สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติเต็มร้อย ปัญญาเต็มรู้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติเต็มร้อย ปัญญาเต็มรู้ แต่กว่าจะได้ลดละกิเลสตามลำดับ ต้องได้มาคบคุ้นกับสัตบุรุษที่บริบูรณ์ มาได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์จึงจะได้เกิดความศรัทธาที่บริบูรณ์ จึงสามารถทำใจในใจให้ออกจากกิเลสได้ ทำโยนิโสมนสิการได้ จึงจะทำให้เกิดสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ พ่อครูว่า สติสัมปชัญญะรอบทั้งนอกและในสติต้องเต็มร้อยปัญญาต้องเต็มรู้ สติเต็มร้อย ปัญญาเต็มรู้ สัมผัสแล้วจะมีสติที่มีพลังงานเป็นอธิปไตยรู้ทั้งนอกทั้งในมีอธิปไตยที่แข็งแรง แล้วปัญญามันต้องเต็มความรู้ ต้องมีความรู้เข้ามาทั้งนอกและในมีความละเอียด ทั้งตาหูจมูกลิ้นกายโดยเฉพาะใจอย่างลึกซึ้งมันถึงจะเต็มรู้พอขนาด รวมให้สร้างพลังงานฌาน พลังงานไฟ ที่จะเผากิเลสในแต่ละระดับได้ มันไม่ใช่ตื้นเขินง่ายๆดังที่หลายคนเข้าใจกันยังไม่พอ ถ้าเผื่อว่า ทำการโยนิโสมนสิการไม่ได้คุณก็สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่ได้ สติปัญญาเกิดตามหลังโยนิโสมนสิการ มนสิการบริบูรณ์คุณก็มาปฏิบัติสติสัมปชัญญะ จะบริบูรณ์ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจมีสติทั้งรู้ข้างนอกข้างในครบมันถึงจะเต็มที่แล้วมันถึงจะปฏิบัติกายสุจริต 3 กายสุจริตวจีสุจริตมโนสุจริตได้ เพราะฉะนั้นถ้าสติสัมปชัญญะไม่บริบูรณ์คุณจะสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่ได้บริบูรณ์ กายวาจาใจคุณจะได้บริบูรณ์ทั้งหมดได้อย่างไร คุณไม่ได้สำรวมข้างนอกเลย คุณสำรวมแต่ข้างในแล้วเมื่อไหร่จะทำกายกับวาจาได้ ฟังดีๆฟังทำให้แตกฉาน นั่งหลับตานั้นมันไม่บริบูรณ์จะทำผลให้เจริญสูงสุดเป็นอรหันต์ไม่ได้ มันปิดเลย พัฒนามาจากการสำรวมอินทรีย์ก็ได้แต่แค่ใจ กายวาจาใจคนไม่มีทางจะบรรลุผลสุจริตธรรมไม่เกิด เพราะว่าคุณได้แต่ใจ ไม่มีอิทธิพลต่อตาไม่มีเหตุปัจจัยให้ส่งเสริม เมื่อกายสุจริตไม่ได้มีแต่ทุจริตนิวรณ์ 5 ของคุณก็บริบูรณ์ คุณก็มีแต่น
อ่านต่อ
ิวรณ์ 5 ที่บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 ของคุณก็ไม่ไป โพชฌงค์ก็ไม่มี วิชชาและวิมุติ หมดสิทธิ์ คุณต้องมาทำการโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์แล้วจะปฏิบัติปฏิสัมพันธ์จะให้บริบูรณ์ทั้งนอกและในคุณจึงต้องมาสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 บริบูรณ์ สติของคุณอยู่แต่ภายในหมดโยนิโสมนสิการก็ทำจากภายในและคุณจะมาถึงการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ได้อย่างไร คุณก็ได้แค่สำรวมอินทรีย์แค่ 1 คุณต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 รู้กิเลสและประหารกิเลสได้เป็นสังวรปธาน แล้วเกิดประหารประธาน ส่วนภาวนาปธานแล้วอนุรักขนาปธานแต่สัมมัปปธาน 4 คุณไม่เกิด เพราะฉะนั้น มันไม่สัมมาทิฏฐิเลย มันสังวรได้แต่ใจ ไม่ได้สังวร ตาหูจมูกลิ้นกายเลย สรุปอีก นั่งหลับตานั้นไม่มีการบรรลุอรหันต์ของพระพุทธเจ้า คุณจะบรรลุอะไรเล็กๆน้อยๆก็แล้วแต่ มีบารมีเก่าบ้างพระพุทธเจ้าถึงอนุโลมว่าอาสวะบางอย่างอาจจะดับได้ แต่ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ อาสวะบางอย่างจะดับได้นั้นแน่หรือไม่แน่ยังไม่รู้เลยว่าคุณได้แต่ กดข่ม ใครจะมาสำรวจตรวจสอบได้ เมื่อเอามาสัมผัสกับข้างนอกบางทีคุณนึกว่าคุณได้เมื่อกระทบแรงหน่อยยาวนานหน่อยคุณก็ล้มแล้ว คุณจะรู้ได้อย่างไรเอาแต่หลับตา กดข่มได้มากก็จะได้ยาวนานแต่มันไม่ถาวรแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าไม่บริบูรณ์ด้วย สติปัฏฐาน 4 ที่จะต้องมีสุจริต 3 ที่บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์โพชฌงค์ 7 ก็บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์แล้ววิชชาและวิมุติก็บริบูรณ์ เรียกว่าอวิชชาสูตร เป็นอาหารสูตรวิชชาและวิมุติ แล้วจะมีอะไรเป็นอาหารก็ย้อนไปว่า ถ้าคุณอวิชชาก็มีนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร นิวรณ์ 5 เป็นอาหารและคุณก็จะได้ทุจริต 3 เป็นอาหารอีก ทุจริต 3 เป็นอาหาร คุณก็มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่ได้เป็นอาหาร คุณไม่ได้สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เป็นอาหารสติสัมปชัญญะของคุณก็ไม่บริบูรณ์ ไม่เป็นสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์เป็นอาหารก็ได้สติไม่เต็มสตางค์ สตางค์ไม่เต็มสติ มันก็ไม่เป็น เมื่อสติไม่เต็มคุณจะไปโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ได้อย่างไรไม่ได้เลย เมื่อไม่ได้ศรัทธาคุณก็ไม่บริบูรณ์คุณก็จะไม่ฟังธรรมจากสัตบุรุษคนก็จะไม่พบสัตบุรุษ มาถึงวันนี้แล้วคุณก็จะไม่พบสัตบุรุษคุณจะเห็นอสัตบุรุษเป็นอาจารย์ แน่นอนต้นตอเลยย
ทำให้เกิดการสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ทำให้เราเกิดสุจริตกรรม 3 ทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์อันเป็นอาหารให้เดินโพชฌงค์ 7 ได้บริบูรณ์ เกิดวิชชาและวิมุติได้ในที่สุด 620805_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 61