อวิชชาสูตร ทำไมต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
อวิชชาสูตร ทำไมต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ _พ่อครูว่า... แม้แต่แสดงธรรม อาตมาก็แสดงธรรมตามภูมิของอาตมา ซึ่ง ภูมิที่แสดงธรรมอย่างอาตมาหาง่ายไหม ขออภัยนะ คนที่หมั่นไส้อาตมา จะเห็นว่าอาตมาหลงตัว ถามพวกคุณอย่างจริงใจ ซื่อๆ ว่า ธรรมะที่อาตมาแสดง มันเป็นธรรมะอะไรแค่ไหนอย่างไร พวกคุณรู้ใช่ไหม ว่าเป็นธรรมะที่เป็นอริยสัจจะ เป็นโลกุตระ เป็นขั้นที่ว่า คนจะไม่ใช่จะมาสาธยายกันอย่างนี้ง่ายๆ จะรู้ ยิ่งผู้ใดที่รู้ตามที่อาตมาสาธยายแล้ว แล้วมาปฏิบัติได้มรรคได้ผลตาม ก็ยิ่งจะยืนยันยิ่งจะรู้ชัดใช่ไหม ว่า โอ้โห ผู้ที่ไม่รู้นี้เขาไม่รู้จริงๆ โทษเขาไม่ได้หรอก เขาไม่มีภูมิรู้ เขาไม่ยอมรับ ไปว่าเขาก็ไม่ได้เพราะเขามีภูมิเท่านั้น ไปลบหลู่เขาก็ไม่ได้เพราะน่าสงสารด้วยซ้ำไปว่าเขาก็ยังไม่รู้ ยังเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าเราเมตตาสงสารเราก็ช่วยเขา อย่างอาตมา พยายามข่มหรือพยายามชี้ผิด สายที่ผิด โดยเฉพาะ สายที่เรียนปริยัติอาตมาไม่ค่อยพูดเพราะเขาโลกจินตา เขาเรียนมากรู้มากอย่างไรก็สรุปสิ่งที่จะรู้ได้ยากมาก เอาพวกหลับตา พวกที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนี่แหละจะเป็นผู้ที่ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้ตอแยพวกสายศรัทธาหรือสายหลับตามากกว่า ยังพอได้ อาตมาถือ มหาบัวเป็นหลัก ที่มีอะไรบกพร่อง มีอะไรที่ผิด มาชี้ เพราะทุกวันนี้ลูกศิษย์มหาบัวก็มีเยอะเป็นผู้ใฝ่ธรรมก็ต้องช่วยกันช่วยเขา ก็จะมีให้เห็นว่ามันผิดอย่างไร ให้เห็นให้เข้าใจให้รู้ ตำหนิแล้วไม่ได้ตำหนิเปล่าๆ อ้างอิงหลักฐานต่างๆ มีเหตุมีผล มีหลักฐานเอาพระไตรปิฎกมาเปิดยืนยัน เพราะฉะนั้นถ้าใครตั้งใจฟังด้วยดีจะเกิดปัญญาจริงๆ เพราะอาตมาเป็นสัตบุรุษ ตั้งแต่ปัญญาข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 2 เพราะฉะนั้นผู้ใดที่รู้ว่าผู้นี้เป็นสัตตบุรุษ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่รู้ว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ยกพระพุท
อ่านต่อ
ธเจ้าเอาไว้ เกิดมาชาตินี้ ก็มีผู้ประกาศว่าเป็นสัตบุรุษอย่าง อาสโภ ไม่ได้เก้อเขิน พูดอย่างเป็นปกติ อาตมาก็พูดตรงๆง่ายๆ มันเป็นความจริงก็เปิดความจริงเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรน่าสะดุด ก็บอกตรงๆแต่คนฟังไม่เป็น เขาก็ไม่เชื่อ ไม่นับถือ ที่เขาฟังไม่เป็น เขาไม่เชื่อ เขาไม่นับถือ เพราะเขายังไม่มีภูมิพอที่จะฟังเป็น พอที่จะฟังรู้เรื่องได้ น่านับถือได้ ขนาดที่ถือว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธนะ นี่ไม่ได้ว่าผู้ที่เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ แต่ชี้สัจธรรม ให้เห็นว่าท่านได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนมากเลยในประเทศไทยในชาวพุทธ ว่าท่านเป็นปราชญ์ทางศาสนา แต่ท่านฟังอาตมาพูดไม่รู้เรื่องก็เป็นจริงของท่าน อาจจะรู้เรื่อง แต่ไม่เชื่อไม่ยอมรับ เพราะมันไม่ตรงกับที่ท่านยึดถืออยู่ แล้วท่านก็ยึดถือว่า ที่ท่านยึดถือนั่นแหละถูก อาตมาผิด แล้วมันก็ต้องขัดแย้งเพราะอยู่คนละพวก มันไม่ลงรอย มันไม่เข้ากันได้ มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรแต่มันเป็นสัจจะของมัน เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไม่มีอคติ ไม่มีอัตตามานะมาก ฟังธรรมะด้วยดี ปัญญาข้อ 1 เกิดปัญญาข้อ 2 เกิด ถ้าได้ปัญญาข้อ 1 เกิดแล้ว จงพยายามมาฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ตามอวิชชาสูตร จากพระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 61 “ [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี” พ่อครูว่า...ขยายความว่า ในยุคนี้ไม่มีใครมาบอกเงื่อนต้น เพราะอวิชชาก็สังขารผิด วิญญาณ นามรูปก็ผิด ก็เพราะมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้น จะพ้นมิจฉาทิฏฐิจะต้องมาฟังสัตบุรุษ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... สมบัติที่มีความจำเป็นสำหรับชีวิต เช่น เงิน ทอง ถ้าเป็นนักบวช ไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตแล้ว ทิ้งหมดคลังได้ แต่ฆราวาสที่ปฏิบัติธรรมอยู่ จะเหลือคงคลังไว้บ้าง สัก 10 - 20 ไม่เต็ม 100 เผื่อความจำเป็น คนผู้นี้มีสิทธิ์เป็นถึงอรหันต์ได้หรือไม่ครับ พ่อครูว่า...ยาก เพราะ หางช้างติดพวยกา คือยังไม่กล้าที่จะทิ้งหมด คนที่เขามาทิ้งหมด สังคมที่เขามาทิ้งหมดมีสาธารณโภคี มีแล้ว คุณมาอยู่ที่นี่สิ ถ้าคุณไม่มีสักบาทเลย อยู่ได้ เพราะฉะนั้นหางช้างคุณยังติดพวยกาอยู่ คุณจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร ไม่ได้ ยังยักไว้อยู่ ไม่ได้ เพราะมันยังมีตัวตน ผู้ไม่ยักไว้เลย คุณเชื่อมั่นไหมว่า สาธารณโภคีที่เรามีอยู่นี้ จริง พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ ทางวัตถุวิญญาณและชีวิต เชื่อไหม เชื่อได้ ชีวิตมาอยู่ทางนี้จะเป็นจะตายไม่มีสักบาท คุณเจ็บป่วยเขาจะรักษาไหม ตายเขาจะเผาให้ไหม กินอยู่ก็มีกิน เห็นเหลือทุกวัน ไม่ได้เคยขาดแคลนเลย ถ้าหากอาตมาไม่มาชี้อวิชชา ....
“เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ”
พ่อครูว่า... ถ้าคุณมีแต่วิชาก็จะไม่รู้อวิชชา คุณต้องมีสิ่งที่เป็นการเปรียบเทียบเป็นคู่ ที่เป็น วิชชา ให้เปรียบเทียบ เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ คุณก็จะจมอยู่กับอวิชชาไป อย่างเช่นมหาเถรสมาคมหรือปราชญ์ของเถรสมาคม เขาจมอยู่กับอวิชชาน่าสงสาร
พ่อครูว่า... เขายังจมอยู่กับอวิชชาไม่มีการเปรียบเทียบที่เป็น 2 ก็เป็นเทวนิยมอย่างนั้นเป็นแต่เพียงหนึ่งที่ยังเป็นอวิชชา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่านิวรณ์ ๕”
พ่อครูว่า... อย่างมหาบัว กาม กินหมากตลอดเวลาก็ไม่รู้ตัว เสพติดตลอดเวลา ก็ไม่รู้ตัวแล้วหลอกชาวบ้านว่าตัวเองเป็นอรหันต์ บาป ทั้งนั้นแหละทางสายหลับตา ตั้งแต่อาจารย์มั่น สายนั่งหลับตาที่บอกว่าเป็นอรหันต์ ท่านมีเป็นทำเนียบเลย ตั้ง 50-60 รูป
“แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓” พ่อครูว่า... อวิชชา ไม่รู้ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ไม่ใช่เรื่องตื้นที่อ่านเพลินๆไม่ใช่เรื่องตื้นที่อ่านเพลินๆฟังแล้วก็จบ คุณต้องมาอ่านทบทวนในตัวเอง ว่า เบื้องต้น ขั้นต้นท่านกล่าวว่า กาม นิวรณ์ 5 มีกาม เป็นข้อต้น มีปฏิฆะเป็นคู่ นัยยะปฏิฆะรู้ง่าย แต่เอากามมาขึ้นก่อนเพราะกามรู้ยาก การโกรธมันแยกง่ายกว่ากาม ปฏิฆะมันแยกรู้เป็นสองได้ง่าย แต่กามนี้เป็นหนึ่งที่แยกยากกว่า จม อยู่อย่างนั้นเหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ ผู้ที่จะรู้จัก กาม การมีดึงดูด เป็นธรรมดาธรรมชาติ กว่าคนจะรู้ถึงการดูดการดึง การเสพการติด ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก กว่าจะรู้ ไม่ง่าย เพราะฉะนั้นพวกที่หลับตาปฏิบัติไป ไม่รู้ความต่างของตัวเองที่ยึดติดกาม ยึดติดรูปทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น สัมผัสเสียดสีแตะต้อง อยู่ด้วยกันต้องมีสัมผัสตลอดเวลา ทาง โผฏฐัพพะ ทวารภายนอกทั้ง 5 ไม่ง่ายเลย เพราะฉะนั้น คนสายนั่งหลับตา กามคุณ 5 ไม่รู้ อาจารย์มั่นก็ดี มหาบัวก็ดี คนนั่งหลับตาก็ดี ไม่รู้หรอก แค่กินหมาก เป็นสิ่งเสพติดก็ไม่รู้แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเสพติดอื่นๆไม่ต้องไปพูดถึงเลย เขาเสพติดได้ทุกอย่าง เพราะว่า เสพติดภายนอกทวาร 5 มันครบแล้วนี่ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กว่าจะเข้าใจเป็นใจในใจ เสพติดใจในใจ ทวาร 5 ข้างนอกที่หยาบ ไม่เรียน คุณดันพาไปโง่ซ้ำซ้อน ไปเรียนใช้ในใจมันไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณเสพติดใจในใจ คุณก็ไปนั่งหลับตาเสพติด ให้มันใจเป็นก้อนเป็น อสัญญีสัตว์ ไปหลงอสัญญีสัตว์ ว่าเป็นนิโรธอีก ไม่ถึงอสัญญีสัตว์ เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ ฌานที่4 หลงว่า ว่างๆ อาการไม่มีสุขไม่มีทุกข์เป็นอุเบกขา ไม่ใช่ อทุกขมสุข หลงว่าเป็นอุเบกเขา คุณกดข่มจิตจนไม่สุขไม่ทุกข์ สะกดจิตให้จิตมันว่างๆโดยไม่รู้จักเหตุที่มันทำให้ทุกข์หรือมันเป็นสุข แล้วคุณต้องล้างกิเลสออกจนมันเป็นจิตที่สะอาด มีจิตที่ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นอุเบกขาแท้ๆเลย คุณก็ยังไม่มี ฌาน 4 ของคุณจึงเป็นอุเบกขาเก๊ อาตมาเคยบอกเป็นอุเบกขาเก มันไม่ใช่อุเบกขาจริง ฌาน 1 2 3 4 เป็นฌานเก๊ทั้งนั้น เป็นฌานเดียรถีย์ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า นั่งหลับตาจะได้ฌานเก๊ เก่งฌานเก๊ ยิ่งทำเก่งก็ยิ่งหลงไปในความโง่เง่าซับซ้อน เพราะไปหลงมัน ไปหลงฌาน นั่งหลับตามันไม่ได้เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อย่างเปิดเผย อย่างอธิบายได้ อย่างเห็นเลยว่า คุณมี กัมมัญญา คุณมีการงานอย่างดีทำการงานอย่างบริสุทธิ์และจิตใจคุณก็ยิ่งประภัสสรยิ่งผ่องใส ทุกคนก็เห็นได้ว่าคุณยิ่งผ่องใส เบิกบาน ร่าเริง ไม่มีความเศร้าหมอง เหมือนอย่างอาตมาจะเห็นได้ว่าไม่มีการเศร้าหมอง บางทีจะเล่นเพลินจนเพลินเว่อร์ๆไปด้วยซ้ำไป สู่แดนธรรม... แล้วความเจ็บปวดมันก็เป็นตามธรรมชาติใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... นี่อาตมาก็ยังเจ็บ บนกับเอามีดมาผ่า แล้วเอาพริกป่นโรยเลยนะมันเจ็บ ไม่รู้จะเอาออกอย่างไรเลยวันนี้นวดตั้ง 2 หมอแล้ว ก็ห่างหน่อย ไม่ต้องไปกังวลมันนัก ขันธ์นี้เป็นทุกข์ พยาธิทุกข์ธรรมดาเลยหรือวิปากทุกข์ อาหารของอวิชชาคือนิวรณ์ 5 ที่เอามาอ่านเริ่มต้นนี้ จะถึงที่ว่าจะต้องฟังให้บริบูรณ์ มันยังไม่ถึงตรงนั้น ขอลัดเลยก็แล้วกัน ไปตรงที่ อยากบอกว่า “แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่าการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ” พ่อครูว่า...อาตมาพูดเป็นสัจธรรมความจริงอยู่ตลอดเป็นธรรมะอันดี ธรรมะอันควร แต่เขาไม่ฟัง เขาไม่คบอาตมาไม่ฟังอาตมาที่สาธยายสัจธรรมด้วย “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ทุจริต ๓ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ” พ่อครูว่า... ก็เมื่อไม่คบสัตบุรุษแล้วจะได้ฟังอย่างไร ไม่ได้ฟังอย่างบริบูรณ์ เพราะคุณไม่คบสัตบุรุษ แล้วคุณดูถูกคุณไม่ยอมรับคุณไม่เชื่อ มันก็ตัดหางปล่อยวัดเลย เป็นหมาหางด้วน อย่างที่ท่านพุทธทาสเอามาอธิบายเป็นหมาหางด้วนแล้วก็ชวนกันเป็นหมาหางด้วนเต็มบ้านเต็มเมืองเลย เขาไม่ได้บริบูรณ์ด้วยการทำไว้ในใจไม่บริบูรณ์ไม่แยบคาย ทุกวันนี้พระเค้าอยู่กับวินัย 227 ไม่ได้เอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งพระวินัยไม่ใช่ศีล เห็นไหมว่าไม่มีศีลแล้ว ไปยึดเอาพระวินัยเป็นศีล ไปถามชาวบ้านสิว่าพระเขามีศีลเท่าไหร่เขาก็จะบอกว่า 227 ข้อ ซึ่งมันเป็นวินัยไม่ใช่ศีล ซึ่งจึงไม่ได้ปฏิบัติศีลให้เกิดสภาวะมนุษย์ทำไปตามลำดับ อาตมาเอาเรื่องศีลข้อที่ 1 มาอธิบายไม่กินเนื้อสัตว์ ซึ่งแม้แต่การเลี้ยงสัตว์พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ให้เลี้ยงสัตว์ แต่ทางพระเขาก็เลี้ยงสัตว์กันโดยเฉพาะ มหาบัวมีการเลี้ยงเสือด้วย มีฟาร์มเลี้ยงเสือโคร่ง ซึ่งเขารู้เรื่องกันที่ไหน มหาบัวนี้ทำอะไรนอกรีตนอกราวศาสนาพุทธอีกหลายอย่างไม่รู้เรื่องเลย (เขาอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านเลี้ยง)
เริ่มต้นข้อ 1 มาปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิเลย อวิชชา มีนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร ข้อที่ 1 ของนิวรณ์ 5 ก็คือ กาม คุณจะรู้จักกาม แล้วคุณจะออกจากกาม เรียกว่า เนกขัมมะ คุณต้องเรียนรู้ที่เวทนา ถ้าไม่เรียนรู้ที่เวทนาคุณออกจากกามไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านแยกเวทนาไว้ 108 แล้วตัว ปฏิบัติจริงๆมีอยู่ที่ มโนปวิจาร 18 โดยปริยาย 1 เวทนา๒ได้แก่ กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา เวทนาคืออะไร มีในทุกคน 650801 อยากหมดอวิชชาต้องเริ่มคบพ่อครูผู้สัตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 48