สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 1 พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันที่สองของงานปลุกเสกฯ คนที่ไม่เห็นดีจะมาก็อาจมีมานะอัตตาหรือคนอวิชชา เรามาเริ่มคำว่าศีล เข้าสู่เนื้อเรื่องเลย ที่จะทำความเข้าใจทำการศึกษาว่าเราจะทำอะไรกัน ก็เจาะเข้าไปสู่เนื้อหาสาระเลย คำว่าศีล ตั้งชื่อในปลุกเสกฯคราวนี้ ตั้งชื่อว่าศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ก็จะได้สาธยายสรุปลงไปชัดๆ ผู้รู้ทั้งหลายก็กล่าว อาทิ สีลํ ปติฎฺฐา จ กลฺยาณญฺจ มาตฺกํ ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย หมายความว่าศีลนี้เป็นเบื้องต้นเป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลาย และ เป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เบื้องต้นที่ตั้งอยู่และที่จะเกิดต่อ สามเส้า แห่งคุณงามความดี ศีลเป็นประธานของทั้งหมด เป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง จึงต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ อาทิ สีลํ ปติฎฺฐา จ กลฺยาณญฺจ มาตฺกํ ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย เป็นประมุขของธรรมทั่วไป เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์

แต่ละข้อของศีลเป็นประโยคเป็นคำ เป็นเรื่องที่ท่านกำหนดมาแต่ละข้อ ทุกวันนี้กำหนดมาก็ไม่รู้ว่า ศีลหมายถึงอะไร ไปหมายถึงพระวินัย เพี้ยนไปหมด ไม่รู้จักศีล แต่ไปยึดเอาวินัยเป็นศีล ก็เลยไปกันใหญ่ ทั้งที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตร หรือในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ทุกสูตรยืนยันจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลใน 13 สูตร ยืนยัน จุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีล ทุกสูตรเลย ถือเป็นศีลใหญ่ เป็นหลัก ของศาสนาพุทธที่ท่านสร้างศาสนาพุทธด้วยศีลเป็นหลัก เป็นธรรมนูญ ผู้ที่เสื่อมไปแล้วไม่เข้าใจไม่รู้ค่า ก็เลยไม่ทำไม่เอาไปใช้ ผู้ที่รู้ค่าก็เอาไปใช้ จุลศีลมี 26 ข้อ ที่จริง 26 ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ปฏิบัติต้องปฏิบัติครบทั้ง

อ่านต่อ

26 ข้อแล้วจึงจะบรรลุอรหันต์ ไม่ใช่ ปฏิบัติข้อเดียวก็บรรลุอรหันต์ได้สำหรับผู้ที่มีบารมี มีภูมิธรรมของตนเองที่ลึกซึ้งแล้ว ปฏิบัติข้อเดียว ศีลข้อ 1 ข้อเดียวก็ได้ แต่อย่าไปหลงตัวอวดดีว่าตนเองมีบารมีปฏิบัติข้อเดียวก็บรรลุ ไม่ใช่ ยังไม่ได้ มันซับซ้อนในเรื่องของภูมิธรรมหรือบารมีของแต่ละคน อย่าง พระจูฬปัณฎก ท่านก็มีบารมีแล้วก็อาศัยอันนี้เป็นทาง อาศัยความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงที่เข้าใจในเรื่องแค่ว่า ความสะอาดกับความสกปรก ความสะอาดอยู่ดีๆก็เดี๋ยวเดียว คนเราสัมผัสไปสัมผัสมาไม่ช้าก็สกปรกแล้ว แค่นี้ ท่านก็มีปฏิภาณที่จะรู้แล้วว่าทุกอย่างไม่เที่ยง แล้วมันต้องเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าทุกข์แล้วมันก็มีเหตุ เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุถ้าไปดับเหตุ ก็หมดทุกข์แน่นอน ทุกอย่างอนัตตา ภูมิรู้ท่านรู้แล้ว เป็นทุกข์ก็ต้องดับเหตุ มันจึงจะหมดทุกข์ เพราะฉะนั้นแค่ความไม่เที่ยงเป็นต้นตอของความรู้เท่านั้นเองในสามเส้า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านรู้แต่ต้นเค้าแค่ว่าไม่เที่ยงเท่านั้นก็ทะลุอนัตตาเลย คนจะเก่งเท่าท่านไหมล่ะ ถ้ามีบารมีมีความรู้เก่งเท่าท่านเลย โอ้โห ชัดเจนลึกเข้าไปในใจแค่เห็นความไม่เที่ยงเท่านั้นทะลุอนัตตา ทะลุสุญญตา ทะลุความไม่มีตัวตนทะลุตัวตนไม่เหลืออะไรเลยได้ สูญได้ก็เอาสิ ถ้าคนมีบารมี มีภูมิธรรม แต่ถ้าเราไม่มีบารมีก็ต้องไล่ไปตามลำดับ อย่าประมาท อย่าดูแคลนธรรมะ อย่าอวดเก่งอวดดีว่าฉันรู้ ทำไมฉันเป็นคน คนอื่นรู้ฉันต้องรู้เท่า ฉันต้องรู้เท่าเทียม ใครรู้เท่าไหร่ฉันก็เป็นนักศึกษาก็เป็นผู้ค้นคว้าแสวงหาพากเพียรฉันจะไปต่ำอะไร เป็นอัตตามานะทั้งนั้นขึ้นมาบังความจริงหมดเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดเช่นนั้น สรุปแล้ว เบื้องต้น คือ ความเป็นศีลนั้นเป็นต้นทาง และเป็นตัวจบ ผู้ที่บรรลุเป็นอรหันต์คือผู้ที่มีศีลสมบูรณ์ สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นปกติ เป็นชีวิตปกติศีลทุกข้อท่านสบาย คนอื่นจะต้องมีทุกข์คนอื่นจะต้องหวั่นไหว ต้องมีกิเลสเกิดในศีลข้อนั้นข้อนี้ ยกตัวอย่าง 3 ข้อ เช่นข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับคนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าสัตว์หรือคน สิ่งมีชีวิตที่เป็นจิตนิยาม พวกเราชัด เรียนได้ละเอียดแล้ว สิ่งที่เป็นสิ่งมีชีวิตจิตนิยามเป็นสัตว์และคน เราสัมผัสกับสัตว์หรือคนก็ดี จิตใจเราจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ สัตว์หรือคนจะทำร้ายทำแรงกับเราเท่าใด เราก็อภัย เราก็เฉย เราก็วางได้ หรือจะมายั่วยวน จะพยายามดูดดึงให้เราเกิดการเกิดราคะ เท่าใด มาแสดงกับเราทุกลีลาทั้งสัมผัสยั่วยวนอะไรก็แล้วแต่ จัดจ้านทุกอย่าง เราก็กลางก็เฉย จะยั่วให้โกรธแรงเท่าไหร่ก็เฉย จะยั่วให้รักดูดดึงเท่าไหร่ก็เฉยก็กลาง จะต้องมีสัมผัสจริงแม้จะไม่ได้สัมผัสจริงก็ไม่ต้องแสวงหาตั้งใจสร้างโจทย์มาใส่ตัวเอง จะเป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติ คุณอย่าไปสร้างละครลิเกให้แก่ตัวเอง ตัวเองจะมีวิบากไปตามธรรมเท่านั้น ก็ทำให้มันสำเร็จบริบูรณ์ไปเถอะ เท่าที่เราเผชิญ ทำให้เสร็จสำเร็จบริบูรณ์และก็จบของเราไปตามแต่ละชาติแต่ละปาง มันจะมีเหตุปัจจัย มีวิบากเป็นชุดๆให้เรา มีสิ่งที่จะมาพัดผ่านประสบ ให้เราต้องปฏิบัติ สำหรับที่เราต้องปฏิบัติอยู่ เรายังไม่ใช่อรหันต์เราจะต้องปฏิบัติอยู่ หรือแม้จะเป็นอรหันต์แล้วยังมาลองของเราได้ เราเป็นอรหันต์แล้วก็ยังมาลองของ เราก็ต้องรู้เท่าทัน เป้าหมายของเราต้องอันเดียวต้องสะอาดบริสุทธิ์ จบ ต้องรู้ความหมายเป้าหมายของเราให้ชัดเจน เราก็จะต้องปฏิบัติไปอย่างไม่ประมาท แล้วก็ทำได้ไปตลอด เรื่อยๆ จะกี่ชาติกี่ชาติคุณอย่าไปคิด ไม่ต้องนับเลยคำว่าชาติ มันมากเกินที่จะประมาณ ที่คนเราจะต้องสะสมบารมี จะต้องสร้างการปฏิบัติประพฤติ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าใจละเอียดหรอกพวกนี้ อวดดีอวดเก่งวุ่นวายไป ทำเป็นเร็วเป็นลัดมันไม่ได้ ที่อาตมานำแต่ละคำภาษาของธรรมะมาอธิบายบรรยายจนถึงบัดนี้ พวกเรามีบารมี คนไม่มีบารมีฟังอาตมายังไม่รู้เรื่องหรอก นอกจากไม่รู้เรื่องแล้ว ผลักด้วย ชิงชัง ดูถูกด้วยเป็นธรรมดา อาตมาก็รู้สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ถือสาไม่ได้ไปโกรธเคือง ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนคนที่เขา โง่ เขาไม่รู้จริงๆไม่รู้ประสีประสา ยิ่งกว่าคนพาล พาลแปลว่าเด็กแปลว่าเยาว์แปลว่าคนโง่แปลว่าทำชั่ว พาล

อาตมาอยากจะขออ่านบทความของ คุณ บูรพา ผดุงไทย ที่เขียนในหนังสือไทยโพสต์แท็บลอยด์ทุกอาทิตย์ ของ 7 เมษายน นี้ การตื่นของผู้รู้ ใช้ภาษาสวยด้วย ความหมายของคำว่าตื่นของอาจารย์บูรพาเขาก็หมายถึงว่าการตื่นอยู่ในภวังค์ อยู่ในภพ เพราะว่าฌานหรือสมาธิของอาจารย์บูรพานี้จะต้องหลับตา อยู่ในภวังค์ นี่คือการตื่นภาษาบาลี ว่าชาคร หรือชาคริยา ชาคริยานุโยคะ จะต้องพากเพียรให้เป็นผู้ตื่น ของอาจารย์บูรพานี้ตื่นอยู่ในหลับ ไม่ได้ตื่นอย่างมีทวารทั้ง 6 ครบ แค่นี้ก็เป็นนิยามที่ต่างกันแล้ว ต้องมีโพชฌงค์ 3 ในการปฏิบัติทุกเวลา ตื่นรู้ครบทวาร 6 ไม่ใช่ตื่นทวารจิตทวารเดียว ปิดเสียห้าทวาร อันนั้นก็ทำได้เราก็รู้แล้วก็ฝึกปฏิบัติมาได้ มันง่ายอยู่ในนั้นเท่านั้นเองไม่ได้กว้างขวาง ไม่ได้รอบรู้ไม่ได้มีความรู้รอบอะไร เป็นความรู้แต่ภายใน เป็นความรู้อยู่ในกรอบของสัญญา ไม่ได้เป็นปัญญาเลย ปัญญา ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 ยืนยันว่าปัญญาต้องมีองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ปฏิบัติในขณะลืมตาตามมรรคมีองค์ 8 พิจารณาจิตของเราตลอดเวลาเลยจากขณะทำงาน ขณะพูด ขณะขบคิด วิจัย วิจาร เป็นการงานของจิตในจิตทั้งหมด จะต้องทำงานทุกอย่าง ตื่นมารู้จักโลกตามที่เขารู้ ไม่ใช่ว่าคนอื่นเขาจะเป็นอย่างไร เป็นดินน้ำไฟลมอะไรปรุงแต่งอย่างไรไม่ร่วมรู้กับเขาเลย รู้แต่เท่าที่ตนเองรู้ และจำได้ และก็ขบคิดวนเวียนปรุงแต่ง บางทีก็เพ้อฟุ้งซ่านปรุงแต่งไปในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นภพของอนาคตหรืออดีตบ้าง หรือในปัจจุบันที่คิดฟุ้งไปอย่างนั้นอย่างนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าเรารู้ทางวิทยาศาสตร์เช่นนี้ เราสร้างสัมประสิทธิ์สร้างพลังงาน พากเพียร ให้พลังงานมันมากกว่านี้ได้ เราจะสร้าง ระเบิดวัตถุ ที่มีพลังงานละเอียดยิ่งกว่าไฮโดรเจนยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูใดๆที่เขาสร้างมาแล้วได้ ให้เหนือกว่าอเมริกาให้เหนือกว่าเกาหลีเหนือที่มันสร้างเลย คุณก็คิดได้ ถ้าคุณเข้าใจพลังงานสัมประสิทธิ์ แล้วคุณก็เอาไปทำการตรวจสอบทำเพราะมีสูตรแล้ว อาตมาบอกสูตร พัฒนาให้เป็นจริงจากวัตถุต้นตอที่จะเป็นอะไร อย่างปรมาณู ที่เขาใช้เขาใช้ฮีเลี่ยมยูเรเนียม อะไร เป็นต้น แล้วใช้ความเร็วความแรงให้ยิ่งกว่าแสง กระแทกกัน มันก็เกิดระเบิด เขาก็ต้องหา m ให้ได้ เราใช้ความเร็วให้ยิ่งขึ้น Coefficient เป็นความเร็วหาอะไรมาสร้างให้มันเป็นไปได้ เขาก็สามารถค้นคว้าทำ ก็ต้องมีวัตถุที่สามารถทำได้ยิ่งกว่ายูเรเนียม เขาก็ได้มา ระเบิดเถิดเทิงเลยทีนี้ สร้างมาข่มโลกเลย อย่านะ เขี้ยวข้าแหลมกว่านะ ง้าวข้านี้หนัก ของกวนอู 80 ชั่ง เราเอา 180 ชั่งเลย ข่มกันไปได้ โลกก็ขู่ด้วยเขี้ยวเล็บเรี่ยวแรง แต่มาทางธรรมนั้นเลิกแล้วตกกรอบไปแล้ว เรามาทางปัญญาคุณงามความดีทางคุณธรรม เขาไม่เอาอย่างนั้นหรอก มันอยู่ในวัฏฏะของเดรัจฉานที่สู้กันที่เขี้ยวงา เขาเอาเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาความเป็นประโยชน์ต่อโลกรับใช้มนุษย์โลกได้ดีที่สุด มากที่สุด สูงที่สุดมีคุณค่าประเสริฐยิ่งที่สุดอย่างนี้ต่างหาก เขาไปถึงไหนๆแล้ว ลุงหรือป้า

ก็อ่านของคุณบูรพา ก็แสดงออกถึงความจริงใจ แต่ก็ต้องติงถ้าไม่ถูก จะเห็นว่าอาตมาเบ่งข่มหรือเปล่า แต่ถ้าได้ศึกษาเปรียบเทียบ ท่านอ้างอิงจากพระไตรปิฎกแต่เอาโวหารตัวเองเป็นหลัก เก่งนะ

การปฏิบัติอบรมสมาธินั้น แท้ที่จริงก็คือ การทำให้จิตมีเครื่องรู้ แต่แรกเริ่มเดิมทีจิตที่ไม่ได้ปฏิบัติ จิตจะเอาความคิดมาเป็นเครื่องรู้ ทำให้จิตที่ตกอยู่ในอำนาจของความคิด สมาธิก็ไม่เกิด เมื่อปฏิบัติอบรมสมาธิจนถึงขั้นผู้รู้มันตื่นได้ มันก็จะรู้เห็นความจริง แต่เมื่อผู้รู้มันตื่นแล้วไม่มีความคิดอะไรไปให้มันจับ ไม่ได้หมายความว่าผู้รู้จะหายไป แต่ผู้รู้นั้นมันไม่มีอะไรให้รู้ต่างหาก หรือที่เราเรียกว่า "รู้ว่าง" ขณะที่ผู้รู้ตื่นขึ้นมาในฌานสมาธิได้นั้น จิตกับความคิดแยกออกจากกันให้ได้เสียก่อน (พ่อครูว่า...ไฟฌาน คือไฟกองใหญ่พลังงานไฟพิเศษสลายกิเลสได้อย่างตื่นรู้ สลายได้หรือไม่สลายได้หรือไม่ได้สลายได้อย่างดี ก็มีธาตุรู้ตามรู้อยู่ทุกกิริยา ของบทบาททั้งหลาย) ผู้รู้ที่หลุดออกจากขบวนการความคิดแล้วมันจะไปรู้ปัญญาแบบใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับสมมุติบัญญัติ แต่ถ้าภาวนาปฏิบัติสมาธิไปไม่เจอผู้รู้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะรู้มันไปติดว่าง รู้ว่างนี้เป็นระดับของฌานสูง ทำให้เราไปเสียเวลาติดกับสภาวะนั้นอยู่นาน ไม่อาจจะเดินภูมิวิปัสสนาต่อได้ ต้องถอยฌานลงมาหน่อยจึงจะเดินปัญญาในภูมิวิปัสสนาได้ แต่จะถอนออกมายาวๆ ก็ไม่ได้เช่นกันเพราะสมาธิก็จะหลุดกลับเข้าไปอยู่ในดงของความคิดปกติเช่นเคย ตอนที่เดินภูมิวิปัสสนานั้นความคิดมันน้อยจนแทบจะไม่มีความคิด พอไม่มีความคิด จิตที่มันมีอาการไม่มีความคิดมันเป็นสมาธิจิต คือ ผู้รู้มันตื่น พอหลังจากที่ผู้รู้มันตื่นและไม่อยู่ในอำนาจของความคิด ผู้รู้มันจะเริ่มรู้เอง พอรู้เองแล้วมันจะรู้แจ้ง พอถึงรู้แจ้งได้นี้ใครก็รู้แจ้งเท่ากันหมด เมื่อปฏิบัติอบรมจิตได้ถึงสภาวะนี้จะรู้ธรรมเท่ากันหมด แต่ตอนที่มันไม่ถึงตรงนี้มันจะต่างคนต่างรู้ รู้ตามสมมุติบัญญัติที่เรามี ใครเขาว่าอะไร ได้ยินได้ฟังอะไรก็คิดเอา นึกเอาเอง รู้แบบนี้มันยังไม่เรียกว่ารู้แจ้ง แต่ถ้ารู้แจ้งแล้วใครถึงสภาวะนี้ก็จะรู้ธรรมเสมอเท่ากันหมด ใครจะรู้มากรู้น้อยกว่ากันก่อนหน้านี้ พอถึงตรงนี้แล้วไม่มีเถียงกัน (พ่อครูว่า...คุณก็ไปตีขลุมเอาเองว่าอย่างนี้จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ทำไปเองเถอะ ยืนยันว่าถ้าไปนั่งหลับตาอย่างนี้อีกกี่ชาติเป็นล้านล้านชาติคุณก็ไม่มีทางบรรลุอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณจะจมอยู่ในวังวนของความคิดซึ่งเป็นวังวนของสัญญา จะไม่เกิดปัญญาที่เป็นปัญญินทรีย์ปัญญาพละที่เกิดจากการรับรู้เป็นโลกะวิทูรู้โลกต่างๆ แต่ละยุคสมัยก็ยังมีอะไรอีกต่างๆนานาแล้วก็สามารถประมวลมารู้รอบถ้วนได้ คุณจะไม่เป็น) เป็นธรรมที่เท่ากัน ไม่ว่าใครจะปฏิบัติสายไหน สายอะไรมา จริงๆ สายเสยอะไรนั้นไม่มีหรอก มันมีแต่ความจริง ซึ่งความจริงของใจมันก็คือตัวผู้รู้ที่มันถอดถอนอวิชชาไปนี่เอง มันไม่มีสายไหน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแต่วิธีการต่างๆ เช่นว่า ครูบาอาจารย์ทางนี้เขาปฏิบัติไป เขาก็ไปค้นพบวิธีที่ง่ายสำหรับเขา ก็เอามาดัดแปลงเป็นวิธีการสอนลูกศิษย์ของตนให้เจริญรอยตามด้วยวิธีที่ตนคิดค้นขึ้น เช่น ครูบาอาจารย์ที่เขาเพ่งกสิณเก่ง เขาก็สอนให้ศิษย์เพ่งกสิณใช้นิมิต (พ่อครูว่า...ผู้ใดยังไม่มีความรู้เป็นภูมิเก่าเช่นอย่างพระพุทธเจ้าท่านมี ภูมิตรัสรู้แล้วมาเก่า ก็นั่งระลึกตรัสรู้ได้ แต่ถ้าไม่มีภูมิตรัสรู้มาแล้ว จะไปนั่งระลึกอย่างไรมันก็ไม่มีขึ้นมาให้ได้หรอก อ.บูรพาจะไม่รู้จักสัญญายนิจจานิ จะเที่ยงอยู่ในสัญญาของตัวเอง แต่ของพระพุทธเจ้าต้องให้คนอื่นรับรองจึงเป็นสัจจะ มีหนึ่งเดียวแต่มีหลายคนรับรองความรู้ตรงกันหมดเลย ซ้อนอีก หนึ่งเดียวแต่หนึ่งเดียวของหลายคนรับรองตรงกันหมด ของอ.บูรพา ไม่ต้องมีใครมารับรองหรอกฉันรู้อยู่ของฉันคนเดียว จากนั้นมันเป็นปัจเจกไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ คำว่าสัพพัญญู คือสัพพะคือหลายหลาก อัญญูคือความรู้ อัญญูใช้สระอู ในอะ อา อิ อี อุ อู ตัวอูนี้จบ ) คนที่เขาเก่งภาวนาก็บอกศิษย์ให้ใช้วิธีภาวนาเพื่อจะได้พัฒนาจิตไปได้เร็ว เพราะอาจารย์ผู้นั้นเข้าใจและถนัดวิธีภาวนา ครูบาอาจารย์คนที่เก่งในสายไหนเขาก็จะอธิบายกรรมฐานอันนั้นได้เข้าใจละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าเขาถนัดทางนั้น คนเก่งลมหายใจก็จะอธิบายอาการที่จิตตามลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกได้อย่างละเอียดมาก เพราะชำนาญและเชี่ยวชาญทางนี้จึงอธิบายกรรมฐานกองนี้ได้ดี ขณะเดียวกัน

ครูบาอาจารย์ที่เก่งภาวนาเขาก็บอกเทคนิคการภาวนาได้ชัดมาก เพราะเขาภาวนาจนเก่งมาแล้วเขาถึงเอามาสอน เหมือนคนที่เขาขี่ม้าเก่งๆ จนชำนาญ เขาก็จะมาสอนวิธีขี่ให้เราเข้าใจง่ายเพราะเขารู้จักม้าดี รู้วิธีขึ้นวิธีลง รู้จักการบังคับม้าได้ดี แต่อยู่ๆ ไปให้คนที่ขี่ม้าไม่เป็นหรือแค่เรียนจากอินเทอร์เน็ต ได้ยิน ได้ดูคนขี่ม้าเท่านั้นมาสอน เขาก็สอนไม่ได้เพราะเขาขี่ม้าไม่เป็นจริงๆ เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เราทุกคนต่างมีอันนี้ ครูบาอาจารย์สายไหน เก่งด้วยวิธีการไหนในการเข้าถึงสมาธิจิตเขาก็จะอธิบายวิธีการนั้นได้ดี (พ่อครูว่า...ถ้าจะเป็นคนตระกูลสายเจโตกับปัญญา แยกว่าถ้าสายเจโตแล้วจะใช้เวลาถึง 40 อสงไขย แสนมหากัปป์ ถ้าปัญญาจะใช้ 20 อสงไขย แสนมหากัปป์ ยิ่งตักกจริตใช้ 80 อสงไขย แสนมหากัปป์ อย่านึกว่าน้อยนะ) คนที่จับลมหายใจ ถ้าจับเก่งๆ ก็จะสามารถอธิบายทุกสิ่ง ทุกขั้นตอนที่เขาทำได้อย่างละเอียดว่าจุดที่ลมกับสมาธิมันเดินไปเป็นยังไง จุดที่มันวกกลับจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะอธิบายได้ละเอียดหมดเพราะมีประสบการณ์มาก่อน ลูกศิษย์ในสายกรรมฐานที่เขาเก่งทางด้านนี้เมื่อปฏิบัติไปก็จะพัฒนาได้เร็ว เพราะครูบาอาจารย์ของเขาอธิบายขั้นตอนวิธีการได้อย่างแตกฉาน คนขี่ม้าเก่งก็มีเทคนิคการสอนขี่ม้าได้ง่ายเพราะเชี่ยวชาญ

คนขี่จักรยานก็มีเทคนิคเขา กรรมฐานก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะถนัดกองไหนเมื่อถึงผู้รู้แล้วก็รู้เท่ากันหมด ไม่มีมาเถียงกันว่าวิธีไหนดีหรือด้อยกว่ากัน ถ้าไปถึงความเดิมแท้ของจิตผู้รู้ได้นะ ก็จะรู้เท่ากันหมด ที่ฝึกไปก็เพื่อว่าให้จิตมันมีเครื่องรู้อย่างนี้เอง ให้จิตมันมีเครื่องระลึกแทนความคิด ถ้าไม่งั้นมันจะนั่งคิด มันก็จะวนอยู่กับสมมุติบัญญัติ ปัญญามันเดินไม่ได้ เมื่อเครื่องรู้มันเข้าไปแทนความคิด จิตมันก็จะแยกออกจากความคิดออกมา ไม่ยึดติดกับสมมุติบัญญัติของความคิดใดๆ อีก แต่สำหรับคนที่ต้องใช้เครื่องรู้เป็นอุบายกรรมฐานนี้มันใช้แค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น เมื่อชำนาญแล้วก็สามารถเข้าสมาธิได้เลยไม่ต้องใช้อุบายกรรมฐานใดๆ อีก เพราะเครื่องรู้ที่เราใช้เป็นอุบายกรรมฐานนี้เราใช้เพื่อหลอกจิตให้มันแยกออกจากความคิดเท่านั้น แต่ถ้ารู้จักสมาธิแล้วไม่ต้องใช้อุบายไร้รูปแบบ แต่สำหรับการภาวนาเบื้องต้นนั้นเราต้องใช้เครื่องรู้เป็นอุบายกรรมฐานไปก่อน เพื่อเป็นรากฐานให้จิตเข้าถึงสมาธิได้ง่าย.

พ่อครูว่า...ก็คงจะต้องวนเวียนกับความเห็นนี่อีกนานหนอ สรุปแล้วต่างคนต่างเข้าใจต่างคนต่างยึด พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นนานาสังวาสต่างคนต่างพิสูจน์ของตัวเองไป อาตมาก็ไม่รู้จะจบหรืออย่างไรก็ต้องจบอย่างนี้ เป็นนานาสังวาสต่างคนต่างยึดถือต่างคนต่างเห็นเป็นจริงแล้ว เพราะอาจารย์บูรพานี้ อย่างนี้มันเป็นความตื่นในหลับ ไม่ใช่ความตื่นในตื่น เป็นความตื่นในสมาธิภายใน ไม่มีความรู้เกี่ยวกับภายนอกเลย ปิดการสัมผัสภายนอกไม่มีการรู้จักรูป 28 จะบอก รูป 28 กับอ.บูรพา รับรองว่าไปไหนมาสามวาสองศอก ถามว่าไปสถานที่ไหนมาไม่ได้ให้ไปวัดเอาสามวาสองศอก มันคนละคำถามคนละความหมาย มันก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะต่างคนต่างมุ่นอยู่ที่ความหมาย และก็ไม่ออกจากอันนั้นไม่รับรู้อย่างอื่นเลยจมอยู่ในความรู้ของตนเองอย่างเดียวก็เลยยาก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว จะมาเข้าใจเรื่องศีลก็ตาม หรือสมาธิของพุทธ ที่เป็นสัมมาสมาธิ ที่ต้องเกิดจากการปฏิบัติ มรรคทั้ง 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาในภวังค์ ถ้าลืมตาออกมานี้เขาบอกว่าไม่ใช่สมาธิ แต่ของศาสนาพุทธนั้นลืมตาเป็นสมาธิอยู่ตลอดไม่ต้องเข้าหรือออก อันนี้ทั้งนั้น อย่าว่าแต่สมาธิเลยแม้แต่นิโรธก็ไม่ต้องเข้าออก ท่านธัมมทินนาเถรี อยู่ในธรรมะเถรีคาถา อ้างอิงไว้ที่บอกว่า นิโรธ ไม่ต้องเข้าต้องออก ฌาน สมาธิ ไม่ต้องเข้าต้องออก ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในนิโรธในฌานทั้ง 4

สรุป ศีล เป็นตัวกำหนดจิต เป็นตัวกำหนดสมาธิ เป็นตัวกำหนดฌาน เช่น ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ สัมผัสกับสัตว์ใดก็แล้วแต่ สัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่โตจนถึงมนุษย์ คุณสัมผัสแล้ว กรรมกริยาของสัตว์ต่างๆ จะแสดงออกถึงสายโทสะกระแทกกระทบหรือสายดึงดูด มันมีดูดกับผลัก แรงอย่างไรแค่ไหนคุณก็เฉยๆ สบายได้ไม่หวั่นไหว ไม่กระเทือนเลย จิตของคุณกลับมีความเอ็นดูมีความกรุณาหวังประโยชน์กับสัตว์นั้นๆ ไม่ถือสา ในความเป็นจริงของจิตที่คุณแข็งแรงอย่างนี้เป็นสมาธิ หรือเป็นฌาน ทนได้ โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากเลยไม่ต้องทน คือไม่ต้องทน สัมผัสแรงขนาดไหนมันก็เฉยๆ เหมือนกับเขาเอาปรมาณูโยนใส่เรา ก็เหมือนกับสำลีมาติด เขาโยนแรงใส่เราตูม แต่เราก็ไม่มีปัญหา อยู่ดีครบถ้วนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่สะเทือนเหมือนสำลีมาแตะ หยิบสำลีคืนเขามันเป็นอย่างนั้น นี่ ยกตัวอย่างรูปธรรมเปรียบเทียบให้ฟัง มันไม่หวั่นไหว ไม่สะดุ้งสะเทือน มันมีความแข็งแรงของอาเนญชา เพราะว่าเราได้สั่งสมอเนญชาภิสังขาร มา ความไม่หวั่นไหวเพราะสั่งสมอภิสังขารมามากพอ อาเนญชาก็คือ อะ อา สั้นกับยาว มากหรือน้อยเท่านั้นเอง แล้วก็พอแล้วสองมิติ อาเนญชาไม่ต้องเอา อิเนญชา หรือ อีเนญชาไม่ต้อง จบแค่ อเนญชา อาเนญชา

พูดถึง อาตมาไปดูภาษาของคำว่าบุญ ขยายความเพิ่มเติม แค่ให้ท่านแสนดินค้นให้จากพระไตรปิฎกพยัญชนะบาลีต่างๆ ค้นมาจากเล่ม 7 ข้อ 198 มีมหาปุญโญสิ ใช้คู่กันกับคำว่า ปราลปุณเช หรือปราลปุณชา ส่วนมหาแปลว่ายิ่งใหญ่คือ ยิ่งชำระกิเลสมันยิ่งหมดยิ่ง 0 ก็เท่ากับคุณทำ ปุณเชหรือปุณชะหรือปุณชา มันเป็นการใช้เป็นพยัญชนะ ใช้พลังงานของ 0 มากยิ่งขึ้น ไม่ก็ ณ ส่วน น ก็ไม่ แต่ น.หนูนี้แปลว่า ไม่ ที่เต็มยิ่งกว่า ณ.เณร สรุปแล้ว คู่ที่ท่านหยิบมาใช้ แค่นี้ อาตมาก็ชัดเจนมาก โดยเฉพาะอันนี้ยืนยันคำว่าปุญญะเป็นหลัก หรือ ปํสุปฺุญโช ใช้กับคำว่า ปังสุ คือ ป เป็นต้นทางของวรรคที่ 5 สุ คือดี ทำ ป นี้ให้ดีให้มาก โดยปุณโช คือ ปุญญะกับ ชะ ตัว อุ กับโอ มาคู่กันเต็มสองเส้า เอ คือหนึ่ง โอ คือโอฬาร ตัว เอ นี้หนึ่งเดียว แต่โอ นี้โอฬาร ใหญ่โตรโหฐาน ปุณโช มีทั้งอุ และโอ เอาหมดเลย มัตติกาปุณโช ตัว มัตติ คือรู้ กา คือผู้รู้ ปุญญะคือรู้ ปุณชะคือรู้ยิ่ง ตัว ญ เป็น ช. จาก จ ฉ ช ฌ ญ ตัว ญคือความรู้ที่เป็นอัญญะโลกุตระ เป็นตัวทำงานตลอดเวลา ตัว ป เป็นตัวปรุง เป็นตัวปั้นตัวก่อ เพราะฉะนั้นมันยิ่งรู้มากสูงส่งมากเท่าไหร่ ก็เป็นผู้ที่ยิ่งทำให้สะอาด รู้อะไร รู้ความวาง ความว่างความบริสุทธิ์สะอาด เพราะฉะนั้น มัตติกาปุณโช ท่านก็ไปใช้คู่กับ พหรม ปุญญัง คือ การบริสุทธิ์จากการชำระกิเลส มัตติกาปุณโช มันยิ่งรู้เพิ่มขึ้นไปใช้กับ พรหม อาตมายิ่งชัดเจนลึกซึ้งไปอีก ปัญญกามา คืออะไรรู้ไหม ปัญญะคือรู้ ใช้คู่กับ อุปริปุณชิกตัง ตัว กต คือจบแล้วคุณต้องรู้รอบ อุปริปุญชี ตัว ช.ช้างมาแทนปุญญะแล้วใส่ สระอี อุปริแปลว่าเกิดรอบ ปริคือรอบ อะ อา อิ คือเกิดอย่างรอบทีละหน่วย อะ อิ อุ คือรอบสั้น คุณจะมีกามมาเท่าไหร่ต้องมีปัญญาชำระ ปัญญาคือรู้จักกามา แล้วต้องทำ ปุญญกามา ต้องชำระกามา เมื่อจบหมดก็ อุปริปุญชิกตัง ปุณฉนิโย โจลันติ คือ อันติ คือจบสุดปลายสุด คือชำระครบ ฉ 6 นิโยคือกรรมการงาน ครบหมดทั้ง 6 จบ อย่างนี้เป็นต้น พยัญชนะต่างๆเหล่านี้มันอธิบายนัยละเอียด เอามาต่อกัน ผู้รู้สภาวะและรู้เป้าหมายเจตนารมณ์ของพยัญชนะ รู้จักเจตนารมณ์ของพยัญชนะจะสมบูรณ์แบบ ผู้รู้เหล่านี้จึงรู้ด้วยปฏิภาณปัญญา ไม่ติดกับบัญญัติเลย ใช้บัญญัติอธิบายบัญญัติได้หมด จะไม่ติดข้องในบัญญัติ นี่ขนาดอาตมาโพธิสัตว์ระดับ 7 รู้แค่นี้ ถ้าอาตมาระดับ 8 ระดับ 9 จะอธิบายได้ดีกว่านี้ติดตามต่อไป อย่าหนีไปไหนนะ

อาตมาพบประโยคนี้แล้วหยิบมาอธิบายให้พวกเราฟัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง(อปุญญัง) (พ่อครูว่า...อันนี้แปลว่า เป็นบาปอีกก็คือวนกลับมาใหม่ ไม่จบ ที่จริงอปุญญะแล้วคือไม่ต้องชำระอีกแล้ว คือเอาโคลนออกแล้วเอาโคลนมาล้างอีกก็ไม่หมดสิ) วิญญาณก็เข้าถึงบาป ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ [191]- ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล ปุญฺญฺเจ สงฺขารอภิสงฺขโรติ ปุญฺญูปค โหติ วิญฺาณ อปุญฺญฺเจ สงฺขารอภิสงฺขโรติ อปุญฺญูปค โหติ วิญฺาณ ฯ อเนชฺเจ สงฺขารอภิสงฺขโรติ อเนชูปค โหติ วิญฺาณ ฯ (พ่อครูว่า...ถ้าอาตมาแปลจะแปลว่า ถ้าสังขารที่ปรุงแต่งเป็นอเนญชา วิญญาณก็ไม่เข้าถึงเนญชา แต่ของท่านแปลว่า ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ ที่จริงวิญญาณน่าจะเข้าถึง อาเนญชา คือยิ่งกว่าอเนญชา ที่ท่านแปลมันเป็นการวน ไม่มีก้าวหน้าไม่มีถอยหลัง) หลายคนฟังแล้วอาจวนยุ่ง ไม่เข้าใจ นี่เป็นสิ่งที่อาตมาเก็บละเอียดมาขยายความให้ฟัง ก็ขอผ่านจากคำว่าปุญญะมาหาคำว่าศีล ท่านถนอมคูณท่านตายที่เลข 5 วันที่ 5 เดือน 5 แรม 5 ค่ำ 8.55 น.นี่ก็พูดอ้างอิงให้มันดูดีมีที่อ้างอิง ก็ผ่านไป

มาถึงศีล กลับมาใหม่ มาเข้าใจเรื่องศีลกับสมาธิ สมาธิคืออธิจิต ถ้าอธิจิตที่หมายถึงสมถะ คุณก็หมายถึง สมถะ ถ้าอธิจิตหมายถึงปัญญา หมายถึงอธิจิตที่เป็นจิตเจริญยิ่งๆขึ้น ไม่ใช่เป็นยิ่งสะกดจิตเข้าหาหนึ่ง แต่เป็นจิตที่รู้มากรู้กว้างรู้เยอะรู้ละเอียดรู้ได้หลากหลาย มันตรงกันข้ามกับรู้ 1 ที่เป็นสมถะ หนึ่งๆๆ เข้าไป มีแต่ดิ่งเข้าหา 1 แต่นี่หลากหลายนั้นก็รวมลงเป็น 1 ได้ หลากหลายอีกก็รวมลงเป็นหนึ่งได้ มันวิจิตรพิสดารกว่ากันไหม เพราะฉะนั้นสมถะมีแต่ ตอกคำว่าดิ่งๆนิ่งๆๆ เข้าไปตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เกิดโลกวิทู ไม่เกิดความรู้แจ้งโลก มีแต่ดับโลกไปอย่างเดียว โลกดับๆๆ เป็นทางเดียวเลย ของพุทธที่โลกดับก็มี รู้โลกดับโลก รู้โลกกว้างดับโลกอีก รู้เหลี่ยมมุมต่างๆแล้วดับ มันมี 2 แล้วเป็น 1 2 สูญๆเป็น 1 2 สูญๆเป็น 1 ตลอด ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 จาก 1 เป็น 1 นั้นมันดูแคบ แต่จาก 2 เป็น 1 จาก 2 เป็น 1 นี้มันรู้กว้างขึ้นด้วยเรื่อยๆ แล้วหนึ่งก็จะยิ่งแข็งแรง จะมีพลังงานที่สู้ รู้ จัดการกับโลกกว้างยิ่งขึ้น ผู้ที่มีแต่สมถะจึงรู้โลกกว้างน้อยไม่มีโลกวิทู เมื่อโลกะวิทูน้อยพลังงานโลกานุกัมปา ก็เลยน้อย ช่วยโลกไม่ได้กว้างไม่ได้มาก แคบในโลกนิดเดียว หรือไม่ได้ลึกซึ้ง มันกลับกันอาจได้มวลมากเหมือน สญชัยเวลัฏฐบุตร ไม่เหมือนสมณโคดม เราสายพระสารีบุตรก็มายอมรับพระพุทธเจ้า มาทางสารีบุตร ไม่ใช่สญชัย เอาแต่ชนะแต่ไม่รู้จักสาระ ทุกวันนี้อาตมาก็ยอมให้เขาชนะให้เข็ด ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลข้อที่ 1 เราจะหวังดีปรารถนาดีมีความเอ็นดูยังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง เราจะไม่ทำอันตรายให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความเบียดเบียนเลย แม้ว่าสัตว์นั้นจะเก่งที่จะทำลายเบียดเบียนเรา เราก็ต้องเก่งที่จะหลบได้ ยิ่งกว่าจอมยุทธ เราเหมือนกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นสิ่งที่ว่าง ตีเราไม่ถูกเลย ตอบโต้เหมือนไม่ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน