สื่อธรรมะพ่อครู(การบรรลุธรรม) ตอน พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติหลับตาแล้วบรรลุใต้ต้นโพธิ์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การบรรลุธรรม) ตอน พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติหลับตาแล้วบรรลุใต้ต้นโพธิ์ _ยูแมน พาโพธิ์ • พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บรรลุจากนั่งหลับตาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิมิใช่หรือ พ่อครูว่า…ทุกรกิริยา ทุกระคือ กิริยาที่ไม่ดี ก็ไปเสียเวลากับกิริยาที่ไม่ได้เรื่องได้ราวถึง 6 ปี แล้วเมื่อท่านมานั่งทบทวนก็ทำเตวิชโช ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) ๗. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . ๘. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) เอาที่จิตระลึกทวนไปในคลังความรู้คือสัญญาเก่า ท่านก็ได้รู้ว่าท่านได้มาหมดแล้วสมบูรณ์แล้ว ยาม 1 ก็ระลึกได้ระดับหนึ่ง ยาม 2 ยาม 3 ก็ได้รู้สมบูรณ์ขึ้น แต่นั่งหลับตาไม่ได้ปฏิบัติอะไรเป็นการนั่งระลึกในสิ่งที่มีแล้ว เป็นของเก่า นั่งระลึกถึงก็ได้ เดินหรือยืนก็ได้ ทำงานอะไรก็ระลึกถึงความเก่าได้ จิตมีมุทุภูตธาตุเร็วเก่ง สรุปแล้วท่านก็ระลึกของเก่าท่าน จะบอกว่าพระพุทธเจ้าบรรลุจากการนั่งหลับตาไม่ได้ บรรลุนั้นหมายถึงการปฏิบัติแล้วสามารถทำให้ผลเกิด แต่นี่ท่านไม่ใช่การปฏิบัติแล้วเกิดผล ผลนั้นท่านได้ปฏิบัติมาแล้วเกิดมาแล้วสมบูรณ์แล้วเป็นเรื่องได้มาหมดแล้ว ปฏิบัติเสร็จกิจจบหมดแล้ว เหมือนกับระลึกถึงผลไม้ที่ท่านทำมาสุกหมดแล้ว สวยงามหมดแล้ว ไม่ใช่นั่งหลับตาแล้วไปบรรลุทีละขั้น ไม่ใช่ แต่ผู้ที่ไม่บรรลุก็ต้องปฏิบัติไปตามลำดับ ศึกษาตามสภาวะให้ดีๆปฏิบัติให้ได้ของตนเอง ถ้าได้ของตนเองแล้ว จะไม่ใช่แค่ตรรกะเหตุผล แต่บรรลุของตัวเองตามระดับขั้นบรรลุตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ไม่เอาของของคนอ

อ่านต่อ

ื่นที่ไม่ใช่ของเรา เป็นวัตถุดินน้ำไฟลมหรือไม่แต่พืช สรุปอีกทีว่าท่านระลึกถึงของเก่าท่านไม่ได้ปฏิบัติ นั่งนิ่งๆระลึกไป ตั้งแต่ในสิ่งที่ท่านมีได้เป็นได้ ท่านไม่ได้ปฏิบัติกระทบสัมผัสและมีกระบวนการขัดเกลากิเลสรู้กิเลสแต่ท่านหมดกิเลสสิ้นเกลี้ยงไปนานแล้ว เป็นโพธิสัตว์ก็เป็นผู้ที่หมดกิเลสมานานแล้วด้วย กิเลสตนเองหมดแล้วตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ แล้วก็มาศึกษากิเลสของคนอื่น เพราะฉะนั้น อนุโพธิสัตว์ก็เริ่มศึกษากิเลสผู้อื่น เพราะว่ากิเลสมันมากมายของคนอื่นที่เราไม่มีอย่างนี้ หรือแม้แต่อย่างนี้ของเราแต่เราเองมันไม่ขึ้นมา คนอื่นเขาก็มีแล้วก็แสดงออกมา จริงๆแล้วของเราก็เคยมีแต่นึกไม่ออกแต่เมื่อเห็นอันนี้แล้วก็นึกออก มันก็จะรู้ ทางของเราที่ไม่มีของเรามี ถ้าเรามีแต่เรานึกไม่ได้คนอื่นมาแสดงออกให้เห็นเราก็จะรู้ได้ว่าเราเคยมี เพื่อจะได้มากจนไม่มีอะไรจะขัดแย้งได้ นอกจากเราจะรู้ปริมาณมากเราก็ได้ช่วยคนมากด้วย เมื่อได้สัมผัสสัมพันธ์กับคนเราก็ได้ช่วยเขา หรือเรียกว่าการสืบทอดศาสนาพุทธไปอีกด้วย ไหนๆก็บรรลุแล้วก็มาสืบทอดศาสนาต่อ อาตมามีภพว่าจะต้องไปบรรลุรรลุสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งให้ได้ มันได้จริงๆแล้วก็ไม่เสียหายอะไรเราเป็นคนมีประโยชน์ก็ไม่เสียหายอะไร เราทำก็ทำให้ฟรีได้คุณค่าเต็มๆเพราะว่าไม่ได้เอาอะไรตอบแทนมาเลย แม้จะมีอะไรตอบแทนมาเราก็ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา เอาไปทำให้ประโยชน์ต่อไปอีก มันซับซ้อนนะต้องศึกษาให้ดี _Chon Kyun • ขออนุญาตแลกเปลี่ยนนะจ๊ะ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าที่พระองค์ตรัสรู้ก็ด้วยใช้วิธีนั่งแล้วได้ญาณเป็นลำดับๆนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน พระองค์ทำสมาธิญาณเพื่อทบทวนและระลึกเรื่องราวที่พระองค์บำเพ็ญธรรมสั่งสมมาแต่หลายๆชาติปางก่อนจนเข้าใจทั้งหมดที่สุดแล้วว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ดังนั้นในพระไตรปิฏกจึงไม่มีพระสูตรไหนเลยที่พระองค์รับรองว่านั่งสมถะแล้วบรรลุธรรม ไม่เช่นนั้นพระองค์ก็บรรลุธรรมตั้งแต่ฝึกอยู่กับพระอาจารย์ดาบสทั้งสองแล้ว แต่ญาณที่พระองค์ฝึกได้จนระดับสุดท้ายเหนืออาจารย์ตัวเอง แต่พระองค์ก็ทรงตรัสว่านี้ไม่ใช่ จึงออกและแสวงหาใหม่ไง ที่สุดจึงได้ตัดสินใจแสดงธรรมเพื่อให้สัตว์โลกพ้นทุกข์และเห็นทางไปสู่นิพพาน ซึ่งพระสูตรต่างๆก็แบ่งจำแนกออกเป็นหลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับแต่ละสถานะผู้ฟัง แต่ที่สุดก็สรุปลงไปเป็นอย่างเดียวกันเรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ว่าพระสูตรไหนๆก็สามารถจับความสอดคล้องกันลงตัวอย่างนี้ๆ และทางเอกทางเดียวที่พระองค์ประกาศเมื่อวันมาฆะฯคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับระบบไตรสิกขา ก็จับกลุ่มกันได้คือ องค์1,2 = ปัญญา หรือความคิด องค์3,4,5=ศีล หรือพฤติกรรม การปฏิบัติ องค์6,7,8=สมาธิ หรือจิต เป็นต้น ส่วนการนั่งสมาธิหลับตานั้น พระองค์ถือว่าเป็นสมถะสมาธิ ซึ่งลัทธิอื่นก็ทำได้มีมาก่อนที่พระองค์จะประกาศศาสนาอีก ประโยชน์ของสมาธิแบบสมถะนี้คือความสงบจิตใจ คือการกล่อมให้คนเบาสบาย มีความสุข แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้เกิดนิพพานคือตัด กำจัดกิเลส เพราะเป็นการกดข่มจิตใจ เป็นการตัดเวทนา ตัดผัสสะ เวทนาที่เกิดในการนั่งหลับตาก็เกิดจากสัญญาเก่า ที่ตัวเองทบทวน ดังนั้นจากผลลัพธ์ของสมาธิประเภทนี้พระองค์จึงไม่จัดเป็นสัมมาสมาธิ หรือสมาธิของพุทธ พ่อครูว่า…ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ผู้รู้สภาวะธรรมของอาการจิตต่างๆก็จะชัดเจน สมาธิคือจิตหยุดนิ่งตกตะกอน ถะ คือตกตะกอน เช่นถีนมิทธะเป็นต้น สมถะ เหมือนตกตะกอนอยู่ก้นถัง จนกลายเป็นก้อนหิน เป็นฟอสซิล แข็งโป๊กตีไม่แตกเลย มันเป็นจริตตระกูลของสายศรัทธา ใครจะเป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรอย่าไปติดใจตัวเองพยายามเอาปัญญามาช่วยมาแก้จนบรรลุสูงสุดให้ได้ แต่ถ้าอยากจะแก้จากปัญญาจริตเป็นพุทธิจริตก็ได้คุณใช้เวลาไปอีกนานเหมือนกัน คุณจะเปลี่ยนรากเปลี่ยน Root เปลี่ยนอนุสัยไปอีก อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์มานานก็จะเข้าใจ โพธิสัตว์สุดท้ายก็จะบรรลุเป็นพุทธิปัญญาทั้งนั้น สูงสุดจริงๆก็เป็นปัญญาเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นปัญญาทั้งนั้นไม่ใช่ศรัทธาเลย สายศรัทธาจะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นปัญญา เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่ใช่บรรลุด้วยศรัทธาแต่บรรลุด้วยปัญญา ไม่ได้ข่มสายศรัทธานะ แต่สัจจะเป็นเช่นนั้น เวทนาที่เกิดจากการปฏิบัตินั่งหลับตานั้นก็เป็นสัญญา เพราะไปตัดการผัสสะก็ไม่มีเวทนา คุณก็ได้แต่สัญญาเก่าที่เกิดเอง ทบทวนสัญญาของคุณเอง เหมือนกับกบในกะลาครอบ ขยำอึ อึมาใหม่ก็นึกว่าของใหม่แต่คือของเก่าตนเอง ดีแล้วที่ช่วยกันขยายก็ขอบคุณ 620804_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน