สักกายทิฏฐิ กับอัตตานุทิฏฐิ ต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สักกายทิฏฐิ กับอัตตานุทิฏฐิ ต่างกันอย่างไร _สายัญ ...กราบนมัสการค่ะ ขอเรียนถามปัญหาค่ะ สักกายะทิฏฐิ กับ อัตตานุทิฏฐิต่างกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า... สักกายทิฏฐิ กับอัตตานุทิฏฐิ ต่างกันอย่างไร มันก็มีพยัญชนะกำกับอยู่แล้ว กายะ มันมีคำว่า ทิฏฐิ เหมือนกันตัวท้ายคือความเห็นความยึดถือของตัวเอง ความเห็นบางคนก็ยึดแน่น อัตตานุทิฏฐิ นี่แหละเป็นตัวยึดแน่น ยึดเป็นอัตตาตามทิฏฐิของตน อนุ คือ ตาม ทิฏฐิ คือ ความเห็นความเข้าใจและก็เป็น อัตตา ยึดแล้ว ส่วน สักกายะ ไม่ใช่การยึด แต่เป็นการเข้าใจ ทิฏฐิคือการเข้าใจ อันนั้น เข้าใจแล้วยึด อัตตานุทิฏฐิ เข้าใจแล้วยึดเป็นอัต ส่วน สักกายทิฏฐิ คือให้ทำความเข้าใจว่า กายะคืออะไร ของตนเอง สักกะคือตนเอง กายะของตนเองคืออะไร เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปหมดคำว่ากายเป็นภาษาไทยแล้ว ไปเข้าใจว่ากายคือสรีระ นั่นแหละมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจะพ้น สักกายทิฏฐิ คือต้องเข้าใจให้ถูกว่า กาย ไม่ใช่สรีระ สรีระมันคือซากศพ มันคือร่างข้างนอก ไม่มีจิตวิญญาณร่วมด้วย สรีระไม่มีจิตวิญญาณร่วมด้วย ฟังดีๆนะตรงนี้ ภาษาอาตมาอธิบายเป็นภาษาไทยชัด สรีระไม่มีวิญญาณ ไม่มีจิตวิญญาณเข้าร่วม เป็นเฉพาะร่างอย่างเดียว หรือซากศพ หรือคนตายนี่คือสรีระ แต่ กายนี่ เป็นสรีระไม่ได้ เป็นเฉพาะร่างอย่างเดียวก็ไม่ได้ กายจะเป็นจิต เป็นมโน เป็นวิญญาณ ด้วยซ้ำ นี่คือศาสนาพุทธทุกวันนี้ คนเสื่อมจากศาสนาพุทธโดยเฉพาะคนไทย คำว่ากายเป็นภาษาไทย และไปแปลกายว่าสรีระ และแถมไปแปลว่า สรีระแปลว่าร่างกาย อ้าว.. ผิดซ้ำผิดเยอะผิดซ้อนเข้าไปอีก สรีระมันแปลว่าร่างก็ถูกแล้ว แล้วไปเอากาย คำผิดมาใส่เข้าไปอีกแปลเป็นไทยนะ เอาคำไทยที่ตัวเองก็ผิดแล้ว ผิดอย่างไร ผิดเข้าใจว่ากายคือสรีระ แล้วเอามาแถมซ้ำเข้าไปอีกว่าเป็นร่าง ๆ โอ้โห..เป็นร่างให
อ่านต่อ
ญ่เลย สรีระเลยเป็นร่างๆใหญ่เลย ซึ่งเอาคำว่ากายที่มันแปลว่าจิตนี้ไปใส่สรีระผิด มันก็เลยผิดซ้อน 2 เข้าไปอีก เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมบรรลุได้ ถ้าคำว่ากายยังไม่สัมมาทิฏฐิปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่บรรลุ เป็นข้อแรกของสังโยชน์ข้อที่ 1 เลย ต้องพ้นสักกายทิฏฐิ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อไม่พ้น สักกายทิฏฐิ ก็ไปปฏิบัติธรรมโพธิปักขิยธรรม 37 ไม่ได้ โพธิปักขิยธรรม 37 ท่านเริ่มต้นก็คือ พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ฉะนั้นเมื่อเข้าใจกายในกายไม่ได้ ผิดไปแล้ว มันก็ไม่ต่อเนื่องไปถึงเวทนา ไม่ถึงจิต ไม่ถึงธรรม เพราะกายเป็นนึกว่าเป็นร่างเฉยๆ มีแต่กายภายนอก เข้าใจว่ากายคือร่างนี้ เข้าใจแต่กายภายนอกไม่มีจิตไปร่วมด้วยเลย แล้วมันจะไปเข้าไปถึงเวทนาในเวทนา เข้าถึงจิตในจิต ธรรมในธรรมได้อย่างไร เมื่อมันแยกแล้ว ฉะนั้นเขาจึงหลับตาสบายมากปฏิบัติธรรมเพราะเขาไม่เอานี่ข้างนอก จึงไปหลับตาปฏิบัติธรรมเฉยๆ ก็เลยไม่ได้เรื่องเพราะการปฏิบัติธรรมไม่มีกายไม่ได้ ใน อาริยบุคคล ท่านกำชับไว้เลยว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะทำให้กิเลส อาสวะ สิ้นได้ เพราะฉะนั้น ปฏิบัติวิโมกข์ 8 ไม่มีกาย เพราะไปหลับตา พอเขาบอกว่าเข้าวิโมกข์ หรือเขาเรียกว่าเป็นสมาบัติด้วยนะ เข้าสมาบัติ สมาบัติ 8 หรือวิโมกข์ 8 แล้วไปหลับตาไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 นี้ด้วยกาย ไม่มีกายไม่มีภายนอก กายต้องมีทั้งภายนอกและภายใน ไม่แยกกันด้วย นี่แหละเข้าใจกันยาก ไม่แยกนะ เหมือนสุขกับทุกข์ไม่แยกกัน พวกเราเข้าใจแล้ว ถ้าจะดับก็ดับหมดเลย จะไม่ให้มีกายก็คือ คุณไม่มีทั้งความรู้สึก เพราะกาย กายจะต้องมีเวทนา เมื่อไปตัดกายออกแล้วเวทนาคุณก็ไม่มี ไม่มีผัสสะ ไม่มีข้างนอก คุณก็ไม่มีกาย คุณก็ไม่มีเวทนา ศาสนาพุทธนั้นต้องปฏิบัติที่เวทนาเป็นกรรมฐาน เป็นที่ตั้งแห่งกรรมฐาน เป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ เมื่อไม่มีเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ มันก็เลยโมฆะหมด เพราะศาสนาพุทธนั้น หัวใจคือสุขทุกข์ เรียนรู้ทุกข์นี่แหละ แล้วก็จะดับทุกข์ เมื่อดับทุกข์หมด สุขก็หมดไปด้วย เป็นอาริยสัจ 4 เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ แต่เขามิจฉา มิจฉา มิจฉา คือ ไม่รู้ ถึงขั้นอวิชชา เพราะฉะนั้นถ้าอวิชชาเสียแล้วตั้งแต่อริยสัจ 4 ก็อวิชชาแล้ว เขาก็มิจฉาทิฏฐิไป 4 ข้อ แล้วยังจะไปแถมมิจฉาทิฏฐิในเรื่องส่วนที่เป็นอดีต ส่วนที่เป็นอนาคต และทั้งส่วนอดีตและทั้งอนาคต และก็ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คุณก็ครบพร้อมอวิชชาสวะ อวิชชาสวะ 8 เต็มๆเลย แล้วเยอะ เดี๋ยวนี้มีเยอะ อริยสัจ 4 เข้าใจกายกันไม่ได้ ปฏิบัติก็ไม่มีกายก็โมฆะไปแล้ว เพราะฉะนั้น ยิ่งไปเข้าใจส่วนอดีต ส่วนอนาคต หรือทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตไม่ได้ ที่เข้าใจไม่ได้ก็เพราะไปหลงด้วย หลงส่วนอดีต หลงส่วนอนาคต แล้วก็ไปจมอยู่กับอดีตกับอนาคต เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้เลย ผู้พ้นอดีต พ้นอนาคต ก็จะรู้ว่า อ๋อ.. อดีตกับอนาคตก็คือสภาพที่เป็น กาละชนิดหนึ่ง ที่มันไม่เป็นความจริง ไม่มีปัจจุบันชาติ เพราะฉะนั้นต้องมามีปัจจุบันชาติ มาเป็น ทิฏฐธรรม มาเป็นปัจจุบันชาติจึงจะเป็นความจริง แล้วทำความจริงนั้น ถ้าสัมมาทิฏฐิก็จะทำความจริงได้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ก็จะรู้ชัดว่ามันต่างกันอย่างไร และมันจะเป็นที่สุดคือต้องเป็นปัจจุบัน ทำที่สุดให้กิเลสหมด จนกระทั่งจมีประสิทธิภาพของจิต ถ้าอะไรก็ตามแต่ มาถึงปัจจุบันจะเป็น 0 ทำให้กิเลสสูญได้ เพราะฉะนั้นอดีตทุกอดีตก็จะเป็น 0 จากที่ปัจจุบันของคุณมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจนกระทั่งอนาคตจะมาอีกเท่าไหร่ เท่าไหร่ เท่าไหร่ ฉันก็จะทำอนาคตให้เป็น 0 ได้หมด เพราะฉะนั้นทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต หมด หมดฤทธิ์ อดีต อนาคตหมดฤทธิ์ เพราะปัจจุบันทำ 0 ได้หมดเลย นี่คือ คนอยู่เหนือ กาละ ที่ทำได้เช่นนั้นเพราะเข้าใจปฏิจจสมุปบาททั้งหมด เริ่มตั้งแต่อวิชชา เปลี่ยนเป็น วิชชา จะไม่ไล่อย่างอวิชชา ไล่อย่างอวิชชาคือตัวพยัญชนะทั้งหมด 11ตัวนั้น ลึก สุดท้ายผลของมันก็คือ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นวิชชา เราก็รู้จักสังขาร รู้จักสังขารแล้วสามารถทำอภิสังขารได้ ทำอภิสังขาร 3 สำเร็จ วิญญาณก็สะอาด เราก็รู้จักนามรูป เพราะเราปฏิบัติต้องใช้นามรูป แม้มันจะไปสนิทกันเป็นอายตนะ รวมกันจนกระทั่งเขาเรียกว่าตัวเชื่อม อายตนะ มันเป็น 2 สภาพอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นในกลุ่มของสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะคือกลุ่มหนึ่ง ที่อาตมาเคยอธิบายมาแล้ว เพราะฉะนั้นในปัจจุบันชัดเจนจริงๆเลย ก็เป็นวิชชานะ ก็มีผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน แล้วก็เป็น ภพชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะ มีเวทนา เรียนรู้สัมมาทิฏฐิหรือเป็นมิจฉา ก็จัดการกับตัณหาเวทนาที่มันมีตัณหาก็จัดการกับมันที่มันมีอุปาทานก็จัดการกับมันออกให้หมด ถ้ามันไม่หมดมันก็ ภพ มันก็กลายเป็นกามภพ หรือ จะเป็นรูปภพ อรูปภพอยู่ ถ้าสามารถทำได้หมด ภพก็หมดด้วย กลายเป็นวิภวภพ วิภวะ แปลว่า ไม่มีภพ ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติ เรามีกามตัณหา เรามีภวตัณหา คือรูปตัณหากับอรูปตัณหา เราก็ล้างกามตัณหาให้หมด หมดแล้วก็ล้างต่อ รูปตัณหากับอรูปตัณหา หมดอีก ส่วนคำว่า วิภวะ คือ ตัณหาที่ไม่ต้องการ ภพ ก็เหลือกิเลสในรูปภพ อรูปภพกิเลสก็หมด กิเลสในภพต่างๆหมด จิตก็เป็นจิตวิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์ จะมาเคยอธิบายจนกระทั่งบอกว่าพระพุทธเจ้าก็มีวิภวตัณหา ตัณหาอุดมการณ์ ต้องการจะสอนคนสอนใคร พระโพธิสัตว์ก็มีวิภวตัณหาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่คนเด๋อๆ ไม่อยากได้ใครดีอะไรไม่ใช่ เป็นความปรารถนาดีอย่างมีพลังด้วยมี ติพพัง มีแรงมีพลัง ต้องการให้คนได้ดี เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจที่อาตมาขยายความไปบ้างแล้ว ในปฏิจจสมุปบาท จนกระทั่งอยู่เหนือภพชาติ พอบรรลุอรหันต์แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาแล้ว จะดับภพจบชาติก็ทำได้ จะยังไม่ดับภพจบชาติเราก็ทำได้ จึงเรียกว่า ผู้อยู่เหนือภพชาติ ส่วน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ พระอรหันต์ตัดทิ้งแล้วไม่มีเลย เพราะฉะนั้นอาตมาก็เคยพูดมาแล้วว่าพวกเราจึงเป็นกลุ่มพวก อโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ แล้วมันยังเหลือความโศกความพิรี้พิไร ปริเทวะ คือ มีความทุกข์โทมนัสอยู่บ้าง คุณเข้ามาเป็นผู้พากเพียรปฏิบัติ อย่างสัมมาทิฏฐิเพราะเป็นพวกที่ อโศกะแล้ว สัมมาทิฏฐิ ไม่ได้งมงายกับพยัญชนะอยู่เท่านั้น สามารถจะเข้าใจสภาวะแล้วเอามาปฏิบัติ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน สภาวะธรรมที่เป็นนามธรรมกับรูปธรรมทั้งนั้น ก็สามารถที่จะปฏิบัติธรรมมีมรรคมีผล สักกายทิฏฐิ ตกลงได้ตอบไปแล้วใช่ไหม อัตตานุทิฏฐิ ตอบไปแล้ว คือตัวที่ยึด ยึดทิฏฐิ เพราะฉะนั้น อัตตา ไม่ต้องนุทิฏฐิหรอก อัตตากับทิฏฐิที่ยึดอัตตา ทิฏฐิที่ยึดอัตตา เมื่อไม่รู้อัตตาก็ไปยึดอัตตาจนกลายเป็น โอฬาริกอัตตา ซึ่งเป็นผู้ที่น่าสงสารมาก โอฬาร อาตมาเคยอธิบายไปแล้วนะ อัตตาที่มโหฬาร อลังการ เพราะไม่รู้ อัตตวาทุปาทาน ไม่รู้การยึด ได้แต่วาทะ ได้แต่พยัญชนะ ได้แต่ความรู้ กลายเป็นพญาครุฑ ทุกวันนี้ แล้วยังได้รับความนับถือกันเป็นปราชญ์ของศาสนาพุทธ แต่ท่านก็เป็นผู้ อัตตวาทุปาทาน ไม่เข้าถึงเนื้อ แม้แต่อัตตาท่านก็ไม่เข้าไปแตะถูกอัตตาตัวเองเลย แต่ท่านเก่งวาทะ บัญญัติภาษา มากมาย แล้วท่านก็หลงในอันนั้นเลย อาตมาก็เคยพูดถึงท่านเยอะ ที่ท่านปราชญ์หลายผู้หลายคนหลายองค์ บวชเป็นภิกษุด้วย หลายองค์ เก่งพยัญชนะ เก่งภาษา เก่งบัญญัติทั้งนั้น อาตมาพูดสู้ท่านไม่ได้หรอก แล้วก็มีความรู้เท่าทันด้วย เขาพูดภาษาของพระเถระ ภาษาของอาจารย์ต่างๆที่ผิดเพี้ยนท่านก็รู้หมด แล้วท่านก็มาตีรวน แล้วก็มาเพี้ยนเข้าหาภาษาสมัยใหม่ของอาจาริยวาท แล้วท่านก็ไม่รู้ตัวเพราะท่านหลงอัตตา ตัวท่านก็มีอัตตา หลงอัตตา เพราะมีคนนับถือมาก เพราะไม่ได้มีความมั่นคงในจุดถูกต้องหรือจุดที่แน่นอนแล้ว มันไม่มี ในจิตมันไม่มีปฏิภาณปัญญารู้จักชัดเจน แล้วก็ได้มรรคได้ผล มันไม่มีจุดนิยตะ ไม่มีจุดเที่ยงแท้ มันก็เลยไหลไปตามโลกียะ ยิ่งความรู้มากก็ยิ่งไหลเพี้ยนไปตาม เยอะไป นี่อาตมาก็พยายามขยายสภาวธรรมสู่ฟัง เรื่องความไม่สัมมาทิฏฐิจริงๆ มันพาเลื่อนเปื้อนเลอะเทอะง่าย แล้วหลงว่าตัวเองมีเยอะด้วยนะ หลงว่าตัวเองได้เยอะ หลงว่าตัวเองรู้เยอะด้วย พระพุทธเจ้าท่านสรุปลงไปเป็น ปทปรมบุคคล ว่าเป็นผู้ที่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็รู้มากท่องจำก็ได้มากแต่ไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินั้น เมื่อไม่บรรลุธรรมในชาตินั้นจึงจะสามารถไปเก็บเอาขยะอะไรต่ออะไร ที่เป็นความรู้เลอะเทอะ แม้แต่ความรู้ของเทวนิยมก็เอามาบวก เอามาผสม แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเทวนิยม มันก็ไม่รู้จะช่วยยังไง 670103 คนอยู่เหนือกาละต้องชนะปฏิจจสมุปบาท พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก