วิสัยทัศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิสัยทัศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า... มีคนถามอาตมา อยากให้อาตมาอธิบายว่า ในฐานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณชาวอโศก มีวิสัยทัศน์อย่างไรบ้าง ... ก็ต้องเข้าใจคำว่า วิสัยทัศน์ก่อน มันคืออะไร ผู้รู้บัญญัติศัพท์ไว้ วิสัย กับ ทัศนะ ทัศนะ คือ ความรู้ความเห็นความเข้าใจ ที่มีวิสัย อย่างนั้น วิสัย เป็นอย่างไรก็ต้องหมายถึงวิสัยของอาตมา ถามมาในฐานะ ผู้นำทางจิตวิญญาณ อาตมาจะต้องอธิบายเรื่องของจิตวิญญาณ ที่เรียกเต็มว่า จิตวิญญาณชาวอโศกก็หมายความว่า ชาวอโศกมีวิสัย ที่อาตมามุ่งหมายจะให้มีแล้ว ได้บ้างแล้ว บางคนได้บั้ง สิบตรี บางคนได้ 2 บั้ง สิบโท บางคนได้ 3 บั้งสิบเอก บางคนได้เป็นจ่าเป็นดาบเป็นนายร้อยเลย ก็ได้ไปตามลำดับๆ ทีนี้ จิตวิญญาณ ที่อาตมาเอามาอธิบายเอามาซ้อนเอามาเปิดเผยให้เรียนรู้แล้วให้ปฏิบัติ จนได้ความจริงของจิตวิญญาณ ได้มากขั้นต้น โสดาบัน ขั้นต่อมาสกิทาฯ ขั้นต่อมาอนาคามี ขั้นตอนมาอรหันต์ ได้ขั้นอรหันต์ถือว่าเต็มแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาก็จะต้อง พามาให้พวกเรา ปฏิบัติให้เกิดความเต็ม คืออรหันต์ นี่คือวิสัยทัศน์ของอาตมา จะต้องมาทำให้คนอื่น ถ่ายทอดสอนพาปฏิบัติจนเกิดผลแล้วก็ย้ำ ทวนให้รู้ว่าคุณได้แล้วหรือคุณยังไม่ได้ให้ชัดเจน แม้จบแล้วก็บอกแล้วว่า พวกเราสรุปไม่เป็น เพราะว่าอาตมาสอนมาก รู้มาก มันเลยเยอะหน่อย ก็เลยบางคนสรุปไม่เป็น อ่านสภาวะจิตกับเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปไม่เป็นว่า จริงๆเราปฏิบัติแล้ว ผัสสะ ในปัจจุบัน ปัจจุบันมีผัสสะแล้วกิเลสเราไม่มีหรอก แต่สภาวะสัญญาความจำ มันกลับมาย้ำซ้ำซ้อนภาวะใหม่ ในปัจจุบันนี่ สัญญาเก่าที่คุณเคยสัมผัสอย่างนี้ เคยติด เคยยึดอะไรมา แต่ในปัจจุบันนี้ ที่จริงคุณก็ไม่เป็นปัญหา ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่โหยหาอาลัยอาวรณ์ แต่มันเหมือนมี ก็ไม่มีแ
อ่านต่อ
ล้วคุณจะไปมีมันทำไม ปัจจุบันเป็นตัวตัดสินนะ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ต้องมีความเข้าใจที่ว่าตัวตัดสินคือปัจจุบันไม่ใช่อดีตหรืออนาคต แต่คุณไปงงหลงอดีต ในทิฏฐิ 62 ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระอานนท์ว่า เรื่องสัญญา อดีต ความจำ เป็นเรื่องยากที่จะล้างในที่สุด มันยากจริงๆ สัญญาณมันมีสภาวะหน้าที่ของมัน 2 อย่างคือ 1 ความจำ 2 กำหนดรู้ สำคัญมั่นหมายในสภาพที่สัมผัสอันนั้นๆๆๆ แล้วเรียนรู้ความจริงอันนั้น ว่ามันคืออะไร ที่จริงมันคืออนัตตาทั้งนั้นมันเป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้น แล้วเราไปยึด ยึดว่า มันมี มันเป็น มันอร่อย มันน่าได้น่ามีน่าเป็น ถ้าเข้าใจแล้วคำว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น คุณก็ไม่ต้องไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น เมื่อคุณไม่ได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็นแล้ว คุณก็สลัดคืน คุณยังไม่ตาย มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น แต่มันก็มีให้เรามาสัมผัส บางทีก็ผลักที่ไม่น่ามี ไม่น่าได้ แล้วดูดไม่มีแล้ว จะไปผลักมันทำไม แล้วมันทำไมถึงจะจบ ก็ต้องไม่ดูดไม่ผลัก กลางเฉยให้ได้ ยากมาก มัชเฌนธรรม หมายถึงการทรงสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้หมายถึงทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่าทางปฏิบัติเพื่อจะให้ถึงความเป็นกลาง แต่ไปปนเปแปล อธิบายโดยไม่เข้าใจสภาวธรรมว่า วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความเป็นกลางนั้นคือ ทางสายกลางที่คุณจะต้องเดินกลางๆไปโดยไม่ต้องเรียน กาม ไม่ต้องเรียน อัตตา คุณก็จะเดินไปอีกเรื่อยๆ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ผัวเมียคู่หนึ่งมีลูกน้อยเดินไปในทางไกลทุรกันดาร ไม่รู้ว่าที่ตัวเองเดินคือทางทุรกันดารไม่ได้ใช้ทางสายกลาง เพราะคุณไม่ได้เรียน 2 ข้าง กามกับอัตตา คุณไม่ได้รู้จัก อันตาสองข้างเลย ข้างกามข้างอัตตา แล้วเรียนกามก่อน กามหยาบครบพร้อมข้างนอกข้างใน จนล้างกามนอกก่อน และเหลือรูปราคะ อรูปราคะ ต่อไป ขณะปฏิบัติล้าง รูปอัตตา อรูปอัตตา คุณก็ยังมีการกระทบสัมผัสอยู่กับตา หู จมูก ลิ้น กายที่เป็น กาม กาย ภายนอกอยู่นะ แต่ข้างนอกมันไม่มีแล้ว คุณอยู่เหนือกิเลสภายนอกแล้ว ไม่ใช่ไปหลับตาหนีมัน ไม่ใช่ ต้องอยู่เหนือ ไม่ใช่ตรัสรู้หนี หลับตานั้นมันหนีออกป่าเขาถ้ำ มันหนี ของพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ประเด็นแค่นี้สัมมาทิฏฐิไม่ได้ ปฏิบัติไม่ถูกก็โมฆะ ไม่มีทางที่จะเรียนรู้อะไรได้
มาเข้าสู่คำถามที่ว่า มีวิสัยทัศน์อย่างไร คำว่า วิสัย มันเป็นคำที่ลึกของจิตวิญญาณ ที่จะต้องสั่งสม สิ่งที่คุณจะรู้แล้ว คุณเอามาพูดได้อธิบายได้ คือ 1. คุณมีชีวิต คุณต้องอาศัยทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องอาศัยการปฏิบัติ จนกระทั่งเรียนรู้ เลิกละล้าง สิ่งที่มันเป็นกิเลสหรือเป็นสิ่งที่ไม่ควรที่จะต้องเอามาปรุงแต่งร่วมกับจิตไปเรื่อยๆ จนรู้และลดได้บ้าง เป็นนิสัย คุณต้องอาศัยการอยู่การสัมผัสกับคนต่างๆ อย่างน้อยต้องอาศัยผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้รู้สัมมาทิฏฐิแท้อธิบาย แล้วก็ปฏิบัติได้ปฏิบัติไปด้วย ท่านจะพาให้ปฏิบัติจนได้ผลแล้วท่านก็จะบอกเป็นต้น จนได้สั่งสมเป็นนิสัย สูงขึ้นไปอีก สั่งสมจนกระทั่งไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน เป็นวิสัย ไม่เปลี่ยนแปลงในตัวเราแล้ว ได้สั่งสมลงไปเป็นความตั้งมั่น วิสัย ที่ลึกซึ้ง เป็นเอง จนกระทั่งติดในตัวเรา เป็นผู้เป็นเอง มีเอง คำว่า เป็นผู้เป็นเอง มีเองนี้ ภาษาบาลีท่านเริ่มตั้งแต่คำว่า สยังอภิญญา แล้วก็ อภิภู สยังอภิญญา เป็นระดับ 7 อภิภู เป็นระดับ 8 เป็นเองที่เรียกว่าเป็นเอง เพราะผู้นี้สั่งสมได้ติดตัวแล้วตายข้ามชาติมาก็ต้องไม่มีครูบาอาจารย์แล้ว มีได้ด้วยตัวเองเรียกว่า สยังอภิญญา อย่างอาตมา เป็น สยังอภิญญา กำลังเข้าหา อภิภู อาตมาก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วชาตินี้ไม่มีใครมาเป็นครูบาอาจารย์อาตมา อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ แล้วก็ยืนยันว่าอาตมาไม่ได้หลงเลอะเทอะ อาตมาพาทำจริง ส่วนคนที่ไม่เชื่อจะไปบังคับเขาได้ยังไง เขาไม่มีปัญญาพอที่ว่าอันนี้ถูก อันนี้ใช่ ที่เขายึดถือเลอะเทอะนั้นมันไม่ใช่ เขาไม่มีปัญญาตัดสิน ไม่มีปัญญารู้ได้ ก็เป็นความจริงที่ตัวเขา เขายังไม่มีภูมิจะมารู้อันนี้ เราทำ เราประกาศมา 40-50 ปี มีสภาวะ มีสิ่งจริงปรากฏการณ์จริง มีมนุษย์ มีพฤติกรรม มีวัฒนธรรม มีความเป็นอยู่ มีชีวิตจริง นี่เป็นหมู่กลุ่มเป็นสังคมเป็นชาวอโศกแต่ละชุมชนกระจายกันอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้แล้ว เขาก็ไม่แยแส แล้วจะทำอะไรได้ เราบอกความจริงอยู่เขาก็หาว่าอวดตัวอวดตนไปโน่น เรามีของดีจริงๆจะไม่อวดได้อย่างไร ของไม่ดีคุณยังอวดกันเละเทะ เราของดีจริงๆ สุดยอดยิ่งกว่าทองคำ แล้วไม่ให้อวด จะไปอวดขี้หมาทำไม ทีนี้ ในฐานะ ผู้นำทางจิตวิญญาณชาวอโศก มีวิสัยทัศน์อย่างไร ก็ต้องแสดงวิสัยของตัวเอง ตามความเห็น ตามทัศนะ หรือมีทิฏฐิ ความเห็นของอาตมาเป็นเช่นนี้ ยืนยันว่านี่เป็นความเห็น เป็นทัศนะของตัวเองที่มั่นใจว่า ถูก แล้วเอามาประกาศลงในปางนี้ ในยุคนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ก็ต้องอาศัยพระโพธิสัตว์ คนที่เป็นไก่ตัวพี่อาตมาก็ประกาศว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ไม่ได้ไปมดเท็จ ไม่ได้นั่งอวดดี ก็พูดความจริง ขยายความจริงสู่ฟัง ก็หาว่าอวดตัวอวดตน คนเพ่งโทษก็เป็นธรรมชาติของเขา ก็ไม่มีปัญหา อาตมาก็ยืนอยู่ในฐานความจริง พูดไปไม่รู้กี่ทีแล้ว ยิ่งแสดงธรรมนี้ไม่มีที่จะเอาสิ่งที่ไม่มีจริงมาพูด แสดงธรรมก็ยิ่งเอาจริงเอาจังในการแสดงธรรม เวลาไม่แสดงธรรมก็เล่นหัวบ้างเล็กน้อยแต่เป็นคนจริง แล้วอาตมาก็อยู่ในฐานะของผู้ประกาศธรรมมเป็นไก่ตัวพี่ ในแต่ละยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ ไก่ตัวพี่ก็ต้องเป็นผู้สืบทอด เป็นผู้นำธรรมะพระพุทธเจ้าไป ตัวเองต้องฝึกฝนความเจริญที่จะงอกงามไพบูลย์ขึ้นไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ก็เป็นธรรมชาติอย่างนี้ นี่เรียกว่า วิสัยที่อาตมาต้องทำตามทัศนะที่อาตมาเข้าใจ อย่างนี้แหละ แล้วจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ข้อปฏิบัติเรียนรู้ที่จิตวิญญาณให้สมบูรณ์ให้จบ จบถ้วนคืออะไร จบกิจคืออะไร พระอรหันต์ถือว่าจบถ้วน จบกิจ คือรู้จัก จิต เจตสิก รูปนิพพาน รู้จักปฏิจจสมุปบาทจนครบ
เวลาที่เหลือ จะขยายความปฏิจจสมุปบาทตามลำดับ อวิชชา ไม่รู้จึงเกิดสังขาร สังขารคือการปรุงแต่งอยู่ในจิต คนไม่รู้จักสังขารก็ไม่ต้องเรียนรู้อะไรแล้ว สังขารอะไร สังขารทางกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร มันปรุงแต่งกันอยู่ แล้วเรียกโดยภาษารวมว่า วิญญาณ ที่มันปรุงแต่งกันอยู่นี้ เป็นรูปเป็นนาม วิญญาณคืออะไร ก็คือรูปนาม การสังขารนั้นคือผัสสะกระทบกันอยู่ มีอายตนะนั่นแหละคือสังขาร แล้วในสังขารมีอะไร ในสังขารก็มีเวทนา ปรุงแต่งกันอยู่นี้ เจตสิกละเอียดขึ้นไปเรียกมันว่า เวทนาเป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ ก็มีรูปมีนามนั่นแหละ ปรุงแต่งกันอยู่ วิญญาณครบ ขันธ์ 5 นั่นแหละ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นแหละ เป็นองค์รวมนั่นแหละ ก็เรียนรู้ที่เวทนาว่า แล้วเหตุอะไร เวทนามันถึงไม่ดับ เวทนาไม่ดับคืออะไร เพราะมันมีเหตุที่ไม่พาดับ เหตุนั้นคืออะไร ก็คือตัณหา อุปาทาน ตัณหาคือไดนามิก อุปาทานคือสแตติก สิ่งที่ยึดอยู่คืออุปาทาน ไม่ยอมปล่อย ไม่ฉลาด ไม่รู้ อวิชชา ไม่สามารถรู้ว่าสิ่งที่เรายึดนี้คืออะไร เช่น เทวนิยมยึดสุขเป็นสุขนิยม ชีวิตต้องได้รับสุข ความสุขที่สูงสุดคือพระเจ้า เขาก็เรียนรู้แค่ดีกับชั่ว ไม่ได้เรียนรู้สุขทุกข์เลย ฟังตรงนี้ให้ชัดนะเทวนิยมไม่รู้สึกทุกข์ ไม่ได้เรียนรู้สุขทุกข์เพราะเป็นโลกุตระ ส่วนโลกียะนั้น เขาดีชั่วดีชั่ว เขาทำดีไม่ทำชั่ว แต่เขางมงายเขาไม่รู้เรื่อง เขาจึงจบกิจของจิตวิญญาณไม่ได้เขาจึงหลงว่าจิตวิญญาณนิรันดร พระเจ้านิรันดร ก็ไม่ผิดของเขา เขาก็ไม่ไปไหน เขาก็อยู่นิรันดรนี่แหละ แล้วสุขทุกข์มันก็ไม่เที่ยง มันก็วนไปวนมา แต่เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องวน เขานึกว่า ชาตินี้เป็นศาสดามีสาวก เขาก็เลยหลงความสุข ก็ได้รับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไปเต็มเหนี่ยวในชาตินี้ แล้วก็เสพสุข ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหมือนกับเถรสมาคมที่เสวยสุขเสพ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ยอมหยุด ออกมาไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านจะมีหมดได้เลยในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เจ้าชายสิทธัตถะ พอรู้แล้วท่านก็ทิ้งออกมาหมดเลยพวกนั้น พวกเถรสมาคมนี้มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ขนาดเป็นสมเด็จพระสังฆราชแบกอยู่นั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านยิ่งกว่าสังฆราช ท่านยังไม่แบกเลย ทิ้งเลย นี่ยังหลงอยู่นั่นแหละ เข้าใจชัดไหม ถ้าเข้าใจแล้วจะไม่เอาหรอก เหมือนอย่างอาตมาจะให้ไปเป็นเจ้าคุณเป็นสังฆราช ไม่เอา นี่แหละ มาสอนสัจจะธรรมโลกุตระอย่างนี้แหละค้านแย้งกับพวกคุณด้วย ก็ไม่กลัว มีอาสโภพอ มีความมั่นใจพอ แกล้วกล้าพอ ที่จะยืนยันพิสูจน์ แม้พวกเราน้อยก็กล้าที่จะยืนยันสู้กับพวกใหญ่ ไม่ได้สู้แบบรบราฆ่าฟันหรอก แต่สู้เพื่อจะยืนยันว่านี่คือของจริงของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นอาตมามีทัศนะอย่างนี้ จึงทำอย่างนี้เต็มที่ เป็นวิสัย เรียนรู้กรรมวิบาก เรียนรู้วิสัยที่เป็นฌาน มาสู่ คำสำคัญ คำว่า ฌาน เมื่อกี้นี้ อธิบายไปถึงตัณหา อุปาทานของปฏิจจสมุปบาท เพราะคุณเองดับตัณหาไม่ได้ดับอุปาทานไม่ได้ จิตของคุณ จึงเป็นภพชาติ วนเวียนอยู่ในภพชาติอยู่ นี่คือ ปฏิจจสมุปบาททั้งแถว เมื่อคุณรู้ คุณก็ดับเหตุและดับชาติดับภพ เพราะว่าดับอุปาทานดับตัณหา เวทนาจึงคือธาตุรู้ ที่รู้เป็นปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีเราไม่มีเขา ทั้งมีทั้งไม่มี เป็นผู้เห็นความจริงแล้ว ไม่หลงใหล เพราะเรายังมีชีวิต เรายังมีชีวะ ยังมีธาตุรู้ ที่รู้ความมีความไม่มี แล้วจะทำความไม่มีถึงขั้นเป็น 0 ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ได้แล้ว แต่เมื่อรู้ความมี ต้องรู้สัจจะ ดูตามสัจจะว่าเรายังมีอยู่นะ เรายังไม่ตาย เพราะฉะนั้นเราต้องมีธาตุรู้ที่ครบ แล้วมีอยู่ทำไม อยู่ถ่ายทอดความจริงนี้ให้แก่ผู้อื่นต่อไป เท่านั้นเอง นี่คือวิสัยทัศน์ของอาตมาในเรื่องของจิตวิญญาณ ก็ต้องทำให้คนเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณนี้จริงๆ จนกระทั่งสามารถ 1.เป็นคนดีไม่ทำชั่วเลย นี่โลกียะสมบูรณ์แล้ว เป็นหลักประกันชีวิตแล้ว อย่างจริงจังเลยนะคุณจะไม่ทำชั่วเลย ชั่วคืออะไรตามสมมติ ก็รู้ตามสังคมเขา แล้วเราก็ไม่ทำชั่วอันนั้น เราทำแต่ดี 2. รู้สุขรู้ทุกข์ที่เป็นโลกุตระ ก็เรียนรู้สุขทุกข์ มันเป็นจอมนักมายาหลอก ปัดโธ่ ไปหลงสุขหลงทุกข์อยู่ได้ เป็นภาวะ 2 เท่านั้นเอง มันหลอกเราอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งสามารถ เป็นสิทธัตถะ เป็นผู้มีตัณหาอันสำเร็จแล้ว คำว่าสิทธัตถะ ทุกคนเป็นสิทธัตถะได้ ทุกคนเป็นสิริมหามายาได้ สิริมหามายา หมายความว่า ตนเองนี้เรียนรู้สภาวะ 2 คือความสุขความทุกข์มันหลอกเรา ทุกข์แต่มันบอกว่าสุข คนก็หลงมัน แล้วคนก็นึกว่าสุขทุกข์มันมี 2 ซึ่งสุขทุกข์มันมี 2 จริงๆ เราต้องไม่มีทั้งสุขและทุกข์หมดเลยจึงเป็นศูนย์ ใช่ มันมี 2 จริง เพราะฉะนั้น จะเอาแต่หนึ่งเดียวเอาแต่สุขไม่เอาทุกข์ ไม่ได้ คุณเอากระดาษแผ่นนึงมี 2 หน้า เอาหน้านี้ไม่เอาหน้านี้ ไม่ได้ คุณต้องเอาไปทั้ง 2 หน้า หน้านี้เขียนหน้านี้ไม่เขียนคุณก็ต้องเอาไปทั้ง 2 หน้า _สู่แดนธรรม... สิทธัตถะแปลว่า มีความต้องการอันสำเร็จแล้ว พ่อครูว่า... สิทธะ แปลว่า สำเร็จ อัตถะ คือ เรื่องราวเนื้อหาเนื้อแท้ เนื้อแท้เนื้อหาของโลกุตระคืออะไร ก็คือการดับกิเลส ตัณหาอุปาทาน ดับภพชาติ ก็ทำได้จนเป็นขั้นวิสัย ก็จบ เพราะฉะนั้น วิสัย เหล่านี้ ที่จะเกิดได้ต้องทำให้เกิด ฌานวิสัย ฌานวิสัยนี้ ของพระพุทธเจ้าจะเกิดได้ต้องเกิดด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 ไปนั่งหลับตานั้นได้ฌานเหมือนกันแต่เป็นฌานเดียรถีย์ นอกรีตสายพุทธ นั่งดับเวทนาสัญญา เป็นอสัญญีสัตว์ไปเลยโน่นแหละ ซึ่งมันไม่พ้นความเป็นสัตว์หรอก ฌาน 1 2 3 4 ก็เป็น ฌานเดียรถีย์ นั่งหลับตาได้มิจฉาฌานไป สุดท้ายก็จบที่อสัญญีสัตว์ ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ ฌาน 8 เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือฌาน 7 อาฬารดาบส ก็หลงใน ฌาน 7 คือ อากิญจัญญายตนะ มันมีอายตนะรู้อยู่ แล้วมันก็ไม่มีอะไร อากิญจัญ แปลว่านิดนึงน้อยนึง ก็ไม่มี ส่วน อุทกดาบส ยังมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ มันยังมีอะไรอยู่มันยังไม่หมดเหตุปัจจัย แต่เขาไม่รู้เหตุปัจจัย เขาก็ยังใช้วิธี กดข่ม ให้สนิท เขานึกว่ากดข่มได้สนิทแล้ว แต่มันไม่สนิท เป็นมิจฉาทิฏฐิในทิฏฐิ 62 เลย แล้วตายไปแล้ว ทิฏฐิเขาจะจมอยู่ตรงนั้น ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายที่ใครจะไปปลุกเขา สะกิดเขาให้ตื่นได้แล้ว ไม่มี เขาก็ไป หวั่งๆ บ่เหลียวหลังเอิ้นซัง เป็นนิวเคลียร์ฟิชชันเลยไปทางตรงทางเดียวเลย ไป มีแต่ไปกับไปแล้วมันจะถึงไหน ก็คือ นรก อันหาที่สุดไม่ได้ นรกหาที่สุดไม่ได้ ความจมอยู่ในความมืดที่หาที่สุดไม่ได้ พวกนั่งหลับตาได้สูงสุดเท่ากับ อุทกดาบส จมไปในที่ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร หาที่สุดไม่ได้ คุณไม่ได้ล้างกิเลส คุณไม่ได้ล้างเหตุปัจจัยที่มันเป็น อัตตา อัตตาที่จับเกาะแน่นกับสิ่งที่คุณไม่รู้ อวิชชาแน่นที่สุดไปกับภพชาติ อุทกดาบส อาฬารดาบส ก็ตาม สูงสุดเขาเรียนแค่นั้นแหละ ฌานหลับตา แล้วก็มีทิฏฐิแบบนั้น มีวิสัยทัศน์แบบนั้น แต่อาตมาไม่มีวิสัยทัศน์แบบนั้น อาตมามีวิสัยทัศน์แบบพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ฌานแบบพระพุทธเจ้าจึงต้องมาลืมตาปฏิบัติ จรณะ 15 เกิดฌาาน 4 ฌาน ของศาสนาพุทธจึงเกิดการปฏิบัติศีลเป็นตามลำดับ ศีลข้อ 1 ชีวิตคนต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ เรียนรู้การเกี่ยวข้อง สัมผัสกับสัตว์ ไม่ฆ่า ก็หยาบมาก เอาละไม่ฆ่าก็ดีแล้ว แต่คุณยังไม่เอ็นดู ไม่กรุณา ไม่เมตตา คุณยังไม่หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง ยังไม่บริบูรณ์ นี่คุณต้องปฏิบัติตนให้บริบูรณ์ จิตอยู่กับสัตว์ ใครจะร้ายจะเลวอย่างไรก็หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง เอ็นดูเขา กรุณาเขา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เขารู้ความจริง ให้เขาพ้นทุกข์ เมตตา กรุณาก็ลงมือช่วย มุทิตาก็ช่วยสำเร็จแล้วดีแล้ว เปิดจิต ช่วยเขาแล้วดีแล้วอย่าไปยึดติดว่า เป็นบุญคุณของเรา เป็นอุเบกขา นี่คือ พรหมวิหาร 4 หรือ อัปปมัญญา 4 สุดยอดตรงนี้ แล้วทำให้ตรงสภาวะจริง คือผู้มีปัญญาแล้วล้างกิเลสหมด ฌานนี่คือปัญญา ปัญญาคือฌาน ปัญญาอยู่ที่ไหน ฌานอยู่ที่นั่น แล้วปัญญาคืออะไร ปัญญาคือรู้กิเลส รู้กิเลสได้อย่างไร มีผัสสะ มีผัสสะเกิดเวทนา แล้วเอาเวทนามาแยกละเอียด เป็น มโนปวิจาร 18 นี่เป็นแบบโลกๆที่เขายังติดอยู่ เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร ผัสสะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนถึงมโนสัมผัส เป็น 6 แล้วจิต ตั้งแต่ หยาบ ไปถึงละเอียด ทาง 6 ทวาร มันปรุงแต่งเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ 3 อย่างนี้ จึงเป็น มโนปวิจาร 18 เรียนรู้สังขารปรุงแต่งของจิตวิญญาณ และหลงในสุข ในทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่าง คุณทำให้เกิดไม่สุขไม่ทุกข์ ทำได้ ด้วยวิธีที่มิจฉาทิฏฐิ คุณก็ทำได้ กดข่ม ไม่ให้เกิดอาการกิเลสได้ แล้วคุณพยายามยึดอาการอารมณ์นั้น ยึดอารมณ์ที่คุณทำให้ กดมันไว้ สะกดมันไว้บังคับมันไว้ แต่คุณไม่ได้ดับเหตุ คุณไม่ได้ล้างกิเลสที่เป็นตัวสำคัญตัวเหตุ มันก็ต้องกลับมาไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่ชาติหน้าก็อีกร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติต้องเวียนวนมาอีก มันลืมสัญญาไม่เที่ยง จำอย่างไรก็จำไม่เที่ยงหรอก คุณต้องลืมสักวันหนึ่งและคุณก็กลับมามีอย่างเก่า แต่เขาพวกนั้นเขาไม่มีเวลาจะมารู้กรรมวิบากที่เกิดแล้ววนเวียน เทวนิยมเขาไม่รู้ ไม่รู้ความไม่เที่ยง เขาไม่มีทางถึงอนัตตาเขาก็เป็นอัตตานิรันดร ศาสนาเทวนิยมเป็นอัตตานิรันดร เขาไม่มีทางล้างให้หมดตัวตน แยกธาตุจิตให้เป็นดินน้ำไฟลมไป ไม่ได้ เขาทำไม่ได้ เขาไม่รู้จบ แม้จะอยู่ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็มีหลักประกันว่า คุณเป็นคนดีของสมมุติโลก ยิ่งรู้ความสุขความทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์ ดับเป็นปริโยสานได้ก็จบเรื่องจิตวิญญาณ นี่คือวิสัยทัศน์ของอาตมารู้จักโลกุตระอย่างนี้ แล้วนำพากันให้เป็นผู้ที่รู้จักจิตวิญญาณอย่างชาวอโศก ตามวิสัยทัศน์ของอาตมาจะบริสุทธิ์ชุดนาทีของพวกเราก็คือมันมีเป็นอย่างนั้น สู่แดนธรรม.. ผมว่ายังไม่ครบ พ่อท่าน อธิบายมานี้ทำให้หมดทุกข์ส่วนตน หน้าที่ต่อไปคือให้ไปรับใช้มวลมนุษยชาติอีกครับ พ่อครูว่า... มันมีอยู่พวกที่จบอรหันต์แล้วจะไม่เชื่อมต่อ อาตมาก็เคยอธิบาย ว่า พวกที่เอาแต่ตัวเองเป็นอรหันต์แล้วเขาก็จะจบ อรหันต์แล้วเขาก็จะไป พวกที่เป็นอย่างนั้นเข้าใจผิดอย่างนั้น จะมีอรหันต์ สมสีสี อย่างเดียวที่ตายพร้อมกับบรรลุธรรม ถ้าไม่สมสีสี ตายไป อยู่ต่อไปจะรู้ว่า เราจะอยู่ก็ได้ไม่อยู่ก็ได้ ก็จะเห็นใจคนอื่น คุณจะเกิดโพธิจิตโพธิสัตว์ขึ้นมา ถ้าคุณยังไม่ สมสีสี ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปทันที ก็จะรู้ว่าเราได้ความรู้อันยิ่งยอดของพระพุทธเจ้า มันยิ่งกว่ายอดเพชรยอดทองไปเอาไปแจกคนอื่นนะ จะรีบตายไปทำไม คุณไม่รู้หรอกว่า นอกจากคุณ เด๋อ อะไรวะ ได้อะไรมาวะ นั่นคือความไม่รู้จริง ถ้าความรู้จริงจะเป็นสุดยอดแห่งสุดยอดของที่สุดแล้ว รู้จักอรหัตตผลรู้จักอรหันต์แท้ มันสุดยอดแล้ว อาตมาถึงบอกว่า อรหันต์ก็อรหันต์เถอะ มุ่งแต่พระอรหันต์ถ้าไม่ สมสีสี ไม่ตายพร้อมกับบรรลุธรรมนะ วินาทีต่อไปคุณจะสัมผัสกับคนอื่นว่าเขายังไม่ได้นะ มันยังน่าให้เขารู้ด้วย เอาไปเลยทองฉันไม่เอาแล้วสุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้น คืน โลกุตรธรรมนั้นคืนไปหมดเป็นผู้ไม่มีแม้โลกุตรธรรม ที่มันมีในตัวแน่นไปหมดแล้วเป็นอภิภูแล้ว เป็นเองในตัวโดยที่มันเป็นอัตโนมัติแล้ว แต่เหมือนกับเราไม่ยึดมั่นว่า เป็นเราเป็นของเรา มันเป็นอย่างนั้นเลย เป็นผู้ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราเลย 650923 วิสัยทัศน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ