ไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะอวิชชาสู่ความเป็นกลางได้ในยุคนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะอวิชชาสู่ความเป็นกลางได้ในยุคนี้ _ฟ้าเจือศีล.... การฟังธรรมวันที่ 16 กันยายน เป็นการพูดถึงผลงาน 52 ปีของพ่อท่านที่พากเพียรบากบั่นสร้างมา เป็นผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ไม่มีใครจะเทียบได้ ใครจะเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ขนาดนี้ พ่อครูว่า... คนที่พูดนี้เรียนมาทางความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ทางบัญชี ทางการเงิน ปริญญาโท _ฟ้าเจือศีล(ต่อ) ... ประกอบกับหลัก กาละ เทศะ ฐานะ มีตัวอย่างชัดในอโศก จุดเริ่มต้นจากบุคคลคนเดียวคือพ่อท่านทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากศีลข้อที่ 1 คำสอนที่ว่า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ คำสอนนี้ ครอบคลุมไปหมดตลอดชีวิตและทุกชีวิตในโลก พ่อท่าน แสดงธรรมเป็นตัวอย่างของความไม่มีตัวตน เป็นตัวอย่างของความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นแบบอย่างในทุกเรื่อง พ่อท่านสอนด้วย การกระทำของท่านเอง โดยไม่บังคับให้ต้องทำตาม พ่อท่านสอนให้มีสำนึกและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทั้งหมดที่เขียนนี้ ไม่ใช่จะตั้งใจ สรรเสริญ ยกย่อง แต่เป็นเรื่องที่ต้องบอกให้โลกนี้รับรู้ว่า “ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เป็นบุคคลที่โลกต้องรู้จัก” พ่อครูว่า...อาตมาเกิดมายุคนี้เป็นไก่ตัวพี่เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าท่านเปรียบตัวท่านเหมือนไก่ที่อยู่ในกระเปาะไข่ กระเปาะไข่เหมือนกรอบอวิชชาที่หุ้มห่อคนอยู่ แล้วไก่อยู่ในฟองไก่(ไข่) มันหุ้มลูกไก่อยู่ข้างใน ลูกไก่ตัวไหนเจาะกระเปาะไข่ออกมาได้เป็นตัวแรกลูกไก่ตัวนั้นเป็นตัวพี่ ท่านไม่ได้ยกย่องตัวเอง แต่ท่านบอกว่า ท่านรู้ก่อนใครๆ ท่านไม่ได้ยกย่องตัวเอง ไม่ได้ชมตัวเอง แต่ท่านรู้จักสัจจะนี้ก่อนใครๆเท่านั้นเอง ซึ่งมันเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรู้ที่ออกมานอกกรอบของอวิชชา ออกจากกระเปาะไข่ เป็นโลกใหม่ที่แปลก โลกเก่าเป็นโลกียะ
อ่านต่อ
มีแต่ความดีกับความชั่วที่เป็นสมมุติสัจจะ สมมุติกันว่าดีว่าชั่ว ซึ่ง ไม่ตรงกันทีเดียว แล้วแต่กาละ เทศะ ฐานะ ซึ่งไม่เที่ยงหรอก ความดีความชั่วนั้นไม่เที่ยง แต่ความสุข ความทุกข์ นี่เป็นโลกุตระ เป็นคู่เอกของจิตวิญญาณ ที่ชาวเทวนิยมหรือชาวโลกทั้งหลายที่อยู่ใน กระเปาะอวิชชา ไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ นอกจากไม่ได้เรียนรู้แล้วหลงด้วย หลงว่าสุขนี้นิรันดร เขาไม่รู้ว่าสุขทุกข์เป็นมายา เป็นเรื่องโง่ เป็นเรื่องของมายาศาสตร์ เป็นเรื่องของคนไม่มีภูมิปัญญาแท้จริงแล้ว จะต้องตกเป็นทาสสุข ไม่ชอบทุกข์ แต่ สุขทุกข์มันเป็นสภาพ 1 ใน 2, 2 ใน 1 คุณเอาสุข คุณก็ได้ทุกข์ เหมือนกระดาษสองหน้าพระพุทธเจ้าถึงได้สอนเรื่องทุกข์อริยสัจ บริษัทคือผู้มีปัญญาผู้เป็นอริยะ เข้าใจให้ได้อย่าไปหลงมัน ทุกข์นั่นแหละ เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ก็คือ อวิชชา เป็นตัวโง่ รู้ให้ได้ว่ามาเกิดเป็นมนุษย์แล้วอย่าไปหลงใหลเสพติดอยู่ในเรื่องเหล่านั้น เพราะฉะนั้นในโลกผู้ไม่รู้มันเยอะ อวิชชามันเยอะแล้ว เขาก็ติดสุขเป็นเทวนิยม ยังไม่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว มันเกิดเป็นธรรมชาติ เกิดตามสภาพที่เป็น รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส ตามความเป็นจริงเท่านั้น มันไม่มีอารมณ์ว่าจะต้องอย่างนี้ชอบ อย่างนี้ชัง คุณชอบคุณชังเป็นอารมณ์ที่คุณสร้างเองทั้งนั้น อะไรมันเข้ามาเผชิญกับเรา เราสัมผัสกับมัน อะไรควรเราก็รับอะไรไม่ควรเราก็ไม่ต้องรับ ตามฐานะแต่ละบุคคล บุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริตมีปัญญาลึก ก็จะเห็นว่าสิ่งที่ควรนั้นก็มีประโยชน์ สิ่งที่ควรนั้นก็คือมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรก็ ห่างไปเรื่อยๆ แล้วคนไปรับสิ่งไร้สาระมาเป็นสิ่งที่ควร มาเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น มันเยอะเหลือเกินมันโง่ เพราะฉะนั้น ละออกมาเรื่อยๆ อันไหนรู้ก่อนก็ ละออกมาเรื่อยๆ จริงๆ ชีวิตมันนิดเดียว มีปัจจัย 4 มีบริขาร มีเครื่องประกอบใช้บ้าง นิดๆหน่อยๆ เพราะฉะนั้น คนที่รู้ขีดขอบของการมีชีวิตอยู่ จะรู้ว่าไม่ต้องมีมากเลย มีมากมันเป็นภาระ มีมากต้องเก็บงำดูแลรักษาเป็นภาระ ต้องแบกต้องหาม แค่ รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ภาราหเวปัญจขันธา ขันธ์ 5 ต้องเป็นภาระให้ต้องดูแลมัน ต้องกิน ต้องขี้ต้องเยี่ยว ต้องตื่น ต้องทำงาน ภาราหเวปัญจขันธา หนักหนาสาหัส กว่าจะเข้าใจได้ถึงขนาดนี้ พุทธเจ้าถึงบอกว่า เกิดมายังมีขันธ์ 5 เลย เลิกเถอะจบเถอะ เกิดมาไม่รู้กี่ชาติมาหลงอยู่อย่างนี้ แท้ๆ ถ้าชีวิตคุณจะมีอยู่ต่อไปคุณก็หยุดชั่ว ประพฤติดี นั่นเป็นโลกียะ สองอย่าไปติดในสุขและทุกข์เป็นโลกุตระ แต่เทวนิยมหรือโลกทั้งหลายแหล่นี่ยากที่จะเรียนรู้เรื่องสุข เรื่องทุกข์ แล้วเลิกเรื่องสุขเรื่องทุกข์มาเป็นจิตเป็นกลาง จิตเป็นกลาง เขาไปแปล มัชฌิมาปฏิปทา ว่า ทางสายกลาง ความเป็นกลาง แล้วคุณก็ไปเอา ปฏิปทา มาแปลว่า เป็นทาง ที่จริง ทางเหมือนถนนเดิน แต่ถ้าบอกว่าวิธีปฏิบัติ มันไม่ใช่แค่ถนนเดิน มันคือวิธีที่คุณจะเอามาใช้ปฏิบัติ เพื่อให้ถึงความเป็นกลาง แต่ คุณไปแปลว่าทางเดิน ถนนเดิน คุณก็เดินตรงกลางถนนไป จะไปไหน ต้องไปทางสายกลาง แล้วจะไปถึงไหน ทางสายกลาง แล้วกลางอยู่ตรงไหน เขาก็ว่าเดินอยู่กลาง ถามว่าเมื่อไหร่จะถึง เขาก็บอกว่า เดินอยู่กลางอยู่แล้ว คุณไม่รู้ว่า กลางนี่คือจะต้องไม่มีทั้ง 2 อย่าง ไม่มีทั้งขั้วบวกขั้วลบ กลางคือ nautral คุณต้องมีจิตขั้นนั้น ปฏิบัติ 2 ข้าง มันดูดผลักอะไรคือ กามกับอัตตา ก็มาเรียนรู้หมดกาม หมดอัตตา กามหมดก่อนเหลือ รูปอัตตา อรูปอัตตา หมดอีก จบจ้อย ไม่ได้มาเรียนรู้ความเป็นกลางอย่างว่านี้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ความเป็นจริงเท่านี้ก็เข้าใจไม่ได้ มันก็เลยปฏิบัติไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่แปล ซึ่ง มันน่าเห็นใจเหมือนกัน มัชฌิมาปฏิปทา ไปแปลว่าทางสายกลางนี่ มันก็เลยไปกันใหญ่เดินอยู่ที่ตรงกลางและไปไหนไปทางสายกลาง แล้วอธิบายประกอบด้วยนะว่าเหมือนพิณ 3 สาย อย่าไปหลงเส้นต่ำ อย่าไปหลงเส้นสูง อ้าว แล้วให้ดีดแต่สายกลาง แล้วจะเป็นเพลงได้อย่างไร ดีดสายเดียว _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยอธิบายว่า ไม่ว่ามันจะสายหย่อนหรือตึงสายไหน ทุกสายก็ขันให้มันตึงหมดนั่นแหละ ให้ได้สมดุล พ่อครูว่า... ให้ได้สมดุลและดีดทุกเส้น เรียนรู้ทุกอย่างรอบถ้วน ไปเลือกเอาหน่อยๆส่วนหนึ่ง เท่านั้นไม่พอไม่ได้ไม่ครบ 650919 ธรรมิกราชแจกแจงสังขารในปฏิจจสมุปบาท รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 55