล้วก็ให้เราตอบว่าเขาจะให้อะไรก็ตามถ้าเราอยากได้อะไรเราก็เป็นจะเป็นพยายามไปเอาจากนั้นถ้าเขารักเราจริงเขารักเราตอบแล้วเราก็จะเอาอันนั้นออก เขาก็จะให้เราคนนั้นมารักเราจริงเขาก็จะให้เหมือนกันเนี่ยเป็นสภาวะจะดำเนินอยู่อย่างนี้ในโลกมันเป็นความผูกพันเป็นความผูกพันเพราะโลกธรรมดาธรรมดาอยู่ได้ด้วยความรักที่มีบทบาทของการย้อนแย้งความรักเป็น directed ต้องย้อนแย้งคือว่าต้องพยายามกระจายออกไม่ใช่รักจริงๆคือรักไม่เห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นการทำลายแต่จะมันก็จะยืนยันสัจจะอยู่เรื่อยสัจจะไอ้ที่บอกว่ามันเป็นตัวความหล่อความรักเนี่ยมันเป็นอย่างนั้นมันจะดึงดึงดึงดึงดึงดึงดึงดึงดึงเข้ามาหาตัวอยู่ด้วยรักๆแล้วมันก็จะรักและเห็นแก่ตัวเนี่ยเป็นแกนเกิดชัดเจนพยายามศาสดาใดๆเกิดขึ้นมาก็รู้ว่าอาจารย์ใดๆหรือเปล่าใดๆที่เกิดขึ้นมาก็พยายามที่จะอธิบาย บอกว่าอย่าไปเห็นแก่ความรักอย่าไปเห็นแก่ตัวขยายความรักออกกระจายความรักออกใช้ภาษานำให้เผื่อแผ่คนอื่นด้วยวัตถุประสงค์อ่ะทีนี้ขยายไปอีกนิดนึงถ้าเราไม่ให้วัตถุไม่เผื่อแผ่ไม่กระจายวัตถุที่เรามีแก่คนอื่นไปไม่ใช่ไม่กระจายกระจายแล้วคนเราไม่มีวัตถุหรือมีวัตถุกระจายไปแล้วเรายังมีทางจะกระจายสิ่งอื่นมาให้แก่เขาได้อีกนอกจากวัตถุเราก็กระจายแรงแรงงานแรงงานในตัวคนแบ่งออกเป็น 2 อย่าง 1 แรงกาย 2 แรงสมองหรือแรงปัญญาที่นี่นอกจากเราจะให้คนอื่นได้ด้วยวัตถุแล้วที่เป็นสิทธิของเราแจกจ่ายเพื่อคุณคนอื่นเหมือนกับเรามีความรักคนอื่น เราจึงให้เขานอกจากอ้ายแล้ววัตถุแล้วก็ให้แรงกายก็ได้เราช่วยเขาด้วยแรงกายเกื้อกูลเขาด้วยแรงตายกระทำการช่วยลงมือโรงแรมแล้วแต่เราคือจ่ายแรงกายจริงๆช่วยเขาวิ่งเต้นยังไงก็ตามแต่ถึงขนาดจะขุดจะแบกจะหาอะไรก็ตามแต่เรียกว่าช่วยด้วยตัวกำลังกายที่เรามีให้แก่เขาโดยตรงก็เป็นการเกื้อกูลช่วยเหลือในโลกและก็จะเป็นความสัมพันธ์อยู่ถ้าโลกนี้มีการสัมพันธ์กันอยู่ด้วยการช่วยเหลืออย่างนี้ทั้งแรงกายอีกและทั้งแรงปัญญาหรือแดงสมองที่มีอีกก็ใช้แรงสมองใช้แรงปัญญานี่คิดค้นหรือทำอะไรก็ตามแต่แล้วก็ให้แก่เขาให้กันให้ปิดบัง ไม่คิดราคาจะไม่คิดราคาให้แรงกายก็ไม่ตีราคาเอามาให้นี่หมายความว่าไม่ต้องตีราคามาแลกเปลี่ยนเรานั่นแหละเป็นของที่สูงสุดและเป็นราคาที่ดีแต่ว่าถ้าเกิดว่าใครให้เพื่อที่ต้องการสิ่งที่ตอบแทนเลยให้แรงกายตีราคาเป็นเงินตีราคาเป็นของแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุอย่างนั้นราคาตามอัตราของโลกอัตราของสังคมเราก็ไม่ได้เรียกว่าเราให้เราไม่ได้เรียกว่าเราเกื้อกูลเราไม่ได้เรียกว่าให้เราไม่เรียกว่าคือปูนอันนี้ภาษาในโลกเขาเรียกว่าการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเท่ากันเราให้แรงกายไปแล้วคนนี้ให้สตางค์แทนมาหรือว่าให้ของแทนมาเรียกว่าเจ้ากัดไม่มีบุญคุณต่อกันหรือไม่มีอะไรมา กันได้ถ้าครบบริบูรณ์ส่วนนั้นแล้วหรือใช้แรงสมองจ่ายแรงสมองออกไปคนนั้นก็จ่ายเงินทดแทนมาหรือจ่ายวัตถุอะไรเข้าของอะไรก็ตามแต่ทดแทนมาพระเจ้ากันหรือเรามีของอย่างหนึ่งให้เขาไปคนอื่นก็เอาของอีกอย่างนึงมาแลกกันก็เรียกว่าซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนก็เจ้ากันเหมือนกันอย่างนี้ไม่ใช่ความรักอย่างนี้เป็นบทปฏิบัติธรรมดาธรรมดาของโลกมนุษย์ที่เข้าใจกันและก็ถือว่ายุติธรรมหรือว่าธรรมดาไอ้โลกที่มีอยู่อย่างนี้ไม่มีความผูกพันไม่มีแม้แต่แง่ของสิ่งที่เรียกว่าความรักที่แปรรูปไปหน่อยนึงที่อาตมาอธิบายมาแต่ต้นแล้วว่าเมื่อออกจากความรักก็แปรรูปว่าเป็นการให้การเกื้อกูลการช่วยเหลือเนี่ยไม่มี พอแลกเปลี่ยนอย่างนี้ไม่ใช่ไม่ใช่ความสัมพันธ์หรือไม่ใช่ความดึงดูดเป็นเรื่องธรรมดาแล้วเลิกกันแล้วก็ขาดกันไปเพราะโลกถ้าจะมีแต่การซื้อขายมีแต่การแลกเปลี่ยนโลกหรือสังคมอยู่ไม่ได้อยู่ไม่ได้เปราะบางแตกง่ายแล้วก็ไม่ดึงดูดกันเลยนอกนั้นจะเอาเปรียบกันด้วยฉันจะได้มากเพราะอะไรเพราะความเห็นแก่ตัวหรือรักตัวมากถ้าเราให้ของคนนี้ไปขอทีแรกมาจะต้องเราจะต้องพยายามให้ได้กำไรกว่าเพราะความเห็นแก่ตัวด้วยความรักตัวมากเป็นความรักอยู่ที่นี่ไม่มีการเกิดแผลเลยไม่มีแม้แต่คู่เคียงลักษณะแปรรูปความรักที่เรียกว่าเป็นการช่วยเหลือคือการเกื้อกูลไม่มีสังคมที่ไม่มีความรู้อย่างนี้และสังคมที่ไม่มีคนที่คิดอ่าน อย่างนี้มีแต่การแลกเปลี่ยนกันเฉยๆอย่างนี้สังคมที่เป็นสังคมที่จะแตกแยกเป็นสังคมที่จะทำลายแต่สังคมที่จะเสื่อมทรามลงได้เร็วที่สุดเพราะฉะนั้นจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องมีคนหรือมีศาสดาหรือมีปราชญ์ขึ้นมาอธิบายความเป็นอยู่ของสังคมโดยฉลาดอธิบายไม่อธิบายความรักอย่างที่อาตมาอธิบายอาตมามาเผยใจความรักซะแล้วอาตมาเริ่มต้นในการเผยตายความรักว่าเป็นความหลอกเป็นความไม่ดีทีนี้คุณเองมีในตัวในตัวคุณเนี่ยอย่างน้อยที่สุดรักตัวเอง อยากได้อะไรก็ได้มาไว้ให้แก่ตัวเองไม่ว่าในสิ่งอะไรที่เรารักเราอยากอะไรก็ได้อะไรได้มอบให้แก่ตัวเองนี่แหละนี่เป็นอยู่แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นความหล่อเพราะฉะนั้นน่ะศาสดาหรือว่าอาจารย์หรือเปล่าทั้งหลายแหล่จึงพยายามที่จะมาแปรเปลี่ยนความคิดนี้ให้รู้จักสัจธรรมเสียว่าความรักเนี่ยเป็นสิ่งจอมปลอมเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรอกมันหลอกเอาไว้ให้เราหลงเห็นแก่ตัวถ้าเราไม่เห็นแก่ตัวเสียกลายเป็นแปรสภาพไปเป็นลักษณะทดแทนลักษณะแปรรูปออกไปหาคนอื่นซะไม่ใช่มาเห็นแก่ตัวไม่ใช่มาดูดไว้ที่ตัวก็จะเกิดประโยชน์กระจายออกไปในโลกในสังคมศาสนาที่อธิบายแปรรูปไปอย่างนี้แหละจึงเป็นประโยชน์ในโลกในสังคมแต่ไหนๆแต่กลับ วันไหนมาตลอดทุกยุคทุกสมัยที่มีมนุษย์โลกเกิดขึ้นมาจะเป็นอย่างนี้ทีนี้อาตมาอธิบายจุดนึงแล้วว่าศาสนาชนิดที่เป็นเทวนิยมสมมุติสิ่งที่สูงที่สุดไวท์บอร์ดพวกคุณว่าคุณจะได้ไปอยู่สวรรค์คุณจะได้ไปอยู่กับเทวะบอกแล้วว่าเทวะองค์ที่สูงที่สุดเรียกว่าพระเจ้าเพราะคุณทำความดีอย่างนี้คือกระจายออกรักคนอื่นให้เหมือนรักตัวให้มากที่สุดให้กว้างที่สุดรักคนทั้งโลกอย่าไปเกลียดใครแล้วก็แปลความรักว่าคือการให้คือทานคือการเกื้อกูลคือการแจกจ่ายเสียนี่แหละท่านกำลังทำลายคำว่าความรักเสียนั่นเองแต่ใช้ภาษาอธิบาย เชิงอธิบายตัวแปรสภาพเสียไม่ให้มาเห็นแก่ตัวให้ไปช่วยคนอื่นให้กระจายไปหาคนอื่นทำได้ก็เป็นบุญหรือเป็นเทวะด้วยคนเราจึงคิดว่าเราเองเป็นเทวดาหรือเป็นเทวะเพราะเราได้ทำดีอย่างนี้และโดยจริงก็ดีจริงๆไม่ต้องเอาว่าไปอยู่ที่ไหนอยู่ที่ในโลกนี้อยู่ที่ในเมืองมนุษย์นี้อยู่กับสังคมอยู่กับมนุษย์นี้ถ้าเราเป็นคนให้ได้โดยที่เราก็อยู่ได้บางคนได้เขาแล้วเราไม่มีกินไม่มีอยู่ก็อยู่ไม่ได้นะแต่ว่าถ้าคุณสามารถก็อ้าว พระอาจารย์ให้อยู่ในสังคมนี้จึงมีความสัมพันธ์หรือมีความดึงดูดอยู่ในสังคมอยู่ได้ตลอดกาลผู้ใดยิ่งมาชักชวนกันให้ชักชวนกันไม่เห็นแก่ตัวชักชวนกันทำลายความรักเสียแต่ที่จริงภาษาอธิบายให้ฟังไม่ฟังไม่ดีเมาฟังไม่ดีเมาเพราะฉะนั้นเมื่อมาแจกความรักหรือแปลสภาพความรับผิดความไม่เห็นแก่ตัวเป็นความที่ให้ผู้อื่นแก่ผู้อื่นผู้อื่นสังคมจึงอยู่ได้ถ้ายิ่งผู้ใดทำมากให้ทั้งวัตถุให้ทั้งแรงกายเสียสละทั้งแรงกายเสียสละทั้งวัตถุเสียสละทั้งแรงสมอง แต่คนอื่นได้โดยไม่มีไม่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนให้มันเจ๊าให้มันหมดค่าถ้านี้ตีราคาเราให้แรงกายตอนนี้ตีราคาเท่านี้สมดุลกันแล้วจะเอากันแล้วมันก็ไม่มีการให้หรือไม่มีการทานไม่มีสวรรค์ไม่มีเทวะไม่มีเหลือแต่ถ้าเราทำงานให้เขาแค่นี้สมุดสมมุติว่ารออยู่นี่ตีราคายูนิตละบาทแล้วได้มาเพียง 50 บาทเหลือ 50 ยูนิตเราไม่ได้ราคามาเราก็เป็นประโยชน์กับโลกไปแล้ว 50 ยูนิต 50 ยูนิตนั้นเป็นความดีเป็นสวรรค์เป็นเทวะเพราะฉะนั้นถ้าใครทานแล้วไม่เอาอะไรตอบแทนคืนมาคนนั้นได้ได้บุญ อ้ายสวรรค์หรือได้เป็นเทวะได้ใกล้ชิดพระเจ้าได้ไปเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันกับพระเจ้าเป็นความดีอันนี้ไม่ผิดหรอกถูกต้องแต่ความดีจริงๆเหลือแต่ถ้าคนใดทำทานแล้วก็ไปคิดแลกเปลี่ยนหรือให้นี่แล้วเรียกแลกเปลี่ยนต้องการอะไรตอบแทนอยู่คนนั้นก็คือทำลายความดีเพราะยังต้องการมาหาตัวยังมีเศษความรักความบนก็มาหาตัวความมาเห็นแก่ตัวอีกเพราะเราทำประโยชน์หรือว่าให้วัตถุคนนี้ไปอย่างนี้ต้องการของคนอื่นตอบแทนมาหาตัวเองก็นั่นแหละคือความบอกแล้วว่าความรักอันนี้แล้วก็มันก็เข้ามาหาตัวต้องการอะไรอื่นที่โยงเข้ามาหาตัวเป็นความดูดเข้ามาหาตัวเองเห็นแก่ตัวนั่นเองจะหาอะไรมาให้แ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive