ความดับที่ถาวรที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความดับที่ถาวรที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ _พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความดับที่ถาวรที่สุด ให้แก่จิตวิญญาณตัวเองได้ จะไปดับโลกเขาไม่ได้ โลกนี้พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ก็ให้พระเจ้าเป็นเจ้าของ แต่สำหรับคนแต่ละคนนั้น ไม่ต้องไป คิดว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ แต่มันมีโลก มันมีธรรมชาติทุกอย่างเกิดขึ้นอยู่ ตั้งแต่เป็นอวกาศ มีอะไรทั้งหมดมาเลย มี Big Bang มีเนบิวล่า มี Galaxy จนกระทั่งมาเป็นโลก มาเป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ และก็มีชีวะ เกิดพีชนิยาม จิตนิยาม ขึ้นมาในโลกลูกหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตามลำดับ ว่า ในธรรมชาติ มันพัฒนาของมันเอง ตั้งแต่ อุตุนิยาม มาเป็นพีชนิยาม แล้วมาเป็นจิตนิยาม จนกระทั่งมาเป็นคน เป็นคนที่ฉลาด คนประเสริฐ เป็นอาริยบุคคล จนเป็นพระพุทธเจ้า ก็ตรัสรู้ ในจิตนิยามมีตัวตน จนกระทั่งท่านตรัสรู้ว่า ตัวตนนี้มันก็ ถ้าไม่รู้มันก็อยู่เป็นตัวตนนิรันดรเหมือนเทวนิยม ถ้าไม่มีปัญญา ไม่เกิดความรู้ขั้นโลกุตระสุดยอดเลย ก็จะเป็นจิตนิยามอยู่นิรันดร อยู่กับโลกียะ หมุนเวียนตาย ตายแล้วก็เกิดเกิด แต่ลัทธิที่เป็นเทวนิยมเยอะมากที่เขาไม่รู้จักการเวียนตายเวียนเกิด เขาไม่รู้ เขารู้แต่ว่าเกิดเป็นคนตายเสร็จแล้วในชาติเดียวก็ต้องไปอยู่กับพระเจ้าต่อ ตายปุ๊ป ไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะให้เกิดมาต่ออีกไหมก็ไม่ได้อธิบาย มีเทวนิยมหลายนิกาย อธิบายว่าให้มาเกิดอีก พระเจ้าให้มาเกิดอีก เกิดใหม่ จนกระทั่งพัฒนาถึงการรู้วิบากกรรม แต่เขาก็รู้อย่างเทวนิยม มีกรรมวิบากอย่างเทวนิยมซึ่งกรรมวิบากเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องที่รู้กันได้ไม่ง่าย ผู้ที่จะรู้จักกรรมวิบากจริงก็คือพระพุทธเจ้าและสามารถทำกรรมที่บาปให้เหลือแต่กรรมวิบากที่ ดี ไม่ทำกรรม ให้เป็นวิบากที่ชั่วเลย แน่มั่นคง แน่นอน ทำแ
อ่านต่อ
ต่ดี ไม่ทำชั่ว ไม่ทำบาปเลย สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่ทำชั่วเลยทำแต่ดี เพราะฉะนั้นกรรมใดที่ทำดีเท่านั้นทุกกรรมเป็นของตน สำเร็จเป็นคนที่ทำแต่ดีไม่ทำบาปเลยนั่นคือโลกียะ แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์ขาวผ่องปราศจากเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีกได้ สจิตตปริโยทปนัง ตัวที่ 3 นี้เป็นโลกุตระ ตัวที่ 1 ตัวที่ 2 เป็นโลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระเพราะฉะนั้นที่เป็นโลกียะ ท่านก็ทำดีไม่มีชั่วเลย ถ้าชีวิตมนุษย์ยังจะอยู่ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน บรรลุอรหันต์ได้ เป็นต้น ผู้นี้ทำแต่ดี ไม่มีทำชั่วอีกเลยตลอดกาลนาน คุณจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ชาวไทยพุทธที่เป็นเถรวาทไม่เข้าใจอันนี้แล้วจะคิดว่าตายแล้วก็สูญเลย เป็นอุจเฉททิฏฐิขนาดนั้น เข้าใจว่าอรหันต์เกิดอีกครั้งไม่ได้ อาตมาเองก็ถูกเขาจัดอยู่ในพวกนอกรีต อธิบายนอกธรรมะพระพุทธเจ้า เขาเท่านั้นแหละที่อธิบายธรรมะถูกต้อง อาตมาก็ไม่แย้งไม่เถียงหรอก เขาจะยึดว่าถูก เขาก็ตามที่เขายึด อาตมาจะไปทำอะไรได้ อาตมาก็ทำสิ่งที่เห็นว่าเขายึดถือของเขาก็เป็นภูมิรู้ของเขา เราก็เป็นสิ่งที่เราเข้าใจเราก็ยึดถืออย่างนี้ มันก็นานาสังวาสกันเท่านั้นเอง แต่เขาจะจัดว่าเราเป็นนิกาย ซึ่งอาตมาไม่ไปทำอนันตริยกรรมแยกนิกายอย่างนั้นหรอก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาทำอาตมาไม่ได้ทำนิกาย อาตมาทำแค่นานาสังวาส ก็ยึดถือไม่เป็นสังวาสเดียวกัน ทำสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ เพราะศีลไม่เสมอสมานกัน ปฏิบัติกันไปคนละอย่างก็เป็นนานาสังวาสกันไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นการรู้ การเข้าถึปฏิบัติบรรลุในธรรม จึงไม่เสมอสมานกัน ก็ปรากฏจริงอย่างเช่นชาวอโศกปฏิบัติเข้าใจอย่างนี้ ปฏิบัติตามที่เราเข้าใจได้ผลมาอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ แตกต่างกันกับทางเถรสมาคม เขาก็อาศัยที่เขาได้ เถรสมาคมเขาก็อาศัย เป็นสุข แต่เขาไม่รู้จักสุขทุกข์ที่เป็นโลกุตระที่เป็นอริยสัจ เขาไม่รู้จัก เถรสมาคมไม่รู้จักสุข ทุกข์ ไม่รู้จักอริยสัจ 4 หลงความทุกข์เป็นความสุข ยังวิปลาสกันอยู่ หลงโลกียะ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น ไม่มีโลกุตระ เพราะฉะนั้นจึงอาศัยแค่อยู่กับโลกียะ อยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คนอย่างนั้นเขาไม่หมดสุขหมดทุกข์ ไม่รู้จักสุขจะทุกข์ ไม่มีอนัตตา ไม่มีสุญญาตา ไม่มีนิพพาน เถรสมาคม หรือ แม้ว่าจะเป็นพระปฏิบัติก็ตามสายหลับตานั่งไป เสร็จแล้วก็หลงว่าตัวเองหมดภพหมดชาติเป็นอรหันต์ ซึ่งก็เป็นอรหันต์ เก๊ เพราะมันไม่สัมมาทิฏฐิ หรือจนกระทั่งเรียนปริยัติไปกลายเป็นมหายาน ก็หลงตัวเองก็เป็นอรหันต์ได้เหมือนกัน จิตว่าง จิตไม่มีแล้วกิเลสพวกนี้ ซึ่งไม่ได้บรรลุเพราะจิตเป็นจริง จิตเข้าถึงธรรมบรรลุธรรมจริง ผู้ที่จะรู้ถึงธรรมจริงบรรลุถึงธรรมจริง ผู้ที่บรรลุแล้วเป็นอรหันต์ได้จริงแต่ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณ ก็เอามาอธิบายเอามาสาธยายสู่ผู้คนฟัง ไม่ค่อยได้ ได้ก็อย่างสังเขป อย่างสั้นๆ บางทีสายพวกพระอัสชิ พอพระสารีบุตรตั้งแต่ตอนยังไม่ได้บวช เมื่อไปพบพระอัสชิเข้า ถามว่า พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร พระอัสชิก็บอกว่า ตัวเองอธิบายไม่เก่ง สาธยายให้ฟังก็คงไม่ได้ยาวก็คงได้แต่บอกให้สั้นๆ ท่านสอนว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ ดับเหตุเสียได้ ทุกอย่างก็ดับ พระสารีบุตรตอนนั้นยังไม่ได้บวช ยังไม่พบพระพุทธเจ้า เกิดรู้ทันทีว่านี่คือประโยคทอง ก็รีบไปบอกพระโมคคัลลานะ เป็นโกลิตะมานพกับอุปติสสะมานพ ก็บอกว่าไปพบพระพุทธเจ้ากัน ไปชวนอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร บอกว่าพบพระพุทธเจ้าแล้ว เขามีการทำนายแล้วว่าพระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเกิดมา เขาก็ทำนายแล้วว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พอได้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ท่านยืนยันว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า ก็ชวนกันไปพบ สัญชัยเวลัฏฐบุตรก็บอกว่า ไม่สนเราไม่ไปเราจะอยู่กับคนหมู่มากโดยเอาเหตุผลว่า คนโง่มีมากหรือคนฉลาดมีมากกว่ากันในโลกนี้ สนชัยก็บอกว่า คนโง่มีมากคนฉลาดมีน้อย ก็ว่าเออ คนมากเพราะจะช่วยคนมาก เธอไปอยู่กับคนน้อยเถอะ เราสงสารคนมาก อุปติสสะก็ชวนโกลิตะไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เห็นแล้วว่าเดินมาแต่ไกล ก็ตรัสว่า สาวกคู่ของเรามาแล้ว แล้วก็ไปบวชกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนั้นทำหน้าที่มาตลอด นี่ก็เป็นประวัติที่รู้กันทั่ว สรุปที่อาตมาพยายามอธิบายถึงตำนานหรือประวัติของศาสนาพุทธนิดหน่อย เพื่อยืนยันให้รู้ว่า มนุษยชาตินี้ เกิดมาเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นศาสนาฮินดู เขาไล่ตั้งแต่เป็นสัตว์ จนกระทั้งเป็นมนุษย์แคระ เป็นเหมือนมนุษย์คนป่า แล้วก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้ฉลาดขึ้นไปไล่ลำดับไปตั้ง 10 ขั้น ขั้นที่ 9 คือพุทธะ ศาสนาฮินดูเขาก็ยอมรับว่าขั้นที่ 9 คือพุทธะ อย่างนี้เป็นต้น คือความรู้ที่รู้กันรู้กันทั่วไป แม้แต่เทวนิยม ส่วนสายเทวนิยมด้านตะวันตกนั้น ไม่ได้รู้มากเท่าฮินดู ไม่ได้รู้เรื่องจิตวิญญาณละเอียดลออเท่ากับฮินดู รู้แค่ตายรอบเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้า แล้วมืดไปอยู่กับพระเจ้า ฮินดูก็รู้ เป็นแต่เพียงว่าเขาไม่มีสัมมาทิฏฐิจึงไม่มีที่จบอยู่อย่างนั้นตลอดกาล เสร็จแล้วก็อยู่กันอย่างมีชีวิตทำความดีซึ่งมันก็ต้องเสื่อมเป็นธรรมดาแล้วก็วนไป เทวนิยมก็วนเวียนนาน นานจนตัวเองลืม ลืมสัญญาเก่าของขันธ์เก่า ลืมแล้วก็จำได้อยู่แค่รอบที่ตัวเองจำได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านแบ่งเป็น 62 ทิฏฐิ ท่านแยกไว้ ก็คิดจำอดีตเป็นหลัก ถือขันธ์ในอดีตเป็นหลักก็ได้ 18 มีขันธ์เก่าและฟุ้งซ่านไปอีก 44 ด้วยก็เลยมีมากมายเป็น 62 ทิฏฐิ ผู้รู้ยิ่งรู้ยอดตั้งแต่เกิดจนจบจนกระทั่งดับจิตนิยาม แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย คือพระพุทธเจ้า จะอยู่ก็อยู่อย่างมีหลักประกันว่าไม่ทำชั่วทำแต่ดี แล้วถ้าจะตาย ก็ตายอย่างที่ตายแล้วเกิดอีก ตายแล้วเกิดอีก ไม่ยอมดับง่ายๆ หรือตายแล้วสูญไปเลยแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ จึงครบถ้วนบริบูรณ์หมดเลย พอรู้ทั้งอุตุนิยาม รู้ทั้งพีชนิยาม รู้ถึงธรรมนิยามทั้งหมด จบสุดเลยบริบูรณ์ อาตมาตั้งปณิธานจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นทำเนียบให้ได้ ทำเนียบในความสูงสุดของมนุษย์สุดยอดให้ได้ เป็นพระพุทธเจ้า องค์ใดองค์หนึ่งในทำเนียบนั้น จะเป็นองค์ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้องค์ที่กี่ล้าน ไม่มีใครจดทำเนียบทำสถิติเอาไว้ว่าพระพุทธเจ้ามีกี่ล้านองค์แล้ว อาตมาเกิดมามีจิตนิยาม อาตมาก็จะต้องทำจิตนิยามของอาตมาให้สุด สุดแล้วถึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่อยู่สมัย 2 เป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่เอาสมัย 2 อยู่สมัยเดียวพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ไม่มีใครอยู่สมัย 2 หรอก เพราะว่าอยู่มาไม่รู้กี่สมัยแล้ว เป็นโพธิสัตว์มา จนกระทั่งเป็นมหาโพธิสัตว์ ไม่มีใครเทียบเท่าอยู่แล้ว เกิดมาอีกก็เป็นมหาโพธิสัตว์ที่สูง นิยตโพธิสัตว์ ไล่ไม่ทันหรอก กว่าจะเป็นมหาโพธิสัตว์ กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง 650801 อยากหมดอวิชชาต้องเริ่มคบพ่อครูผู้สัตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 48