คนมาขอขมาที่เคยจาบจ้วงชาวอโศกที่เป็นชุมชนโลกุตระจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนมาขอขมาที่เคยจาบจ้วงชาวอโศกที่เป็นชุมชนโลกุตระจริง _หินเย็น ศิลป์ประกอบ · กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ผู้ที่เป็นสมณะ พรามณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปัณนา เยอิมัญปรัญจโรกัง สยังอภิณญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ด้วยสุดเกล้าสุดเศียรสุดบูชา กระผมนายหินเย็นขอโอกาสนี้กราบนมัสการขอขมาท่านสมณะทั้งหลายนักบวชทุกรูปและโดยเฉพาะท่านสมณะฟ้าไท สมชาติโก ที่กระผมได้เคยกล่าววจีกรรมมโนกรรมและกายกรรมที่ไม่สมควร ผ่านมาบัดนี้ กระผมได้สำนึกถึงกรรมบาปนั้นอย่างที่สุดแล้วด้วยจิตแท้ ๆ ณ บัดนี้ของกระผมขอกราบนมัสการขอโทษอย่างสุดซึ้งครับ พ่อครูว่า... อาตมาก็ว่าจะมีคนที่ค่อยๆรู้สึก รู้สึกว่าได้เคยละเมิดได้เคยดูถูกดูแคลนพวกเรามาก่อน แม้แต่ตอนเริ่มต้น อาตมา เขาก็สัมผัสธรรมะอาตมา เขาก็เห็นว่าแตกต่าง เพราะว่าเขาได้เรียนรู้จักกระแสหลักสังคมใหญ่ แล้วมันก็ได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว พออาตมาอุบัติในยุคนี้ อาตมานำของถูกต้องของจริงของพระพุทธเจ้ามาประกาศ มันก็ตรงกันข้ามก็ค้านแย้ง คนที่ยังเชื่อถือตามพื้นเดิมก็น่าเห็นใจ เขาก็ต้องรู้สึกอย่างนั้น มันก็เป็นธรรมดา อาตมาเข้าใจไม่มีปัญหา เสร็จแล้วพอนานมา 40-50 ปีมาแล้ว ไม่มีอคติมากนัก ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นอยู่ ลดลง ศึกษาจริงๆเปิดจิต ปลงวางอคติต่างๆจริงๆก็จะเห็นจริง 40-50 ปีมา ถ้าไม่โง่เกินไป ไม่ปึกเกินไปจนไม่เปลี่ยนแปลง จะเห็นว่า การบรรยายอาตมาก็นำพระไตรปิฎกมายืนยันอธิบายเทียบเคียงหลักทุกอย่างไป ทางโน้นเขาไม่กล้านำเอาพระไตรปิฎกมายืนยันเท่าไหร่นะ แม้แต่ทางพุทธวจน เขาก็ไม่ได้อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย และก็ไม่ได้มีหมู่มีกลุ่มแบบพวกเราปฏิบัติ ตรงตามที่เขาอธิบายกัน ก็ได้บ้างนิดๆหน่อยๆ บางคน ไม่ได้รวมตัวกันเป็นสังคมกลุ่มใหญ่เหมือนชาวอโศก จนกระทั่งเกิดวั
อ่านต่อ
ฒนธรรมสังคมจนเกิดหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ อาตมาจึงบอกว่าอัศจรรย์ คนในชุมชนอโศกนี้ ทั้งหมู่บ้านถือศีลทั้งหมู่บ้าน แล้วไม่ใช่พูดเล่นแต่ถือศีลจริงๆด้วย ใครผิดศีลก็ว่ากันเลย ให้เปลี่ยนแปลงปรับปรุง ถือศีลจริงๆ เป็นหมู่บ้านที่ปฏิบัติประพฤติศีล สมาธิ ปัญญา แล้วสมาธิก็เป็น สมาหิโต เป็นสมาธิลืมตา ปฏิบัติด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า มีเจโตปริยญาณ 16 เกิดสมาธิที่ตั้งมั่น สมาหิโต ด้วยวิธีการเรียนรู้กิเลสราคะ โทสะ โมหะ แล้วลด ราคะโทสะโมหะ เพราะปฏิบัติมีสัมผัสเป็นปัจจัย จึงมีตัวจริงของจิตเจตสิกต่างๆ กิเลสตัวจริงเกิดขึ้น ก็กำจัดกิเลสตัวจริง ไม่ใช่กำจัดกิเลสในสัมภเวสีหลับตา แล้วก็ได้แต่สัญญาความจำ กิเลสก็เป็นตัวผี ตัวสิ่งที่ไม่ได้เกิดจริง เกิดจริงต้องเป็นปัจจุบันธรรม ทิฏฐกาละ ไม่มีปัจจุบัน มันไม่มีของจริง มันเป็นสิ่งที่อยู่ในความระลึก มันเป็นนิรมาณกาย เป็นสิ่งที่คิดเอาอยู่ในความคิด มันเป็นของที่อยู่ในห้วงความคิด มันไม่เป็นของจริง อันนี้ก็เข้าใจไม่ง่ายนะ จะยากอยู่ อาตมาถึงบอกว่า คนที่ไปหลับตาเข้าไปมันไม่มีตา หู จมูกลิ้น กาย สัมผัส พระพุทธเจ้าก็สอน ในพระไตรปิฎกเล่มแรกเลยเล่ม 9 ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัยไม่มีฐานปฏิบัติ ไม่มีวิญญาณฐีติ มันเป็นจิตสัมภเวสี มันเป็นจิตที่อยู่ในภพชาติไหนๆ ไม่มีที่ตั้งทางหูตาจมูกลิ้นกายใจ ที่เป็นของจริง ล่องลอยตุ๊บป่องอยู่ในห้วงความคิดจินตนาการ ซึ่งมันไม่มีตัวตนเลย มันจับไม่ติด แล้วจะไปเอาจริงกับมันอย่างไรได้ มันเป็นของลอยลม เป็นลมๆแล้งๆอยู่ ต้องให้มีตัวที่สัมผัสได้สิ ยืนยัน อาตมาก็ว่าพูดชัดแล้วนะ พวกนั่งหลับตาคือพวกคว้าลมคว้าแล้ง ไปทำอยู่ทำไม เลิกกันซะที แค่นี้ก็พูดกันไม่เข้าใจ สิปึกสิหนากันฮอดไสหนอ 650919 ธรรมิกราชแจกแจงสังขารในปฏิจจสมุปบาท รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 55