สภาวธรรมเวทนา 108 ของพระอรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข4 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

สภาวธรรมเวทนา 108 ของพระอรหันต์ _ถึกไท..ขอพ่อครูได้โปรดอธิบายพระอรหันต์อย่างสมณะดินดี และสิกขมาตุผุสดี ว่าเป็นลักษณะอย่างไรครับ พ่อครูว่า... ให้อาตมาไปอธิบายคุณลักษณะของอรหันต์ของผู้อื่น อาตมาก็อธิบายความเป็นอรหันต์ของอาตมานั่นแหละ ถ้าเผื่อมีความเป็นอรหันต์ของผู้อื่นที่ตรงกับอาตมานั่นแหละของท่านดินดีหรือผุสดี ความเป็นอรหันต์นั้น คือ ผู้นั้นรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน เหมือนกับใช้กำปั้นทุบดิน ก็ต้องรู้จิตเจตสิกตัวเอง แยกแยะจิตเจตสิกตัวเอง และเรียนแยกจิตเจตสิก ย่อยมาเป็นเจตสิก จิตนี่แหละต้องย่อยมาเป็นเจตสิก และโดยเฉพาะเจตสิกที่จะพาให้บรรลุนิพพานนั้นอยู่ที่เวทนา ฉะนั้นถ้าผู้ใดที่เรียนรู้เวทนาได้ อ่านเวทนาออก แล้วก็ปฏิบัติทำเวทนา 108 ได้ แยก มโนปวิจาร 18 ออก โดยรู้ไม่ยากว่า เวทนามันทุกข์สุขและไม่สุขไม่ทุกข์ หรือเวทนามันมีทุกข์ แล้วก็สุข หมดทุกข์สุขที่มันหยาบแล้วก็เป็นโสมนัส โทมนัส จนเป็นอันที่ 5 อุเบกขา เพราะฉะนั้นพลังงานหรือดีกรีของทุกข์สุขหมดไประดับโน้น เบาบางลงโสมนัส โทมนัสก็รู้ทำออกหมดจนหมดทุกข์หมดสุข ก็เป็นอุเบกขา เพราะ พระพุทธเจ้าไม่ใช่อุเบกขาเพราะสะกดจิต แต่อุเบกขาเพราะจิตสะอาดจากกิเลส จิตสะอาดจากกิเลสก็เป็นจิตกลางว่างเปล่า แล้วก็ทำแล้วก็แข็งแรงถาวรด้วย โดยปฏิบัติ มโนปวิจาร 18 เคหสิตะ 18 เนกขัมมะ 18 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีก 6 แล้วตาก็ทุกข์ก็ได้สุขก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ หูก็ทุกข์ก็ได้สุขก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ ลิ้นกายใจก็เช่นกัน แล้วมันก็เป็นอย่างโลกียะคือ เคหสิตะ เพราะมันหลงสุขหลงทุกข์ เทวนิยมไม่ต้องพูดเลยเขาไม่มีทางหมด แม้แต่ชาวพุทธที่แยก มโนปวิจาร 18 ของเวทนาของตนไม่ได้ สัมผัสแล้วก็แยกเวทนาไม่ออกแล้วก็ไม่รู้จักว่าการทำออกคือเนกขัมมะ ก็ 18 ตัวเหมือ

อ่านต่อ

นกันคือทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับ ทุกข์สุขไม่สุขไม่ทุกข์ แต่อันนี้เป็นโลกุตระเอากิเลสออก จิตก็ใสสะอาดขึ้นมาเรื่อยๆๆๆ จนสุดท้าย กิเลสสะอาดบริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยเนกขัมมะ ซึ่งในเวทนา 108 อันนี้จาก 18 กับ 18 เป็น 36 พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติตรวจสอบกาละ 3 อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 ซึ่งอธิบายผ่านมาเมื่อกี้นี้ ผ่านมา ปัจจุบันเป็นตัวยืนยันความจริง ปัจจุบันถึงจะเป็นความจริง ถ้าไม่มีผัสสะไม่มี ทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติหรือปัจจุบันกาล ขณะที่ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง มันเป็นเรื่องอดีตเป็นเรื่องอนาคต เป็นเรื่องจิตอยู่ในภพ อยู่ในภวังค์ ขณะที่ตาคุณไม่กระทบสัมผัสข้างนอก คุณหลับตา มันจะมีความจริงตรงไหน กิเลสมันไม่ได้เกิดใน มันไม่ใช่กิเลสแท้แต่เป็นกิเลสสมมุติ กิเลสสัญญาไอ้กิเลสที่จำได้ไปคิดนั้นมันกิเลสจำได้ คิดในอนาคตคุณก็ปั้นกิเลสเข้าไปสิ คุณจะปั้นยังไงก็ได้กิเลสในอนาคตมันก็ฟุ้งซ่านไปได้สารพัด มันไม่มีกิเลสจริงนี่ เพราะฉะนั้น คนหลับตาปฏิบัตินั้น โมฆะจากศาสนาพุทธ มันไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์กันหรอก เพราะฉะนั้นเสื่อมชัดเจนศาสนาพุทธในเมืองไทย ไปนึกว่าพวกหลับตาปฏิบัตินั่นแหละคืออรหันต์อย่างนี้เป็นต้น แล้วมาเจอโพธิรักษ์เข้า บอกปัดโธ่! ไอ้อย่างนี้มันจะไปเป็นอรหันต์ได้ยังไง โอ้โห..พูดจ้อยๆ ดีไม่ดีก็ไปเที่ยวได้ด่าเขา ว่าเขาไปหมด ก็ไม่ให้ว่าอย่างไร เขาพากันงมงายไปถึงขนาดนั้น อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง มันก็ต้องตำหนิ ก็ต้องว่า จะให้ไปชมได้อย่างไรมันผิด อาตมาไปชมคนผิด มันก็ไม่ถูกแล้ว มันก็แสดงถึงความโง่ของตัวเองแล้ว อาตมาไม่โง่พอจะไปชมคนผิดหรอก ชมคนถูก ก็ชมไปชมมาชมตัวเอง ชมพวกตัวเอง เพราะพวกเราถูกใช่ไหม ไอ้นั่นไม่ถูกจะให้ไปชม มันก็ไม่ใช่ ไปชมยังไงล่ะมันผิด นี่อาตมาก็พูดภาษาไทยนะ ฟังเข้าใจไหม ยวนไหม ไม่ได้ยวนย่าหรืออะไรพูดสัจจะพูดให้ฟัง สมณะดินดีหรือสิกขมาตุผุสดี นั้น มีคุณลักษณะ รู้จักเวทนาของตน ก็ทำให้กิเลสของตนเองเบาบางและลดได้ เมื่อลดได้แล้วก็เป็นคนไม่มีกิเลส เจ้าตัวเขาก็ บางทียังไม่ค่อยรู้ตัวเลย อย่าว่าแต่ใครเลยพระสารีบุตรเองยังไม่รู้เลย ไม่ใช่พระสารีบุตรไม่รู้ตัว พระสารีบุตรไม่รู้กิเลสของลูกศิษย์ ให้อาตมาไปรู้กิเลสของ ท่านดินดี ท่านผุสดี กระนั้นต้องคบคุ้นกัน ถ้าไม่คบคุ้นกันก็ไม่ได้ ขนาดพระสารีบุตรยังมีหลักฐานว่าลูกศิษย์ของท่านบรรลุอรหันต์แล้วพระสารีบุตรยังไม่ทราบเลย เพื่อนภิกษุก็เลยบอกว่าอาจารย์ ท่านองค์นี้ท่านบรรลุอรหันต์แล้ว มีอยู่พระสูตรหนึ่งอย่างนี้เป็นต้น มันไม่ง่าย ขนาดพระสารีบุตรนี้ยังเป็นได้ จะให้อาตมาไปชี้บ่งทีเดียวได้ยังไง แต่มันพอรู้ได้ คบคุ้นกัน พระพุทธเจ้าบอกว่าอาศัยความคบคุ้นกันจะเข้าใจ รู้ว่าคนนี้มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส _สู่แดนธรรม... ส่วนที่อื่นเขารู้ได้ด้วยการเอาญาณไปส่องดูกันไม่สามารถรู้ได้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่ได้เป็น โมเมชั่น โมเมสูตร พุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนั้น ส่งจิตไปยังงั้น อย่างนั้นมันเป็นโมเม มันจะต้องรู้จักกายกรรม วจีกรรม เชื่อมไปถึงมโนกรรม แล้วเราก็จะพิจารณาได้ จาก กายกรรม วจีกรรม มันก็เชื่อมไปถึงจิตไปถึงประธานแสดงออกว่าอย่างนี้มีหรือไม่มี อย่างนี้เป็นต้น แต่คนที่บรรลุธรรมแล้วนี่ มันเข้าใจคนบรรลุธรรมยาก คนที่ยังเต๊ะท่าเหมือนกับอย่างไม่มีกิเลส คือคนที่ยังเต๊ะท่า คนที่กิเลสหมดแล้วไม่มีเต๊ะท่า จะอนุโลมปฏิโลมกับคนที่สัมพันธ์กัน คนนี้ คนนี้ มาเกี่ยวข้องกัน เราก็อนุโลมปฏิโลมคุยกันสัมผัสกัน ก็อนุโลมปฏิโลม จะมีรู้จักอนุโลมปฏิโลม เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับคนมีกิเลสกับคนนี้คนนี้ เขาจะดูไม่ออกหรอก เขาจะอ่านตามอาการ ซึ่งผิด อ่านตามอาการ และยิ่งผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ไม่มีตัวตน ใครจะว่ามีกิเลส ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไปสิ ก็เราไม่มีกิเลสแล้ว ไม่มีตัวตนก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอาตมาก็ตอบได้ประมาณนี้ก็แล้วกัน ปฏิบัติเองแล้วคุณจะรู้เองว่า อ๋อ..กิเลสมันเป็นเช่นนี้ กิเลสหยาบเป็นเช่นนี้ กิเลสละเอียดเป็นเช่นนี้ แล้วก็จะได้เข้าใจ _สู่แดนธรรม... อีกนิดนึงว่า บางคนก็ประเมินว่าพระอรหันต์จะต้องผิดพลาดไม่ได้ ใช้ข้อนี้ประเมินได้ไหมครับ พ่อครูว่า... พระอรหันต์ผิดพลาดได้ เพราะว่าเป็นการผิดพลาดนั้นเป็นกายกรรม วจีกรรม กายกรรม วจีกรรมนี่มันเป็นสมมุติข้างนอกเพราะฉะนั้นกายกรรม วจีกรรมตามสมมตินี่ บางทีพระอรหันต์เจตนาไม่เหมือน ค้านแย้งด้วย เพื่อที่จะดึงคนนั้น คนนั้นไป เพื่อที่จะดึงเขา เช่น โลกมันจะดึงเข้าไปหาโลก พระอรหันต์ก็จะถึงไปหาโลกุตระ มันค้านแย้งอย่างนี้เป็นต้น เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นจึงจะไปเอากิริยา เอาภาคปฏิบัติประพฤติ กายกรรม วจีกรรม ของผู้บรรลุ แล้วก็ไปประเมินค่าตามโลกๆเขา มันจะไปได้ยังไง มันไม่เข้ากันหรอก 670103 คนอยู่เหนือกาละต้องชนะปฏิจจสมุปบาท พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน