อรหันต์มีฌานมีปัญญาเป็นสามัญธรรมดา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.75 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

อรหันต์มีฌานมีปัญญาเป็นสามัญธรรมดา _*สุรธัญ สุขธนเฉลิม* : ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็น ดูกันตรงไหนหรือ ถ้าไม่อย่างนั้น ใครก็อ้างตัวเองได้ว่าเป็นพระอรหันต์ ต่อไปจะไปกอดเจ้าสาว ต่อไปจะไปนอนกับผู้หญิง ต่อไปจะไปชกต่อยกับใครก็ทำได้ เพราะว่าถือว่าเป็นพระอรหันต์แล้วใช่ไหม บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติประพฤติพรหมจรรย์ไว้ตลอด ก็กลับมาเป็นพระธรรมดาได้นะ พ่อครูว่า... คนนี้แสดงว่ามีภูมิรู้นะ สู่แดนธรรม... เขาเข้าใจว่าพระอรหันต์ยังต้องประพฤติธรรมลดละกิเลสอยู่ แต่พ่อท่าน ขยายว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่มีความไม่มีกิเลสเป็นสามัญแล้ว พ่อครูว่า... พูดถึงว่ามีศีลเป็นสามัญ มีศีลเป็นปกติ อาตมาก็ต่อให้ว่า มีฌานหรืออธิจิตเป็นปกติ เป็นสามัญด้วย และมีปัญญาเป็นปกติ เป็นสามัญอีก และมีวิมุติเป็นปกติเป็นสามัญอีก นี่แหละลักษณะอย่างนี้แหละ คือพระอรหันต์ เป็นธรรมดาหมด ศีลก็เป็นธรรมดา สมาธิหรือฌานก็เป็นธรรมดา ปัญญาก็เป็นธรรมดา วิมุติก็เป็นธรรมดาเป็นปกติหมด เป็นธรรมดาสามัญหมด คำว่าปกติธรรมดาสามัญคืออะไร คือมันเป็นเหมือนกับคนอื่นเขาที่เป็นกัน แต่มันไม่เหมือนกันตรงที่ว่า ผู้ที่สะอาดแล้วก็เป็นปกติ คนยังไม่สะอาดเป็นปกติของผู้ไม่สะอาด กำลังจะยกตัวอย่างคุณทักษิณ ว่า แกพูดเพื่อตัวเองของแกเป็นปกติธรรมดา พูดเพื่อตัวเองเป็นตัวเองให้แก่ตัวเองตลอดเวลา เป็นเช่นนั้น ส่วนมากหนักหนาสาหัสทั้งนั้นแต่แกไม่รู้ตัว แกก็พูดไปพริ้วไปเรื่อยๆ แต่ไม่ออกจากการเพื่อตัวเองเลย โดยแกไม่รู้ตัว โง่เหยียบคันเร่ง คุณทักษิณนี่ เขาโง่ เหยียบเบรกด้วย แต่โง่ๆๆๆไปกับเบรค เลยกลายเป็นโง่ที่แน่นหนักเข้าไปใหญ่เลย โง่เหยียบเบรค เบรคก็ยิ่งแน่นยิ่งหนัก เข้าไปใหญ่เลย มันหนักกว่าเหยียบคันเร่ง โง่เหย

อ่านต่อ

ียบคันเร่งบังเบานะแต่นี่ยิ่งหนักยิ่งแน่น ยิ่งแข็งตื้อ เอาคำว่าโง่เหยียบเบรคไปใช้ก็แล้วกัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) หมุนวนถอยหลังกลับเลย หรือหยุดจึ๊กแล้วถล่มทะลุไปในดินเลย อย่างนั้นเลย มันยิ่งมีผลกระทบสูงขึ้นไปอีก สู่แดนธรรม... ถ้าดูความเป็นอรหันต์ดูตรงไหน ก็ดูความปกติธรรมดาใช่ไหม พ่อครูว่า... ขอดูการมีเหตุปัจจัยของศีลสมาธิปัญญา ประกอบว่ายังคงที่อยู่เป็นปกติคงที่อยู่ ศีล สะอาดบริสุทธิ์ เอาศีลข้อไหนมาจับก็สะอาด สมาธิหรือฌาน ก็เป็นปกติสามัญสามัญตลอด จะได้เข้าใจว่า ฌานสมาธิคืออะไรกันแน่ และวิมุติหลุดพ้นนี่คือไม่มีแล้ว ง่ายๆก็คือไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เป็นปกติด้วย ไม่มีเป็นปกติด้วย สรุปใหญ่ๆว่า ไม่มีคือไม่มีกิเลสสิ่งที่เหตุปัจจัยไม่ดีทั้งหลาย สิ่งที่มีคือสิ่งที่ดี อยู่ในสมมุติกับสังคมทั้งหลายแหล่ ที่พูดไปแล้วดี ต้องมีศีล สมาธิหรือฌานและปัญญา ดี ต้องดี ดีทั้งสมมุติและดีทั้งที่เหนือกว่าสมมุติ เหนือกว่าสมมุติเรียกว่าโลกุตระ สมมุติคือโลกีย์ ธรรมดาก็ดีอยู่แล้วแต่ยังมีดีเหนือกว่านั้นต่อก็เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจะเอาผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว เอาตรงที่ มีทั้งดีเหนือผู้อื่นอย่างสูงสุด มีศีลได้สูงสุด มีฌาน มีสมาธิที่ดี เหนือกว่าคนอื่นอยู่ และมีปัญญา ปัญญา ตัวปัญญาเองก็เป็นความรู้ความฉลาดที่เหนือกว่า เฉโกอยู่แล้ว เฉโก ก็คือความรู้ความฉลาด แต่เขาทิ้งมันมานานแล้วจนลืมไป แล้วเข้าใจโดยปริยายว่ามันไม่ดี ฉลาดแบบนั้น มันไม่ดี ถือว่าไม่ดีด้วย แปลในพจนานุกรมบาลีไทย เฉโก แปลว่าฉลาดแกมโกง คือฉลาดไม่ซื่อ ฉลาดไม่สุจริต ฉลาดไม่ดี เพราะฉะนั้นก็ไม่เอา ใครก็ไม่เอา จะเรียกว่าคุณยอด เฉโกเลย ใครจะไปชอบเล่า ใครก็ไม่เอา แต่ถ้าบอกว่าฉลาดก็จะเอากันเพราะเป็นคำกลางๆเป็นภาษาไทย ถ้าบอกว่าเป็นปัญญาก็เอากันเลย บอกว่ามีปัญญายอดเยี่ยมก็จะเอากัน ไปติด อยู่ที่คำว่าปัญญาคือความฉลาดความรู้ เฉโกคือ ฉลาดในความรู้ของคนส่วนใหญ่ในโลก คนฉลาดแบบมีปัญญาเป็นคนส่วนน้อย ปัญญาเป็นโลกุตระ เฉโก เป็นโลกียะ คนโลกียะมีมากกว่าคนที่เป็นโลกุตระ คนที่เป็นอรหันต์ก็แน่นอนต้องมีปัญญา และปัญญามีเป็นปกติ ปัญญากับฌาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น คือใครวิมุติใกล้นิพพานเป็นที่สุด นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก

ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๕)

ผู้ไม่มีปัญญาไม่มีฌาน มีแต่เฉโก ฌานมีสองแบบ ฌานแบบหนึ่งเป็น ฌาน เดียรถีย์ ฌานนอกพุทธ ซึ่งมีจำนวนมากด้วย ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นเป็น อจินไตย ยาก เดาเอาไม่ได้ คาดคะเนเอาไม่ได้ แม้จะเรียนบัญญัติมาอย่างสูงส่งเท่าไหร่ก็แล้วแต่ จะเกิดอาการ ฌาน ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ยังไม่เกิดยังไม่เป็น เข้าใจยาก เป็นอจินไตยจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยที่จะเป็นผู้รู้ ฌานได้ ก็ต่อเมื่อ มีความรู้ความฉลาดที่เข้าข่ายปัญญาไปตามลำดับ ผู้ที่จะมีปัญญาได้เข้าข่ายปัญญา ก็ต้องเริ่มด้วยปัญญาข้อที่ 1 ในปัญญา 8 ปัญญาสูตร ล 23 ข 92 [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน 1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พุทธเจ้าปรินิพพานไปตั้ง 2,500 กว่าปีแล้ว ในยุคนี้ก็ต้องพบกับสัตบุรุษเท่านั้น 650729 สภาวะ ฌาน สมาธิ ของพระอรหันต์เป็นเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน