ฌาน สมาธิ ที่ลืมตาปฏิบัติของพุทธ ต่างกับหลับตาปฏิบัติแบบเดียรถีย์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฌาน สมาธิ ที่ลืมตาปฏิบัติของพุทธ ต่างกับหลับตาปฏิบัติแบบเดียรถีย์ _พ่อครูว่า... พระอรหันต์คือผู้ที่มีจิตสะอาด ปริสุทธา สะอาดจากกิเลสแล้วเป็นกิเลสขั้นอาสวะด้วย แล้วรู้จักความเป็นอาสวะด้วย รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอาการจิตขั้นอาสวะ คือขั้นปลายขั้นสุดท้าย ของกิเลส เรียกว่ากิเลสาสวะ เป็นขั้นปลายสุดของกิเลสดับได้หมด เอาเจโตปริยญาณ 16 เป็นเครื่องเป็นกระบวนการที่จะตรวจสอบเป็นแผนที่ อ่านตามแผนที่ขั้นตอนชัดเจนถูกตรงหมด หมดกามาสวะเป็นขั้นต้น มีตาหูจมูกลิ้นกายเรียกว่ากามคุณ 5 สายหลับตาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ๆไม่มีกามคุณ 5 ตัดทิ้งเลย ไปเอาแต่ข้างในภพ เป็น ภวภพ เป็นภวังค์ แล้วหลงตัวเองว่าไปดับๆๆๆ กดๆข่มๆ มันก็ไม่เกิดมาให้ พระพุทธเจ้าท่านจะยอมอนุโลมว่าจะถือว่าคุณดับอาสวะได้ก็เอา ที่จริงมันดับยังไม่เที่ยง ยังไม่เด็ดขาดหรอกเพราะคุณไม่ได้รู้จักรายละเอียดของกิเลสแต่ละตัว เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อย่างเป็นความจริง คำว่า ความจริง อาตมาก็อธิบายไว้ ความจริงมันมีอยู่ในปัจจุบันขณะ เรียกว่า ปัจจุบันชาติ เรียกภาษาบาลีว่า ทิฏฐกาละ เวลาขณะนั้น ปัจจุบัน ทิฏฐะ ปัจจุบันนั้น ต้องเป็นสภาพที่จะเรียกว่าความจริงได้ก็ต้องลืมตามีแสงสว่าง แสงสว่างของพระอาทิตย์ อาโลก ไม่ใช่เป็นหลับตาแล้วก็ ไป ใสๆๆๆ อย่างที่พวกธรรมกายเขาทำกันก็ไม่ต้องพูดถึงเลย มันผิดไปหมดแล้ว หลับตาเฉยๆก็ผิดแล้ว หลับตามันก็ต้องมืด แล้วดันหลอกกันว่ามีความสว่างใสๆๆ อยู่ในการหลับตาอีก ธัมมชโยเอ๊ย มันจะวิปริตไปถึงขั้นไหน สายหลับตามันมืด ทางสายอาจารย์มั่นยังไม่มีความวิปริตเท่าไหร่ ก็มีความมืดแน่นอนมืดเข้าไปดับให้นิ่งๆ ก็ว่าไป เป็นประเภทรูเดียว ก็ไม่ผิดหรอกจะไปรูนี้ แต่คุณหนักเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าเป็น 2 สภาพคุณสับสนเลย คุณจะให้เป็น 1 คุณจะเอาเคลื่

อ่านต่อ

อนไหวเร็วแล้วก็หยุดแล้วก็ให้ไวอย่างไร มันสับสน มันแยกไม่ออก มันไปตีกิน แล้วก็ตีกินหลอกลวงกันชนิดที่ซ้ำซากด้วย พูดถึงพวกที่หลับตาทำ ก็ยังแก้ได้ อันโน้นแก้ไม่ได้หรอกอย่างธรรมกายแก้ไม่ได้ โง่แล้วโง่เลย หลงแล้วหลงเลยไปแล้วไปเลย ยาก อาตมาไม่มีความรู้ความสามารถที่จะช่วยได้เลยสำหรับพวกธรรมกาย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงไม่เอามาก อาตมาถึงมาทางด้านมหาบัวด้านอาจารย์มั่น ทางด้านธัมมชโยอาตมาปล่อย อาตมารู้ตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์จะไปช่วยธรรมกายหรือช่วยธัมมชโยได้ เพราะว่าเขาแย่หนักเกินมืออาตมา เกินความสามารถจริง อาตมาจึงเน้นมาเตือนมาช่วยทางนี้ได้ ยังพอน่าจะได้กว่า ส่วนผู้ที่ได้ก็ได้ไปเรื่อยๆไม่มีปัญหาอะไร ผู้ที่ยังไม่ได้ก็ช่วยกัน คำว่า ฌาน ถ้ายังไม่สัมมาทิฏฐิ หลับตาไม่มีฌานของพระพุทธเจ้าเพราะไม่เกิดพลังงานไฟ ฌาน แปลว่าไฟ พลังงานไฟ มันมีแต่พลังงานเย็นนะ การหลับตา ทำให้หล่อหลอม เข้าเป็นน้ำแข็งแน่นเข้าไปจับขั้วแน่นนิ่งเลย ดับมืดให้แข็ง เย็น เป็นน้ำแข็งแห้ง Dry ice ยิ่งแข็งยิ่งแน่นเย็นไม่ไหวเลย มันไม่มีทางที่จะมาพูดกันรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นต้องเลิกที่จะหลับตา เลิกจริงๆเลิกได้เลย หลับตานั้นมันมีอุปการะมากอยู่ ต้องเข้าใจสัมมาทิฏฐิให้ได้ 1. เป็นการพักผ่อน 2. เป็นการทบทวนธรรมะต่างๆ 3. ทำเตวิชโช 4.ไปเล่นเดรัจฉานวิชาไปทำอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าตีทิ้งไม่เอา เอาที่เป็นประโยชน์ เตวิชโช หรือจะทบทวนธรรมะก็ได้ไม่มีปัญหา อาตมาก็ทบทวนธรรมทุกวัน หรือพักผ่อน หลับตา ก็พัก หยุดพัก ก็น่าจะเข้าใจ พูดอธิบายมามาก หลับตาเป็นอุปการะ สัมมาทิฏฐิให้ดีๆ ถ้ามันต้องใช้ พักผ่อน ทบทวนธรรม เตวิชโชหรือออกนอกรีตเป็นเดรัจฉานวิชาก็ไม่เอาอยู่แล้ว เราก็ลืมตาเป็นสามัญ ถึงเวลาหลับตาก็หลับตา ทุกวันนี้อาตมาทำงานอยู่ อาตมาไม่ได้หลับตาประเภทดับดิ่งไปเลย จะดับสนิทดิ่งๆ มีน้อยมาก วันๆหนึ่ง มีผู้เอาเครื่องมาจับ เขาเรียกว่า หลับลึก เขาก็วัดแล้วว่าวันๆหนึ่งนอนหลับ เขาก็จะให้นอนหลับ 20:00 น ก็จะนอนหลับประมาณ 20:00 น ถึง 21:00 น แล้วไปตื่น 6 โมง เป๊ะเลย ไม่ให้ขาดให้เหลือ บางทีก็เลย 6 โมงไปนิดหน่อย ถ้าเผื่อว่านอนเกิน 21:00 น. 22:00 น. จะปรับอาตมาให้นอนตื่น 7:00 น. 8:00 น. ก็ว่าไป สรุปแล้ว ฌาน ของพระพุทธเจ้าเป็น อจินไตย เกินกว่าที่จะคิด ผู้ที่มีฌานเป็นปกติ มีฌานเป็นสามัญแล้ว คือได้ใช้ไฟ ไฟปัญญา ไฟฌาน เผากิเลสหมด เผาอย่างเห็นๆ เผาอย่างรู้ๆ รู้ตัวเลย ค่อยๆเผาตัวนี้ๆๆๆ ตัวนี้เป็นกาม เป็นโทสะ เป็นโมหะ หมดแล้วกามหรือปฏิฆะภายนอก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ดับหมดแล้ว สนิทแล้ว ดับกิเลสหมดแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าต้องไปหลับตาเข้าไปปฏิบัติธรรม ก็ลืมตาอีกนั่นแหละ แต่ฆ่ากิเลสที่เป็น รูปราคะ อรูปราคะ เป็นภวตัณหา หรือเป็นกิเลสภายในต่อไปอีก อย่างไม่ได้หลับตา ลืมตาก็มีเหตุปัจจัยที่กระทบสัมผัสกับตาหูจมูกลิ้นกายอยู่นี่แหละ แต่ข้างนอกมันไม่เกิดแล้ว กระทบกระแทกกระทุ้งกระเทือนอย่างไรมันก็ไม่มีอาการแล้ว กิเลสมันไม่ขึ้น เป็นอนาคามีเต็มๆ อนาคามีแท้ๆ มันไม่มีข้างนอก มีแต่ข้างใน เหลือ อย่างหยาบเรียกว่า รูป ก็ฆ่ากิเลสนี้ต่อไปอีก ด้วยสูตรเดิม สูตรจรณะ 15 วิชชา 8 หรือไตรสิกขา ขยายความเป็นมรรคมีองค์ 8 ขยายความเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ก็ใช่ทั้งนั้น เมื่อดับ ดับกิเลสาสวะ อาสวะของกิเลสได้ ก็มาตกผลึกลง หมดอาสวะ จิตสะอาดจากอาสวะ ไม่ใช่ไปหลับตา จิตหมดอาสวะไม่รู้ ดับมันอย่างเดียว ดับจิตไปอย่างเดียว ดับ สัญญา เวทนา ไม่ให้มีความรู้สึก ไม่ได้กำหนดรับรู้ ดับมันเฉยๆ แล้วไปตีกินเอา สัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธเพราะดับสัญญา เวทนา ได้แล้วสนิท ซึ่งมันไม่ใช่ มันผิด ต้องดับกิเลสต่างๆ ต้น กลาง ปลาย หมดอาสวะ จิตสะอาด สั่งสมตกผลึก จึงเรียกว่า สมาหิโตหรือสมาหิตัง หรือสมาหิตะ ตกผลึกลง ยิ่งแน่นยิ่งมาก มันก็ยิ่งแน่น ยิ่งเร็ว ยิ่งไว ยิ่งคล่องแคล่ว เป็นสภาวะ 2 ใน 1 สุดยอด อธิบายโดยพยัญชนะ โดยภาษา ไม่ง่ายหรอก ถ้าไม่มีสภาวะอธิบายไม่ได้ เพราะเป็นอจินไตยจริงๆ เมื่อได้ผลของฌานแล้วตกผลึกลงเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า สมาหิโต ไม่ได้เรียกว่าสมาธิ ตามคำเรียกทั่วไปสามัญ แต่มีคำพิเศษคือ สมาหิโต สมาหิตัง จิตก็ตั้งมั่น เมื่อจิตนี้ตั้งมั่นสูงส่งเท่าใด ฌานก็ยิ่งแคล่วคล่องมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่า ฌานเป็นฌานสะอาด แต่ก่อนฌานไม่สะอาด ก็ต้องกระทบสัมผัสทำงานต่อสู้กับกิเลส พอกิเลสหมดไปแล้ว ฌานไม่ต้องต่อสู้กับกิเลส ฌานก็คล่องตัวสบาย เอาไปทำงานกับกัมมัญญา ประภัสรา ก็ไปรวมตกที่ มุทุภูตธาตุ เป็นแกนจิตของตน เอาไปทำงานก็ได้ดีมาก แล้วต้องทำงาน ฌาน ของศาสนาพุทธ เป็นฌานที่ได้แล้ว เอามาใช้งานอย่างไม่ยากอย่างไม่ลำบาก ในฌานทั้ง 4 แล้วฌานของพุทธนั้น ปฏิบัติไม่ต้องหาสถานที่ ไม่ต้องปลีกเวลาไปปฏิบัติ ไม่ต้อง เต๊ะท่า ตั้งกายตรง ดำรงสติคงมั่นอะไร ไม่ต้อง ไม่เหมือนเดียรถีย์ที่ไม่ใช่พุทธ ไม่ต้องเลย ไม่ต้องหลับตา ฌานของพุทธปฏิบัติในชีวิตสามัญปกติ ปฏิบัติไปพร้อมกันกับชีวิตที่ทำอาชีพ ทำการงานทุกอย่าง พูดอยู่ คิดอยู่ แต่ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน คิดอย่าง สัมมาสังกัปปะ ลืมตาอยู่ แล้วก็ปฏิบัติฌานไปในตัว ไม่ใช่ฌานอยู่ในที่มืด แต่เป็นฌานที่อยู่ในที่สว่าง มีตาก็เปิด มีหูก็เปิด จมูกก็เปิด ลิ้น กาย ใจเปิดหมด ไม่ใช่ไปดับไม่ใช่ปิด เพราะฉะนั้นจึงเป็นความรู้ หรือเป็นความบรรลุ โดยมี ตาก็เปิด หูก็เปิด แล้วก็มี ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่างอาโลก 5 ประการนี้ อาตมาก็เอามายืนยันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยอย่างนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ไปคิดว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ท่านหลับตานะ ท่านอยู่กลางคืนในที่มืด ถึงแม้จะมีพระจันทร์เต็มดวงก็ตามแต่มันก็มืด ไม่มีแสงอาทิตย์ แล้วมันจะมีจักษุ จะมีปัญญาญาณ วิชชา อาโลก มันก็ไม่มีแล้ว อาโลกคือแสงอาทิตย์ มันไม่มี มันเป็นกลางคืนมีแต่พระจันทร์ 15 ค่ำเดือน 6 แล้วจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร ตรัสรู้ก็ไม่ตรงตามที่ว่าสิ ที่มี จักษุ อาโลก มีตา มีแสงสว่างเห็นอยู่ ทำงานได้ ไม่ใช่มืด เอาเถอะไม่เอาแสงจันทร์ ไม่ใช่แสงจันทร์ อาโลกคือแสงอาทิตย์ เพราะฉะนั้นของพุทธมีนัยยะที่ต่างกันอีกเยอะแยะ ฌานของพุทธ ไม่ต้องไปหาสถานที่ ไม่ต้องไปหลับตา ไม่ต้องไปเต๊ะท่า ทำการงานอยู่เรียบร้อย ทำทุกอย่างได้เหมือนคนสามัญปกติ แต่กิเลสมันถูกฆ่าไปตามลำดับ ไม่ต้องไปหยุด ไม่หยุดเลย มีแต่เหมือนนักรบ ฆ่าๆๆ นักรบจะหยุดได้อย่างไร ถ้าหยุดเขาก็ฆ่าเอาสิ ฆ่ากิเลสเป็นธรรมดาธรรมชาติของนักรบที่ทำลายศัตรูได้ 650729 สภาวะ ฌาน สมาธิ ของพระอรหันต์เป็นเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน