ฌานคือเรื่องสามัญปกติที่ไม่มีนิวรณ์ 5 จนเกิดบุญ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฌานคือเรื่องสามัญปกติที่ไม่มีนิวรณ์ 5 จนเกิดบุญ _พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น ฌาน ของพระพุทธเจ้าจึงยากที่จะเข้าใจ ที่อาตมาพยายามอธิบาย เพราะเขาไปหลงผิด ไปหลงเชื่อว่า ฌานต้องทำการหลับตา มันแน่นนานจนไม่มีใครขยายความ เชื่อกันมาจนเป็นพันปีแล้ว มันเสื่อมมาเกินกว่าพันปีแล้วมาถึง 2,000 กว่าปีแล้ว อาตมาก็ต้องมากอบกู้ มาช่วยเหลือ มาเอาความถูกต้องของพระพุทธเจ้าคืนมาใหม่ ซึ่งคนก็ไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆหรอก เพราะว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ต้องมาพิสูจน์ตัวเอง ว่าตัวเองไม่ได้เป็นลูกศิษย์ใคร ไม่ได้มีสำนักเรียน ไม่ได้มีครูบาอาจารย์ ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง โผล่ออกมาแล้วบอกว่าตัวเองเอาของตัวเองมาเก่า ที่เป็นของเก่าแต่ชาติก่อน เขาก็ตามไปรู้ชาติก่อนๆของอาตมาไม่ได้ ซึ่งมันก็น่าเห็นใจ แต่อาตมาพูดความจริง แล้วมันก็เป็นความจริง ความจริง จริงๆก็คือ ที่อาตมาพูดนั้นมันเป็นไปได้ไหม อาตมาพูดตอนแรกๆนั้นไม่เป็นไปได้ เขาไม่เชื่อกันหรอก มีคนที่มีบารมีอย่างพวกเรา เมื่อสัมผัสก็จะรู้ว่าใช่ ควรมา ถึงได้มากัน แล้วก็มาได้เพราะมีบารมีเก่า อาตมาก็เสริมช่วยกันได้เพิ่มขึ้นอีก จนบรรลุต่อเป็นพระอรหันต์กันไปเยอะแยะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่อาตมาทำนี้ อาตมาก็ยืนยันว่าเป็นความจริง ยากนะ ไม่ใช่ง่าย แค่รู้ก็ยากแล้ว มาปฏิบัติให้ได้อีก มันก็ยิ่งยาก ให้ได้ ได้แล้วจะต้องได้เลยอีก มีปัญญาสำทับอีกเลยว่า ปัญญาตัวนี้เป็นตัวกำกับเลยว่าไม่มีเวียนกลับ ไม่ไปแล้วทางโน้น ปัญญานี้มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีพลังอย่างนั้น อย่างนี้แล้วไม่ไปแล้วอย่างโน้น ไม่ไป อย่างน้อยต้องมี 2 ฟาก ฟากนั้น ไม่ไปอยู่ฟากนี้ ฟากโลกุตระ ฟากของพระพุทธเจ้า ฟากโน้นไม่เอา บ๊ายบาย จะช่วยก็ช่วยคนฝั่งโน้นให้มาฝั่งนี้ ช่วยส่งเสียงไป อธิบายไปให้คนฝ่ายนู้นได้ยิน ดีไม่ดีกระทุ้งกระแทกให้แรงๆด

อ่านต่อ

้วย ฝั่งโน้น กระทุ้งกระแทกอย่างที่อาตมาทำอยู่นี่ เผื่อแผ่ด้วยเมตตาจริงใจ ด้วยความสงสารไม่ได้ทำเล่นๆ ไม่ได้พูดเล่น แต่เป็นเรื่องจริง เมื่อทำแล้วอาตมาก็ได้ผลมา ก็บอกไปแล้ว มาได้ขนาดนี้ 50 ปี เป็นที่น่าพอใจ แต่อาตมาก็ไม่หยุดยั้งหรอก เพราะอาตมาทำหน้าที่ จะต้องกอบกู้ธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าให้ถึง 5,000 ปี ก็พูดไปอีก ก็บอกความจริง ถ้าหากอาตมาพูดผิด อาตมาก็บาปหนักบาปหนาสิ เรื่องอะไรอาตมาจะทำบาปใส่ตัวเอง ถ้าแน่ใจว่ามันไม่ถูกหรอก มันเป็นบาปอาตมาจะบ้าหรือ อาตมาเป็นโพธิสัตว์นะ สั่งสมสิ่งที่มันสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจะหาเรื่องไม่บริสุทธิ์สะอาดเข้าไปใส่อีก แล้วเมื่อไหร่มันจะจบสักที โง่ซ้ำซ้อนเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่ทำเด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็ ประโยชน์ตนก็ต้องรักษา อาตมารักษาประโยชน์โพธิสัตว์ของอาตมา ประโยชน์ท่านอาตมาก็ต้องทำให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่ก็เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ทำ 2 ให้เป็น 1 อาตมาก็ทำอยู่ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ก็ได้ผลสำเร็จมาเรื่อยๆ เพราะงั้นทำให้พวกเราเกิดฌาน ฌานคือเรื่องสามัญปกติที่ไม่มีนิวรณ์ 5 เพราะฉะนั้น ใครไม่มีนิวรณ์ 5 ตราบใดเวลาใดก็แล้วแต่ แม้แต่เด็กๆ แกไม่ประสีประสา แต่จิตของแก พอดีตอนนั้นมันไม่มีนิวรณ์อะไรเลย มันก็เป็นฌาน แต่ยิ่งเรารู้และอ่านจิตเป็นด้วย กาม พยาบาท ปฏิฆะ มันเป็นอย่างไรก็ไม่มี ฟุ้งซ่านหรือ ถีนมิทธะ มันเป็นอย่างไรก็ชัดเจนว่ามันไม่มี ในขณะที่ไม่มีนิวรณ์ 5 นั่นแหละมันก็เป็นฌาน แต่ฌาน ของคุณจะเป็นปกติเที่ยงแท้ เป็นสมาธิตั้งมั่นตกผลึก จนกระทั่ง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ก็ใช้พยัญชนะบาลีของพระพุทธเจ้ามากำกับอยู่ตลอดเวลา จะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ได้หรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้คุณก็ต้องทำให้ได้ ถ้าได้แล้วมันก็เป็นอย่างที่ว่า เป็นสัจจะตามที่พยัญชนะบอกสภาวะ สัจจะ เที่ยงแท้แน่นอน ไม่แปรเปลี่ยน ยั่งยืน สัสตัง ตลอดกาล อวิปริณามธัมมัง ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีอะไรมาทำลายลบล้างได้ อสังหิรัง ไม่กลับกำเริบ ผู้ที่รู้สภาวะ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือคำบรรยายอธิบาย เอามาชี้แจง อย่างนี้แหละคืออุเทส ที่อาตมากำลังแสดงอยู่นี้คืออุเทส คือ อธิบายยาวหน่อย ส่วนสั้นๆคือ นิเทศ ทีนี้ ก็มาเรียนรู้ 3 อย่าง อาการ ลิงค นิมิต นิมิตคือกำหนดสภาวะ นิมิตกับอาการ ก็อันเดียวกันนั่นแหละ นิมิต คือตัวไม่เคลื่อนไหว คือ Static อาการคือ Dynamic ตัวเคลื่อนไหว ตัวเดียวกันนั่นแหละ แต่สภาวะนี้มันมีนัยยะต่างกัน ลิงค หรือเพศ มันมีนัยยะต่างกันนะ ต้องรู้ความต่างกันเพราะว่า 2 อย่างในโลกนี้เกิดมาแล้วต่างกันทั้งนั้นเลย แต่ในความต่างนี่แหละทำให้มันเป็นหนึ่งเดียวกันได้ อยู่ด้วยกัน มาด้วยกันได้ เลือดราชธานีเอ๋ย ไม่ใช่เลือดสุพรรณนะ มันต้องเลือดที่เก่งกาจดังราชธานีเอ๋ย … ไปด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดเก่งกาจ ราชธานีเอ่ย ทำสำเร็จ เด็ดขาดได้ คุณก็จบกิจ กิเลสไม่มี ไม่มีอย่างแข็งแรงเที่ยงแท้ตั้งมั่น สิ้นอาสวะแล้วตกผลึกลง ยังไม่มากมันก็ไม่แน่นเท่าไหร่ ตกผลึกควบแน่นๆๆ มันก็ยิ่งเจริญด้วย อเนญชา เจริญด้วย ความไม่หวั่นไหว ไม่กระเทือน ก็เป็นจิตตั้งมั่นยิ่งขึ้นๆ เพราะฉะนั้น อภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สังขาร แปลว่า ปรุงแต่งอย่างพิเศษ ถ้าปรุงแต่งกับกิเลสก็ยิ่งอวิชชาแน่น ปุญญะคือ การฆ่ากิเลส ฆ่าแล้วเสร็จ ปุญญะ ก็จบกิจ เลิก ก็ไม่ต้องปุญญะอีก เป็นอปุญญาภิสังขาร บุญนี้ One way Traffic เดินไปหน้าถ่ายเดียว ไม่มีโค้งไม่มีวนกลับเลย บุญมีหน้าที่อย่างเดียว คำว่า บุญ เป็นคำที่ ความล้มเหลวความเสื่อมของศาสนาชัดเจนมาก คำว่า กายก็ดี บุญก็ดี ฌานก็ดี สมาธิก็ดี วิมุติก็ดี มันผิดหมดไปแล้ว แต่คำว่าบุญนี้สำคัญมาก กายก็สำคัญ ถ้าคุณไม่รู้สภาวะ 2 และจับตัวกิเลสไม่ได้ แล้วคุณก็ประหารกิเลสเสร็จด้วยบุญนี่แหละ ฌานกับบุญต่างกัน ฌานนั้นคือปัญญา ฌานก็เผา ฆ่าเหมือนกัน ฆ่า จนกระทั่งถึงขั้นสุดท้าย เรียกว่าบุญ บุญคือ เพชฌฆาตมือสุดท้าย ฌาน คือ เพชฌฆาต 4 มือ หรือ 3 มือ ข้างต้น บุญคือ ฌาน คนที่ 4 หรือคนที่ 5 บางที พวกอภิธรรมแยกฌานเป็น 5 ฆ่า เสร็จแล้วกิเลสตายไม่ฟื้นดับอาสวะสิ้น แล้วไม่มีเกิดอีก แล้วก็สั่งสมเป็น สมาหิโต เป็นจิตตั้งมั่น แน่นขึ้นไปเรื่อยๆ จิตเจโตหรือสมาธิยิ่งแน่น แต่มีปัญญาอยู่ร่วมด้วย 2 มีทั้งตัวกิเลสดับ และมีทั้งภูมิปัญญาปฏิภาณไหวพริบเร็ว คู่กันอีก 2 ใน 1 สุดยอดอย่างนี้ ที่อาตมาอธิบายไปนี่แหละ คุณสุรธัญ คือความรู้ของอรหันต์ สภาวะอย่างที่อาตมาอธิบายนี่แหละ และเป็นความจริงของจิตเอง อธิบายเอาของอาตมาอธิบาย อาตมาจึงคืออรหันต์ 650729 สภาวะ ฌาน สมาธิ ของพระอรหันต์เป็นเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน