มิจฉาอาชีวะ 5 คืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
มิจฉาอาชีวะ 5 คืออย่างไร _สว่างแสง ขวัญดาว · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูเรื่องมิจฉาอาชีว 5 มี 1.กุหนา การโกง 2.ลปนา การหลอกลวง 3.เนมิตตกตา การตลบตะแลง 4.นิปเปสิกตา การมอบตนไปในทางผิด 5.ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา การเอาลาภแลกลาภ ลูกสงสัยกรณีการโกง การหลอกลวง การตลบตะแลงนั้นมีความหมายและแตกต่างกันอย่างไรคะ ลูกยังแยกไม่ออก ยังไม่ชัดค่ะ กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ไม่เข้าใจตัวหลัง ตั้งแต่การโกงการหลอกลวง กุหนาก็คือการโกง มันโกงกันอย่างดื้อๆด้านๆ แล้วยังไม่นึกว่าตัวเองโกงเลย หน้าด้านหน้าตาเฉย เหมือนอย่างทักษิณทำกันไป ไม่พอ จนพาน้องนุ่งมาโกง แล้วยังพาพี่พาน้องตระกูลมาโกง นั่นคือมิจฉาอาชีวะ กรรม เป็นการกระทำ ทำแล้วเขาก็ต้องได้วิบากบาป ได้วิบากอกุศลติดตัวไปแน่นอน แต่คนพวกนี้ไม่เกรงกลัวกรรม กลัวบาปอะไรหรอก โกหกอยู่ได้ทุกวัน พูดไปทั้งๆที่ตัวเองเป็น แล้วก็พูดกลบว่าตัวเองไม่เป็น กลับมายกย่องตัวเอง ทักษิณเอ๋ย จะต้องสร้างบาปอกุศลให้แก่ตัวเองสักเท่าไหร่ ถ้าแกหยุดพูดจะได้เพลา แต่นี่แกพูดคำโกหกตอแหลไปเรื่อยๆ ก็ชัดเจนว่ากรรมเป็นอันทำ น่าสงสาร การโกง ก็ยกตัวอย่างเป็นตัวเป็นตนชัดแล้วล่ะ คนอื่นๆ ก็ทำสู้ทักษิณไม่ได้หรอก โกงนี่ ทำครบ กาย วาจา ใจ “หลอกลวง” นี่ใช้ปาก คำพูด ใช้ภาษาเป็นหลัก หลอกลวง สู่แดนธรรม... คืออาจพูดไม่ครบก็ได้ครับ พ่อครูว่า... มีหลายมิติหลายระดับ พูดไม่ครบเจตนาให้หลงผิดไปด้วยก็เป็นการหลอกลวงทั้งนั้น การ “ตลบแตลง” ท่านแปลมาจากคำว่า เนมิตกตา หรือแปลว่าการเสี่ยงโชค คือ ยังไม่แน่นอน ยังไม่มั่นใจยังไม่ค่อยรู้เรื่องหรือยังไม่ชัดเจนสักอย่าง จะว่าดี จะว่าถูก หรือจะว่าดีจะว่าไม่ถูกก็ไม่แน่ชัด สู่แดนธรรม
อ่านต่อ
... พ่อครูเคยว่า ไปทำให้เขาคิดว่าช่วย แต่ที่จริงหลอกลวง เอาเปรียบเขา พ่อครูว่า... ตลบแตลง 4. มอบตัวในทางที่ผิดอันนี้เป็นคนชัดเจนแล้วเรื่องดีเรื่องไม่ดีเรื่องสมมุติสัจจะชัด แต่ตัวเองก็ยังเป็นทาสคนผิด ไปรับใช้คนผิด อย่างนี้เรียกว่า ตนสะอาด แต่ตนก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้ ไม่อยู่กับผู้ที่ถูกต้องด้วยกัน ไปพึ่งคนที่มีบาป มันน่าขายขี้หน้า นี่เป็นอาชีพระดับที่ 4 ระดับที่ 5 นี้สุดยอด อาชีพที่ทำงานจะต้องเอาสิ่งแลกเปลี่ยนกลับมาให้ตนเอง เป็นอาชีพที่ถือว่ายังไม่ประเสริฐเลิศยอด อาชีพที่สูงสุดเรียกว่า สัมมาอาชีพ ข้อที่ 5 ทำงานฟรี ทำงานแล้ว ไม่เอาสิ่งตอบแทนเลย จนกระทั่งเป็น ทานข้อที่ 1 ทานหรือให้ ข้อที่ 1 คือ ไม่มี สาเปกโข ทานอย่างชนิดไม่มีจิตที่จะต้องต่อฟไปว่าเรายึดเป็นบุญเป็นคุณ ทำแล้วก็จบในตัวของการให้แล้วก็จบ นี่ทาน สุดยอด ข้อที่ 2 คือ ไม่มี ปฏิพัทจิตโต ยิ่ง ไปผูกพันอยู่อีก มันก็ยิ่งยาวยืด แล้วสั่งสมเป็น สันนิธิเปกโข และสั่งสมเอาไว้กินใช้ในชาติหน้า ปริภุญชิตสามีติ เลอะไปหมด พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เดี๋ยวนี้เลยเถิดไปหมด ศาสนาพุทธออกนอกรีตนอกราว เป็นภพ เป็นชาติ ต่างๆนานา มันห่างไกลจากพุทธธรรมไปไกลมาก จนหาร่องรอยธรรมะที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าไม่ค่อยได้ แม้แต่ทานก็ดี ศีลก็ดี ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องสมาธิ ปัญญา เลย 650921 ปฏิบัติ รูป 28 ในสติปัฏฐาน 4 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ