ปฏิบัติ รูป 28 ในสติปัฏฐาน 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิบัติ รูป 28 ในสติปัฏฐาน 4 _Jaitham Sittinawin (ใจธรรม สิทธินาวิน) · พ่อครูคะ ขอให้พ่อครูกรุณาอธิบาย เรื่องสติปัฏฐาน ๔ และวิธีปฏิบัติข้อสติปัฏฐาน ๔ แต่ละข้อๆ อีกสักครั้งค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ พ่อครูว่า... ก็ตกลงเอาสติปัฏฐาน 4 มาอธิบายกันในวันนี้
สติปัฏฐาน 4 เป็นข้อแรกในโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งท่านแบ่งเป็น 7 หมวด สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8
สติปัฏฐาน 4 มี กาย เวทนา จิต ธรรม ใน ล.๓๑ ข.๖๒๐ เขียนไว้ถึงโลกุตรธรรม ๔๖ สติปัฏฐาน 4 คุณจะต้องชัดเจนในคำว่า “กาย” แล้วในคำว่า กายจะเนื่องเกี่ยวไปถึงเวทนา เนื่องเกี่ยวไปถึงจิต สุดท้ายทรงไว้ก็รวมเรียกว่า ธรรมะ มีกาย เวทนาในจิต แล้วเรียนให้ครบ กายเวทนาจิต โดยเข้าใจธรรมะหรือหลักใหญ่เลยก็คือ ธรรมะแบ่งเป็น 2 ใหญ่ๆ ธรรมะหนึ่ง คือ โลกียธรรม ธรรมะอีกหนึ่ง คือ โลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนี้มีในศาสนาพุทธเท่านั้นในโลก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... เราจะได้ฟังปรมัตถธรรมอันลึกซึ้ง ให้เราปฏิบัติ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แล้วจับอาการของจิตให้ได้ พ่อครูว่า... ก็ต้องรู้เป็นคู่ๆ คู่ที่สำคัญก็คือคู่โลกียกับคู่โลกุตระ ซึ่งเป็นธรรมะ โลกุตรธรรมกับโลกียธรรม ต้องชัดเจนก่อน ถ้าไม่ชัดเจน คุณปฏิบัติธรรม คุณจะปฏิบัติธรรมได้เป็นโลกียธรรม โลกียธรรม คุณจะแยกได้แต่เพียงดีกับชั่ว มีสูงมีต่ำ มีมากมีน้อย มีเจริญมีเสื่อม แค่ดีและชั่ว นี่เป็นโลกียธรรม แต่โลกุตรธรรมนั้นแน่นอน ดีชั่วก็รู้กันแน่นอน แล้วก็ทำก่อนเหมือนกัน ทำให้ได้เหมือนกัน ทำก่อน แล้วยังมีแถม รู้จักสุขและทุกข์ อันนี้แหละเป็นตัวแบ่งชัดเจนว่า เป็นโลกุตรธรรมกับโลกียธรรมต่างกันอย่างไร โลกียธรรมให้รู้เรื่องข
อ่านต่อ
องสุขและทุกข์ แต่โลกุตรธรรมนั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสุขทุกข์ แล้วจัดการเรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรียนรู้สุขทุกข์นี้แหละ จากกาย จากเวทนา จากจิต เรียนรู้สุขทุกข์ แล้วจัดการกับสุขทุกข์ เรียนรู้สุขทุกข์จาก กาย เวทนา จิต มี 3 ตัว เมื่อกี้นี้ขยายความธรรมะแล้ว 3 ตัวนี้ไม่ได้แยกกัน คนที่ไปแยกกาย พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องแยกกายแยกจิต ต้องเข้าใจให้เป็นสัมมาทิฏฐิก่อนอื่นด้วย ถ้าแยกกายแยกจิต ไม่สัมมาทิฏฐิก่อนอื่น มันก็มาปฏิบัติธรรมไม่ไปไหนอีกเหมือนกัน ไม่มีทางบรรลุหรอก ผู้ที่เรียนธรรมะกันอยู่จบด็อกเตอร์ จบเปรียญ 9 จบอะไรก็แล้วแต่ที่เรียนกันอยู่ ขออภัยที่พูดความจริงเขาไม่ได้รู้รายละเอียดพวกนี้หรอก จึงไม่ได้พูดกันเรื่องแบบนี้ มีแต่พาไปนั่งหลับตามีแต่พาไปเดินหนอ ย่างหนอ ไปทำตามจารีตประเพณีต่างๆหมด ไม่ได้มาสนใจอย่างที่ว่านี้ อธิบายกันให้เข้าใจ ผู้ที่เป็นอาจารย์จะต้องรู้จริงและปฏิบัติได้ มันไม่มี มันก็บังคับไม่ได้ เขาก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาพูดมาอธิบายมายืนยัน เพราะว่าเขาก็ทำไม่เป็นด้วย มันก็เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นข้อที่ 1 กาย ข้อที่ 2 เวทนา ข้อที่ 3 จิต กายนี้ กว้าง รวมทั้งภายนอก กายนี่เป็นองค์รวม องค์ประชุม กาย ไม่ใช่เดี่ยวๆ คำว่ากายเป็น 1 ไม่ได้ กาย ต้องมี 2 เสมอ ไม่มีกายก็คือ ไม่มีอะไรเลยเป็น 0 กายไม่มี 1 นี่ก็ไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า กายไม่เป็น 1 มันมีแต่วัตถุ มีแต่สรีระ ไม่ได้ ถ้าใช้ศัพท์คำว่า “กาย” ต้องมี 2 แล้วต้องมีวัตถุกับจิต พุทธเจ้าตรัสไว้ว่ากายคือ จิต มโน วิญญาณ คือองค์รวม องค์ประชุมของจิตเป็นหลัก ถ้าจะมีวัตถุด้วย มีสสาร มีข้างนอกด้วย ก็ต้องมีจิตเป็นหลัก เป็นประธาน แต่คนไทย ภาษาคำว่า กาย มาเป็นภาษาไทยแล้ว หมายความว่า สรีระข้างนอก นี่เป็นประธาน ดีไม่ดีไม่มีจิตร่วมด้วย เข้าป่าเลย หลงเลอะเทอะเลย แล้วก็เข้าป่าจริงๆ พระธุดงค์ เรานึกว่าตัวเองมีธุดงค์ ซึ่งมันไม่มีเลย ธุดงค์แปลว่าศีลที่สูงขึ้น เขาไม่มีเลยมันสับสนไปหมดที่จริงภาษาบาลีไม่มี ด.เด็ก ธุตังคะ ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือธุดงค์ ก็เลยไปเข้าป่าเข้าดงไปหมดเลย บอกว่าผ่านมาเยอะแล้ว ไปธุดงค์มาหนัก บอกว่าเป็นพระเกจิเป็นพระกรรมฐาน อาตมาเห็นแล้วก็น่าสงสารที่ไม่เข้าใจไม่ประสีประสาเหมือนเด็กๆ อาตมาฟังแล้วดูแล้ว เหมือนเด็กๆพูดกันสนุกดี แต่ไร้สาระไม่เข้าหาแก่นหาเนื้อเลย มีแต่เหมือนเล่นขายหม้อข้าวหม้อแกงเลอะเทอะ สมณะฟ้าไท... แต่เขาคิดว่ายิ่งใหญ่มาก พ่อครูว่า... แล้วไปเข้าใจสิ่งที่ไม่เข้าท่าว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แล้วมันจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นโมฆะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ก็ขอยืนยันพูดคำใหญ่เลยว่า นั่งหลับตานั้นเลิกไปเถิด มาศึกษาให้สัมมาทิฏฐิจรณะ 15 วิชชา 8 ให้มีศีลสมาธิปัญญากันจริงๆ ไม่ใช่ว่า ศีลก็ไม่ได้เป็นหลักเลย สมาธิไม่มีศีลเป็นหลักเลย อธิจิตไม่มีอธิศีลเป็นหลักเลย อธิปัญญา อธิวิมุติ อย่างไรก็ไม่ได้ มาถึง กาย เวทนาและจิต มันไม่แยกกัน ปฏิบัติธรรมต้องมีภายนอกภายในต้องตื่นลืมตา ตาม อปัณณกปฏิปทา 3 ชาคริยานุโยคะ ผู้ตื่นมีความตื่นต้องตื่นมีสติสัมปชัญญะลืมตา มันต้องลืมตา ขนาดลืมตาแล้วยังต้องมีสัมปชัญญะ มีความรับรู้ ที่ต้องทำให้ตัวเองตื่นเต็ม100 สติ มาจากคำว่า 100 (สตะ) กายกรรมก็ตื่นเต็ม วจีกรรมก็ตื่นเต็ม มโนกรรมก็ตื่นเต็ม เพราะรู้ตัวทั่วพร้อม เรียกว่ามีสติ เป็นฐาน สติปัฏฐาน มีที่ตั้งของการปฏิบัติ ฐาน คือ สติปัฏฐาน มีสติเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติ นี่เรียกว่า กรรมฐานแท้ ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิ สะกดเอา กสิณ 40 เอาอะไรสะกดจิตจดจ่อ อย่างนั้นเป็นเรื่องนอกศาสนาพุทธทั้งสิ้นเลย เลิกได้ แล้วก็จะเป็นกุศลแก่ศาสนาพุทธมาก แก่ตัวเองมากเลย ฟังดีๆอาตมาเอาหนักเอาชัดๆไม่ต้องมาทำแบบเห็นอกเห็นใจ แต่ตีหัวเข้าบ้านเลย เมื่อไม่เข้าใจคำว่า กาย ซึ่งเป็นคำแรกที่จะต้องรู้ พ้น สักกายทิฏฐิ อธิบายตามหลักวิชาพระพุทธเจ้าทั้งนั้นเลย อ้างอิงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระบาลีด้วย สังโยชน์ ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ ต้องเข้าใจ เข้าใจ กาย และกายคือที่ตัวเรา สักกะ(ตัวเรา) มันมีภายนอกกับภายในในตัวเรา วิโมกข์ ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ อ้างอิงวิโมกข์ วิโมกข์คือความตรัสรู้ หรือความรู้ที่เข้าขั้นโลกุตระของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว พยัญชนะบาลีมีแค่ 3 คำ รูปี รูปานิ ปัสสติ ปัสสติ แปลว่าเห็นแปลว่าสัมผัสด้วยคู่ ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส ต้องสัมผัสกันเห็นชัดๆ เพราะฉะนั้น รูปี รูปานิ ปัสสติ คือ ผู้มีความสามารถจะเห็นรูป ปกติ คนที่มีตาหูจมูกลิ้นกายพร้อมที่จะเห็นหรือสัมผัส รูปที่เป็นภาพ เสียง กลิ่น รส พร้อม เพราะฉะนั้นผู้ที่จะหลุดพ้นต้องมีการเห็น มีปฏิกิริยาเห็นด้วย ได้ยินก็ได้ยินด้วย ได้กลิ่นก็ได้กลิ่นด้วย เปิดรับ ตื่นเต็ม รู้ตัวเต็มๆอยู่ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไปนั่งหลับตาทำให้ตัวเองตาอด ถ้านั่งหลับตาเข้าไปข้างในด้วย ปิดหู ปิดความรู้สึกสัมผัสหมดเลย มันออกนอกรีตไปไกล ออกนอกทางศาสนาพุทธไปไกลมากเลย ไปนั่งหลับตาปิดหูปิดตา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อินทริยภาวนาสูตร พระพุทธเจ้าตรัสกับอุตตระมานพ บอกว่าอาจารย์เธอสอนอย่างไร เขาก็บอกว่าสอนให้ปิดหู ปิดตา ปิดทวารทั้ง 5 พระบูชาก็บอกว่าอย่างนั้นสอนให้เป็นคนตาบอด หูหนวกเหรอ อุตรมานพก็เลยคอตก นั่งนิ่ง เก้อเขิน ก้มหน้าซบเซา หมดปฏิภาณปัญญา นีผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาจะฉุกคิด แต่พวกที่ไม่มีปฏิภาณปัญญา พูดเท่าไหร่ก็ไม่ฉุกคิด เจ้าประคุณเอ๋ย เมื่อไหร่จะเป็นคนที่เลิกเป็นเต่าตาบอด มุดห่วงสักที โผล่มามุดห่วง น่าสงสาร น่าเห็นใจจริงๆเลย ทำไมถึงได้ปึกได้ปึกดี ภาษาอีสาน ปึกได้ปึกดีปึกขนาด สมณะฟ้าไท... แล้วคนพวกนี้ไม่ฟังด้วย พ่อครูว่า... นั่นสิ..กลับไม่ฟัง พวกนี้ไม่มี ปรโตโฆษะ ก็ไม่มีโยนิโสมนสิการ ก็ปิดประตูที่จะมีสัมมาทิฏฐิ นอกจากโง่แล้วไม่ฟังผู้ที่เขาฉลาดจริง คนที่มีความรู้จริงพูดถูกจริงอย่างอาตมาเขาไม่ฟัง ใครไม่ฟังอาตมาก็คือผู้ที่โง่ได้ระดับ โง่สมบูรณ์แบบ ผลักไสด้วย ไม่เชื่อไม่รับเรียกว่า โง่สมบูรณ์แบบ ขออภัยพูดจริงๆชัดๆไม่ได้พูดดูแคลนไม่ได้ข่ม ที่พูดนี้เป็นสัจธรรม ที่บอกว่าโง่สมบูรณ์แบบก็เป็นสัจธรรม อาตมาไม่ได้ยกตัวเองข่ม แต่ อาตมาว่าอาตมาถูกต้องก็บอกความถูกต้องบอกว่าอันนั้นผิด พูดความจริงให้ตรงๆอย่างนี้ แต่ไปเข้าใจเองว่าไปข่มคนนั้นดูถูกคนนี้ คุณก็เข้าใจของคุณเองอาตมาไม่ได้มีจิตแบบนั้น อาตมามีแต่ใจสงสารมีแต่ความเห็นใจ ทำอย่างไรจะให้พวกคุณเข้าใจกันหนอ สมณะฟ้าไท... ดูอาการพ่อครูก็ได้ครับ พ่อครูว่า... อาการไม่ได้โกรธเคืองถือสาไม่ได้จริงจังอะไรเลย สมณะฟ้าไท... ถ้าไปอ่านภาษาจะคิดไม่ออกแต่ถ้ามาดูที่แสดงธรรมจะไม่มีอาการโกรธให้เห็นเลย พ่อครูว่า... เหมือนคนไม่เดียงสา จะไปถือสาก็ไม่ได้ มันทำไปอย่างไม่รู้ความจริง มันจะจับไฟเราก็บอกว่าอย่า พูดแรงๆด้วย มันจะไปคว้า อะไรที่ทำผิดไปให้แก่ตัวเองเราก็พยายามป้องกันจะช่วยก็ยาก สมณะฟ้าไท... พระพุทธเจ้าบอกว่าเหมือนเด็กกำลังกลืนกระเบื้อง พ่อครูว่า... ต้องรีบควักออกจะเจ็บต้องทนเลือดออกก็ต้องยอม ต้องช่วยไม่อย่างนั้นตายกำลังกลืนกระเบื้องเข้าไปก็ตาย พวกนี้ก็เป็นคำจากพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน 4 จึงเป็นเบื้องต้นของโลกุตรธรรม ถ้าเข้าใจคำว่ากายผิด ทุกอย่างผิด เหมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ต้องเข้าใจให้ถูกก่อน เมื่อเข้าใจกายแล้ว จะเนื่องไปถึงเวทนา มีสัมผัส ตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง จมูกสัมผัสกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส ภายนอก โผฏฐัพพะ สัมผัสสระภายนอกเย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็จะมีการรับรู้ มีอะไรขึ้นมา เป็นตัวรู้ได้รู้ขึ้นมา เป็นของจริง ถ้าไม่มีผัสสะมันไม่มีของจริง คุณนั่งหลับตาแล้วไม่มีผัสสะ แล้วคุณก็มีความคิดไป มันไม่เป็นความจริง มันเป็นสัมภเวสี มันเป็นจิตฝันเพ้ออยู่ในภพชาติของตนเอง อยู่ในภวังค์ของตนเอง ความจริงมันต้องมี 2 ความจริงมันต้องมีภาวะนอกภาวะใน คำว่ากายเป็นความจริง ต้องมีปัจจุบันธรรมต้องมีภายนอกภายใน ปัจจุบันคือขณะนี้ หลัดๆ มีแสงสว่างครบพร้อม เป็นทิฏฐธรรม ถ้าไม่ใช่อันนี้เป็นของเพ้อฝันในจิตของเราเองอยู่ในภพของเราเองคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับใครเลย มันเป็นความไม่จริง มันจะฝันอะไรก็ได้ นิรมาณกายฝันเฟื่องอะไรเลอะเทอะก็ได้ทั้งนั้น ใครจะเป็นคนตัดสินให้คุณ คุณก็ต้องมาหาผู้ที่รู้จริงมาตัดสินมาช่วยบอกได้ว่าถูกหรือไม่ถูก ควรหรือไม่ควร ก็ต้องมี ถ้าคุณเป็นผู้รู้แล้ว มันก็ต้องเป็นอันเดียวกับของพุทธเจ้า ตรงกัน และตรงกับสัตบุรุษ ตรงกับอาตมา แต่ที่ไม่ตรงแสดงว่า คุณออกนอกไปแล้ว ไม่ตรงกับอาตมา แล้วไม่รับฟังหาว่าอาตมาผิดคุณถูก ก็ยิ่งไปใหญ่เลย ก็คนถูกมายืนยันอยู่แท้ๆ คุณก็บอกว่าคุณนั่นแหละถูก แล้วคุณก็ไม่รับคนถูก จะพูดอย่างไรหนอ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เข้าใจกาย ซึ่งต้องมีเวทนาเป็นสัมผัสเป็นปัจจัย ภายนอกเป็นปัจจัยจึงจะเป็นเวทนาแท้ เรียกว่าวิญญาณฐีติ มีจิตวิญญาณร่วมด้วยตั้งอยู่ทางตากระทบรูปก็ดี หูกระทบเสียง เออนี่แหละวิญญาณอยู่ตรงนี้ธาตุรู้อยู่ตรงนี้ องค์ประกอบอื่นของโลกอะไรทั้งหมดก็ใช่แล้วครบอยู่ตรงนี้ ถ้ามีแต่จิตไม่ครบ ถ้ามีแต่ สรีระ มีแต่ตาไม่มีธาตุรู้ไม่มีประสาท มีแต่หูไม่มีถ้าได้ยินไม่มีประสาท หรือมีก็ไม่โคจร มีก็ไม่ออกมา หูมีก็ไม่เปิดออกมา ตามีก็ไม่เปิดออกมา จมูกมีก็ไม่เปิด ลิ้นไม่เปิด โผฏฐัพพะไม่เปิดรับอะไรเลยไม่มี 2 ไม่ได้ เพราะฉะนั้นกายต้องมี 2 ถ้าไม่มีกายก็สูญไปเลย ถ้ามีกายต้องมี 2 กาย ไม่เป็น 1 ในพจนานุกรมบาลียังแปลว่า กาย คือ องค์ประชุม คือฝูง คือกลุ่ม คือหมู่ คือพวก เรียกว่า องค์ประชุมของเจตสิก แต่ขนาดนั้น บาลีเรียน เปรียญ 9 มาแท้ๆ ยังถือว่ากายเป็น 1 ไปหมดเลย เรียนมานะ ไปยึดเอาผิดๆ เมื่อมีสิ่งที่ถูกมาพูด เขาจะบอกว่าใช่ สำหรับคนเคยเรียนเคยผ่าน คนไม่เคยเรียนไม่เคยผ่านก็จะบอกว่าพูดอะไรวะ เขายึดมั่นถือมั่นว่ากายเป็นเพียงภายนอก เป็นเพียง 1 แต่กายนั้นมี 2 เป็นต้นไป ตั้งแต่ 2 เป็นต้นไป เป็นองค์ประชุม อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีกาย ไม่รู้จักกาย มิจฉาทิฏฐิในคำว่ากาย เวทนาคุณก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมีสัมผัสจึงเกิดเวทนาตามปฏิจจสมุปบาท มีเวทนาเป็นปัจจัย แล้วก็ศึกษาเวทนา กายแล้วมีเวทนาเป็นปัจจัย มีสัมผัสแล้วจึงได้ศึกษาเวทนาเป็นปัจจัย ย้อนกลับไปคำว่า กายอีก ผู้ที่ไม่รู้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้จักกายสังขาร ผู้ที่เริ่มมีปัญญา มีความรู้สัมมาทิฏฐิขึ้นมา ก็จะเริ่มมีอภิสังขาร ตั้งแต่กายนี่แหละ เป็นอภิสังขาร เป็นสังขารที่ยิ่ง ที่มีปัญญา ที่จัดการมันได้ จัดการอะไร จัดการแยกกิเลสจากสิ่งที่กายนี่แหละ จะทำให้เกิดกิเลส กระทบสัมผัสแล้วจะเกิดกิเลสสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลส ตั้งแต่หยาบๆเลย กิเลสกามภายนอก หรือปฏิฆะ กาม รักหรือชัง โลภหรือโกรธ คุณจะมีอันนี้ อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำอธิบายอาตมาคืออุเทส แล้วอ่านอาการของมัน รู้ความต่าง กามกับปฏิฆะต่างกันนะ หรือกามไม่หยาบ ก็รู้ลิงค ความแตกต่าง แล้วก็จับนิมิตเป็นเครื่องหมายว่ามันมีอาการอย่างไร ให้ชัดๆ อาการคือตัวเคลื่อนอยู่ นิมิตคือตัวตน นิมิต คือ static อาการคือ dynamic เป็นต้น ตัวเคลื่อนกับตัวกระแส ในภาษาไฟฟ้าเขา เป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ความเป็น กาย แล้วโยงไปถึง เวทนา จึงจะแยกจิตออก แยกจิตนั้นมีหลักธรรมเรียกว่า เจโตปริยญาณ 16 เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราไม่สามารถเข้าใจ ไม่สามารถรู้ได้ว่า ในเจโตปริยญาณ 16 มีตั้งแต่จิต มีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ จิตมีโมหะก็ร้ว่าจิตมีโมหะ พยายามให้มีความลด ละจางคลายให้ได้ เรียกว่า เนกขัมมะ เรียกว่าทำออก ทำให้มันลดลง เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คือทำให้มันไม่มี ทำลดลงให้ได้ คุณทำได้นิดนึงก็ตามสำเร็จขึ้นมา คุณก็รู้ได้เลยตามตระกูลของคุณ คุณอาจจะเป็นตระกูลศรัทธา เจโต อีกคนเป็น ตระกูลปัญญา พุทธิจริต มันก็จะเกิดผลของตนเองเป็น สังขิตฺตํจิตตํ(สายศรัทธา) หรือ วิกขิตฺตํจิตตํ(สายปัญญา) จิตมันจับยากกระจาย ถ้า สังขิตฺตํจิตตํ มันเป็นก้อนตีแตกได้ยาก มันติดก็ต้องแยกให้ออก ให้มันกระจาย ให้เห็นชัด มันกระจายต้องจับตัวให้มั่น รู้ให้มั่น จับมั่นคั้นตาย ให้ได้ หมายความว่าจะต้องมีความรู้ทางจิต แก้ไข จุดบกพร่องของเรา สังขิตฺตํจิตตํ ก็แก้ วิกขิตฺตํจิตตํ ก็แก้ ถ้าคุณแก้ไม่ได้มันก็ยังติดอยู่อย่างเก่า ยังโง่อยู่อย่างเก่า ยังไม่เปลี่ยนแปลงให้เจริญมันไม่เจริญเหมือนเก่า คุณก็เป็น อมหัคตะ คือ ทำให้เจริญ มหะก็ไม่ได้ อัคคะก็ไม่ได้ ทำให้ได้ปริมาณมากกว่า มหะ อัคค ให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นก็ไม่ได้ คุณก็ต้องให้มันเป็น มหัคคตะให้ได้ทำให้จิตมันเจริญให้ได้ ปริมาณดีมากขึ้นถูกต้องให้ได้ก็ต้องทำเจโตปริยญาณให้จิตของตนเองเจริญขึ้นมาสู่ มหัคตะให้ได้ คุณทำได้คุณก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆจิตก็เจริญขึ้นเรื่อยๆเรียกว่า สอุตรังจิตตัง จิตเราเจริญแล้วเจริญอีก แต่ยังมีความเจริญยิ่งกว่านี้อีก ยังไม่จบ ยังไม่เป็น อนุตตรังจิตตัง ขยายความเป็นภาษาง่ายๆภาษาไทยให้ฟัง แปลบาลี เอาสภาวธรรมมากระจายให้ฟัง ทุกคำเจโตปริยญาณ 16 เป็นปรมัตถ์ เป็นเรื่องของโลกุตรธรรมทั้งนั้นเลยนะ ขยายความให้ฟังคุณเข้าใจ แล้วทำอย่างนี้แหละ คุณจะเป็นอรหันต์แน่นอน เข้าใจดีแล้ว ปฏิบัติให้ถึง เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำได้ อนุตตรังจิตตังคือ ไม่มีจิตดีกว่านี้อีกแล้ว นี่ตรวจจิตทุกอย่างตรวจด้วย สมาหิโตกับอสมาหิโต วิมุติกับอวิมุติ อีก 2 คู่เพื่อความบริบูรณ์เพื่อความสมบูรณ์ของจิตเจโตปริยญาณ 16 ถ้ามันยังไม่ สมาหิโต ยังไม่เป็นจิตตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิของพุทธต้องเป็นจิตตัวนี้ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แต่จะต้องมีปัญญารู้ตั้งแต่ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) สมาธิของพุทธเจ้านั้นคือเอาจิตสะอาดจากอาสวะ เคยอธิบายมาแล้ว ปฏิบัติจิตให้สะอาดจากอาสวะแล้ว ไม่มีอาสวะแล้ว นั่นคือจิตสะอาด มาตกผลึกสั่งสมลง หากเอาจิตเลอะเทอะมาสะกดไว้นั่งสะกดจิตไว้ สั่งสมไว้ มันจะเป็นจิตที่สะสมไว้ทำไมล่ะ ขยะอะไรก็สะสมไว้หมด ให้เอาจิตสะอาดจากกิเลสจริงๆ ถึงขั้นอนุตตรังจิตตัง ไม่มีจิตอื่นดีกว่านี้อีกแล้วเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตนั้นแหละ สั่งสมลงเป็นจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตกผลึก แข็งแรงเป็น อเนญชา มากยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น จิต อย่างนี้ต่างหากเป็นจิตสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นสมาธินั่งหลับตา ขยะอะไรก็สะสมเข้าไป กดเข้าไป กองเข้าไป ถมเข้าไป สุมเข้าไป แน่นเข้าไป พูดอย่างนี้ชัดเจนไหมเลิกเถอะไปนั่งหลับตามาปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ แล้วจะเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ อย่างนั้นมันเลอะเทอะ ไปได้แต่อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์แล้วเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านอะไรกันไป เห็นแล้วก็น่าสงสารจริงๆ เฮ้อ! เมื่อไหร่จะสัมมาทิฏฐิ เมื่อไหร่จะเข้าใจ อาตมาบอกตัวเองว่า อาตมาเป็นใคร เกิดมาในยุคนี้ปางนี้ เป็นสยังอภิญญา มากอบกู้โลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะโลกุตระธรรมของพุทธเจ้ามันเสื่อมไปหมดแล้วตามหลักใน อาณิสูตร หรือกลองอานะที่ผิดเพี้ยนไปแล้ว แต่คนไปยึดกลองอันที่มันเป็นของเทียมของเก๊ ให้เลิก มาเอากลองอานกะ พระพุทธเจ้าของแท้ดั้งเดิมที่อาตมาเอามานำเสนอนี้ อันนั้นมันเป็นของปลอม ยืนยันอย่างนี้แหละ ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง หมดหวัง ไอ้หวังตายแน่ ตายแน่ไอ้หวัง อาการน่าเป็นห่วง ไม่รอด ไม่รอดๆ ใครๆ เขาก็เตือน ไม่มีใครเตือนมากเท่ากับอาตมา อาตมานี่แหละเตือนมาก จริงๆนะ จิตในจิต อธิบาย เจโตปริยญาณ 16 ถ้าคุณไม่รู้จิตเจตสิกต่างๆ ในเจโตปริยญาณ 16 คุณก็ไม่มีแผนที่ ไม่มีทิศทาง คุณก็ไม่มีอะไรที่จะไปทำให้เป็นขั้นตอน เป็นลำดับ คุณก็ทำอย่างเละเทะปนเป ได้หัวได้หางได้กลางอะไรก็ไม่รู้ สับสนปนเปไปหมด ไปเอาหาง บอกว่าหัวสับยัง สับหัวอีก แล้วสับกลางหรือยัง สับหางอีก มันไม่จบไม่เป็นลำดับมันไม่ได้อะไร อาตมาไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนพวกคุณ แต่มันน่าสงสาร เห็นใจเข้าใจ ผู้ที่สอนมันไม่ถูกไม่มีผู้สอนถูกมาเก่า พาผิดออกไปไกล ก็เลยดึงกลับคืนมาเท่านั้น ที่พูดนี้ไม่ได้โขกสับ ไม่ได้ดูถูกดูแคลน อะไร นะ พูดบอกว่า คุณยังไม่ประสีประสา เอาชัดๆ ก็ยังโง่อยู่ มันไม่ฉลาดพอที่จะมาฟังธรรมพระพุทธเจ้าที่ถูกนี้ มาฟังบ้างสิ ตั้งใจดีๆ ฟังดีๆด้วยดีจะเกิดปัญญา ถ้าฟังแบบเพ่งโทษ ไม่ได้หรอกปัญญา เพราะฉะนั้นใครที่เขียนแย้งมาใน sms ไม่ได้ปัญญาหรอก มีแต่จะหาข้อแย้งวนหัวไปหาหางเจ็ดศูนย์อยู่อย่างนั้นแหละ สับสนอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะไม่ตั้งใจฟังด้วยดี คือเพ่งโทษ ถ้าไม่หยุดเพ่งโทษไม่ฟังด้วยดี ไม่ได้ เพราะธรรมะพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้งนะ มันต้องตั้งใจดีๆจริงๆไม่อย่างนั้นไม่ได้ กาย เวทนา จิต ขยายจิตให้ฟังแล้ว โลกียธรรมกับโลกุตรธรรมก็ขยายพอสมควร เมื่อเข้าใจแล้วทำตามสูตรเจโตปริยญาณ 16 ได้ คุณก็มาทำเวทนาเป็นตัวปฏิบัติแท้ คุณต้องมีความรู้เจโตปริยญาณ เป็นแผนที่เป็นหลักคร่าวๆ แม้จะจำพยัญชนะไม่ได้ แต่คุณก็คงพอเข้าใจ ว่าต้องมีราคะ โทสะ โมหะ มันมีหรือมันไม่มี เริ่มเข้าท่า ทำได้เป็นคู่แรก เป็นคู่ที่ 2 สูงขึ้น คู่ที่ 3 สูงขึ้นไปอีก แล้วคู่ที่ 3 ก็ตรวจสอบว่า เป็นความตั้งมั่นหรือความหลุดพ้น สมาหิตะหรือวิมุติ นี่ สรุปเป็นภาษาไทยง่ายๆในเจโตปริยญาณให้ฟังสั้นๆ เมื่อคุณมีหลักแล้ว คุณก็มาดูเวทนาในเวทนา เวทนาต้องมีกาย ไม่มีกาย ไม่มีผัสสะ ไม่มีฐานที่ตั้ง ในพระไตรปิฎก พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ เวทนาต้องมีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณจะต้องเรียนรู้ด้วยรูป 28 สิ่งที่ถูกรู้ แยกแยะ 28 คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องท่องภาษา แต่ทำ ฟังดีๆแล้วจึงจะเป็นลำดับของมัน เช่น รูป4 ดินน้ำไฟลม นี่เป็นมหาภูตรูป ไม่มีจิตวิญญาณ แต่รูปอีก 24 มีจิตวิญญาณร่วม เริ่มต้นตั้งแต่ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 เรียกว่า ปสาทรูป เมื่อทำการดำเนินไปเรียกว่า โคจรรูป อีก 5 ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอกทางกาย ซึ่งทั้ง 5 ตัวนี้ใช้จิตร่วมกันทั้งหมดด้วยกันทั้งนั้น เป็นอันหนึ่ง จิตกับกาย เป็นอันเดียวกัน ก็เลยหัก จิต ออกไป 1 เลยเหลือ 9 รูปเหลือ 9 อันนี้ อธิบายยากนะว่าทำไมมี 5 คู่แล้วเหลือ 9 ไม่อย่างนั้นไม่เป็นรูปที่ 28 มันจะเป็นรูปที่ 29 เพราะมันใจตัวเดียวกัน ใช้ร่วมอยู่ทั้ง 5 กายนอกและในไม่แยกกัน กายต้องมีใจ เพราะกาย ไปร่วมทำกับอีกทั้ง 4 ทวาร มันก็เป็นจิตด้วย กายคือจิต ทีนี้ก็มาเรียนรู้ภาวะ 2 สำทับแล้วนะ ว่าถ้าตาไม่กระทบรูป หูไม่กระทบเสียงฯ คุณไม่ได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เพราะไม่มีจิตร่วมทำงานด้วยเลย ไม่มีกาย ไม่มีคู่ 2 ไม่มีภายนอกภายใน เพราะฉะนั้นไม่มีทางไปปฏิบัติ อธิบายกันถึงป่านนี้แล้ว พวกหลับตาปิดหูอยู่ในภวังค์ก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง ยังไปนั่งทำ เป็นโมฆะบุรุษไปเปล่าๆปลี้ๆ เกิดมาชาติหนึ่งทิ้งเปล่า น่าสงสารน่าเสียดายจริงๆ ใจอยากจะได้นิพพานนะ เยอะแยะทั้งนั้นเลย บางทีบวช เหมือนกับเด็กๆบอกว่าผมจะบวชวันนี้ วันนี้ เหมือนที่ออกคลิปกันมา อยากบวชๆ บางคนอยู่ในเถรสมาคม เป็นอาจารย์ใหญ่บวชตั้งแต่เด็กๆก็มี ตั้งแต่เป็นเณร พออายุ 20 ก็บวชเป็นพระ ก็กลายเป็นพวกหลงทิศหลงทางไป น่าสงสาร มาฟังใหม่ อาตมาไม่ได้ปิดบังตัวเอง เปิดเผยแล้วอาตมาว่าเป็นผู้รู้จริง เป็นธรรมิกราช ที่จะมายืนยันธรรมะนี้ สถาปนาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าลงไป มันสูญ เสื่อมเป็นกลอง อานกะ บอกแล้ว เอาหลักธรรมพระพุทธเจ้าอ้างอิงทุกข้อ พูดไปนี้ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้รูปต่อมา มหาภูตรูป 4 ตัดออกไปแล้วนะ เข้าหา อุปาทายรูป ไล่มาได้ 9 แล้วนะ เสร็จแล้วต้องเรียนรู้ 2 จาก 9 ต้องมาเรียนรู้ 2 ต้องแยกให้ได้ว่ามันไม่เหมือนกัน ถ้า 2 มันต้องต่างกันเสมอ ต่างมาก ต่างน้อยก็แล้วแต่เรียกว่าอิทธิภาวะ กับ ปุริสภาวะ 2 อย่าง นี่เป็นรูป 2 ภาวะคือของจริงที่ปรากฏ คุณต้องรู้ 2 อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ นี้ของตนเองให้ได้ ในกายของเรา รู้ให้ได้ ถ้าคุณรู้ 2 นี้ไม่ได้ รู้จากอะไร รู้จัก หทยรูป หทยรูปอยู่ไหน พวกที่เรียนอภิธรรมก็บอกว่า อยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 มีน้ำใสสีน้ำเงิน จิตวิญญาณอยู่ในห้องนั้น ทำไมมีอาจารย์ไหนไม่รู้ไม่เข้าใจอธิบายอย่างนั้น หทยรูป ไม่มีที่ตั้งไม่มีที่อยู่ ต้องประกอบไปด้วยผัสสะเป็นปัจจัย สัมผัสที่ไหน ตาคุณสัมผัสที่นั่น นั่นหทยรูป รู้ หูสัมผัสเสียงที่ไหนนั่นคือ หทยรูปที่คุณต้องรู้ หทัย คือตรงนั้นแหละคุณต้องรู้อันนั้น จากหทยรูปมา ก็ดูความที่มันมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ชีวิตรูป มันมีชีวิตก็หมายความว่ามันมีกำลัง ไม่มีชีวิตก็หมายความว่ามันตายหรือมันนิ่งมันหยุด มันหยุดชั่วคราวก็คือมันตายชั่วคราว และคนปฏิบัติธรรมนี้ไม่ได้ให้หยุด ไม่ได้ให้ตายจริงหรอก ให้มันหยุดชั่วคราว พักชั่วคราวแล้วนึกว่ามันตายหมดชีวิตซึ่งมันไม่ใช่ มันไม่ตายง่ายๆนะ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไปฆ่าโจรนั้น เอาหอก 100เล่มไปแทง ฆ่ามันให้ตายเช้า ไม่ตายหรือ ไปแทงกลางวันอีก 100 เล่ม ไม่ตายหรือ เย็นแทงอีก 100เล่ม ก็ไม่ตาย เหมือนอย่างนี้เลย หนังเหนียวจริงๆ ก็ดูว่า ชีวิตมันจะตายหรือไม่ให้ตาย จะทำให้มันตายได้อย่างไร ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิไม่มีตาย จะทำให้ชีวิตินทรีย์ กำลังของชีวิต อินทรีย์คือกำลัง มีพลังงานของชีวะ เมื่อผัสสะอยู่ แล้วชีวะนี้ ต้องแยกให้ออก มันอาศัยที่อยู่ อาหารรูป อาศัย อาหารเป็นเครื่องอาศัย จึงจะรู้ เช่น คุณกินอาหาร กวฬิงการาหาร เคี้ยวเอาใส่ปาก มันก็จะเกิดภาวะเวทนา 2 เวทนา 1 เป็นเวทนาแท้ เวทนา 1 เป็นเวทนาเทียม เวทนาเทียม หมายความว่า คุณตำแจ่วใส่กระเทียม มาเวทนาแท้ ตำแจ่ว มีแต่พริกไม่ต้องใส่กระเทียม ก็เรียก น้ำพริก ไม่ได้เรียกน้ำกระเทียมเมื่อไหร่ หรือคุณเรียกน้ำกระเทียมไม่ใช่ คุณเรียกน้ำพริกเท่านั้นแหละไม่ใช่น้ำกระเทียม อธิบายอย่างนี้เป็นภาษาง่ายๆเข้าใจดีไหม ภาษาเชยๆโลกๆ เหมือนนเล่นๆ แต่ที่จริงมันจริงเข้าไปลึกเลย แยกเครื่องอาศัยนี้ให้ออก จากอาหารที่คุณกินนี่แหละว่า รส คุณกินมะนาว รสเปรี้ยวคือรสแท้ แต่คนที่ชอบก็บอกว่า อร่อย นั่นปลอม แท้ก็คือรสนั้นๆ ไทยเจ็กแขกฝรั่งมาแตะรสนี้ก็เหมือนกันหมด แตะที่เขาชอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive